โรคอัมพาตใบหน้า

โรคอัมพาตใบหน้า หรือ Bell palsy  เป็น โรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยและรู้จักมานานกว่า 200 ปี ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ผู้ป่วยมักจะมีความกังวล และสูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม อัตราความชุกของโรคอัมพาตใบหน้าสามารถพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชายในสัดส่วน ที่เท่าๆ กัน โดยในทางทฤษฎีการแพทย์็แผนไทย เชื่อว่าสาเหตุการเกิดโรคอัมพาตใบหน้าเกิดจากลม 5 ชนิด คือ ลมปลายปัตคาด ลมสันนิบาต ลมชิวหาสดมภ์ ลมอโธคมาวาตา ลมอุทธังคมาวาตาและลมปะกัง  ส่วนในทางแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่พบว่าปัจจัยกระตุ้นที่มีผลทำให้เกิดโรคอัมพาตใบหน้า คือ เชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex)  นอก จากนี้คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงหรือสตรีมีครรภ์ในช่วงสามเดือนสุดท้ายจะมีโอกาสการเกิด โรคนี้สูงกว่าคนทั่วไ ป อาการของอัมพาตใบหน้านั้นเกิดจากรอยโรคในเนื้อสมองหรือเกิดจากความผิดปกติ ของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (facial nerve)  ซึ่งการเกิดรอยโรคที่ ต่างกันจะแสดงอาการแตกต่างกัน คือ หากเกิดรอยโรคในเนื้อสมอง ผู้ป่วยจะหลับตาได้สนิท มุมปากจะขยับได้น้อยลง แต่ถ้าเกิดเป็นจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7  จะหลับตาไม่สนิท มุมปากตก ใบหน้าขยับไม่ได้….

Image

เมื่อเปรียบเทียบอาการของโรคอัมพาตใบหน้าในทางแพทย์แผนไทยกับ ทางแพทย์แผนปัจจุบันจะพบว่ารอยโรคเกิดจากความผิดปกติเส้นประสาทสมองคู่ ที่  7  ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่สั่งการไปยังกล้ามเนื้อหน้าทำให้เกิดสี หน้าต่างๆกัน  เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของใบหน้า และยังเป็นเส้นประสาทรับความรู้สึกรับรสจากปลายลิ้นเข้าสู่ cerebrum ในส่วน partial lope  หากมีความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7เกิดขึ้นจะแสดงอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงซีกหนึ่งหรือทั้งสองซีก โดยส่วนใหญ่จะพบหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบตา น้ำตาไหล  เมื่อดื่มน้ำหรืออมน้ำจะไหลออกทางมุมปาก บางครั้งจะรู้สึกใบหน้าบวม ตึง ชา เนื่องจากกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ทำงานจะส่งผลทำให้เลือดมาคั่งที่บริเวณนั้น มากกว่าปกติและมีผลกระตุ้นต่อเซลล์ประสาทรับรู้สึกที่ใบหน้า  การตรวจและ ประเมินผู้ป่วยในการแพทย์แผนไทยจะดูลักษณะทั่วไปของใบหน้าและการเคลื่อนไหว ของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น การให้ผู้ป่วยหลับตา-ลืมตา ร่วมกับการทดสอบกำลังกล้ามเนื้อตา  การยักคิ้ว เลิกหน้าผาก ย่นจมูก การยิ้มและดูลักษณะทั่วไปของกล้ามเนื้อบ่าและโค้งคอร่วมด้วย  ผลการตรวจ ประเมินจะพบว่าซีกที่มีอาการผู้ป่วยจะไม่สามารถหลับตา ยักคิ้ว และย่นจมูกได้  เลิกหน้าผากจะไม่มีรอยย่น และยิ้มมุมปาก 2 ข้างไม่เท่ากัน  อาจพบกล้ามเนื้อบ่าและโค้งคอแข็งเกร็งร่วมได้  การรักษาใน ทางการแพทย์แผนไทยด้วยการนวดรักษาแบบราชสำนัก มีสูตรการนวดดังนี้ เริ่มจากนวดพื้นฐานบ่าข้างที่มีอาการ 3 รอบ ด้วยน้ำหนักมือ 50 70 90 ปอนด์    ซึ่งตรงกับบริเวณแนวกล้ามเนื้อ Trapezius   นวดสัญญาณ 5 หลังข้างที่มีอาการ  ตรงบริเวณร่องแนวกระดูกสันหลังระดับคอที่ 7 (cervical ที่ 7)  เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงศีรษะและใบหน้า  นวดสัญญาณ 1-5 ศีรษะด้านหลัง ดังนี้ สัญญาณ 1/2 ศีรษะด้านหลัง  บริเวณฐานกะโหลก (Occipital condyle) ข้าง ขวา/ซ้าย  สัญญาณ3/4 ศีรษะด้านหลัง บริเวณเหนือใบหูส่วนบน หรือบริเวณทัดดอกไม้ข้างซ้าย/ขวา (รอยต่อของ Temporal bone & Parietal bone หรือ Lateral suture) และสัญญาณ 5 บริเวณกึ่งกลางฐานกะโหลก (External occipital protuberance)   นวดจุดจอมประสาท (anterior fontanelle)      อยู่ บริเวณกระหม่อมหน้าโดยตำแหน่งนี้วัดจากแนวใบหูตัดกับแนวสันจมูก จากนั้นนวดสัญญาณ   1 หรือ 2  สัญญาณ  3 หรือ  4 แล้วแต่ข้างที่มีอาการและ สัญญาณ 5 ร่วมกับสัญญาณแยก นวดสัญญาณละ 3 ครั้งโดยสัญญาณ 1 หรือ 2 ศีรษะด้านหน้า(Frontalis และ Orbicularis oculi) ร่วมกับกดสัญญาณแยกโดยการกดรีดไปตามแนวคิ้วจากหัวไปหางคิ้ว (กรณีเป็นข้างขวาสัญญาณ 1 หรือข้างซ้าย สัญญาณ 2)  นวดสัญญาณ 3 หรือ 4 ศีรษะด้านหน้า(Massater)บริเวณหน้ากกหูข้างขวาหรือข้างซ้ายร่วมกับกดสัญญาณ แยกของสัญญาณ 3 หรือ 4  โดยกดรูดจากด้านข้างของปีกจมูกไปตามแนวกล้ามเนื้อ Zygomaticus ไปยังบริเวณหน้ากกหู และนวดสัญญาณ 5 ศีรษะด้านหน้า บริเวณกึ่งกลางของริมฝีปากล่าง(Orbicularis oris) ร่วมกับกดสัญญาณแยกของสัญญาณ 5 บริเวณกึ่งกลางของริมฝีปากบน (ร่องใต้จมูก)

นอกจากการนวดเพื่อการรักษาแล้ว แพทย์แผนไทยจะให้คำแนะนำตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยและการปฎิบัติตนแก่ผู้ป่วย เช่น ในเรื่องการประคบสมุนไพรบริเวณใบหน้าเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและ กล้ามเนื้อ ควรงดรับประทานอาหารรสเย็นหรืออาหารแสลง เช่น แตงกวา แตงโม  ฟักเขียว บวบ ข้าวเหนียว ของหมักดอง เหล้า-เบียร์ เป็นต้น  แนะนำให้รับประทานอาหารสร้อน สุขุม เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ อบเชย พริกไทย เป็นต้น หลีกเลี่ยงอากาศเย็นควรทำร่างกายให้อบอุ่น  ควรใส่แว่นตาเพื่อป้องกันโรคตา อักเสบ และฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น ยักคิ้ว ย่นจมูก หลับตา ลืมตา ฝึกยิ้ม ฝึกออกเสียง  และควรนวดติดต่อกัน 3 วัน แล้วหยุดไป 5 วัน ต่อไปนวดอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

ขอขอบคุณ

เรื่องโดยอาจารย์ กชกร สุขจันทร์

ภาพจาก หนังสือผู้จัดการ

สนับสนุนและเผยแพร่โดย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s