ความรู้เกี่ยวกับธาตุเจ้าเรือน

 

ความรู้เกี่ยวกับธาตุเจ้าเรือน

  4-elements

1. ธาตุเจ้าเรือน คืออะไร

     ในทฤษฎีการแพทย์แผนไทย เชื่อว่า การเกิดชีวิตใหม่จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีพ่อมีแม่ที่มีลักษณะของหญิง-ชาย ครบถ้วน หมายถึง พ่อมีลักษณะของชายครบ และแม่มีลักษณะของหญิงครบ โดยให้ความหมายของชีวิตไว้ว่า ชีวิตคือขันธ์ 5 อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
รูป หมายถึง รูปร่าง ร่างกาย หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรม ซึ่งในพระไตรปิฎกได้อธิบายไว้ว่า รูปมีมหาภูตรูป 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และรูปที่เกิดจากมหาภูตรูป เรียกว่าอุปทายรูป ได้แก่ อากาศ ประสาททั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดรูป รส กลิ่น เสียง เป็นอาภรณ์ 4
          เวทนา ได้แก่ ความรู้สึกต่างๆ ซึ่งเกิดจากประสาททั้ง 5 เป็นต้น
สัญญา ได้แก่ ความจำต่างๆ การกำหนดรู้อาการ จำได้หมายรู้
สังขาร หมายถึง การปรุงแต่งของจิต ความคิดที่ผูกเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าสังขารคือร่างกาย เช่น มักพูดว่า “คนแก่ไม่เจียมสังขาร” หมายถึง ทำอะไรเกินกว่าร่างกายซึ่งชราจะรับได้ แท้จริงสังขารเป็นความนึกคิดก่อ หรือผูกเป็นเรื่องราวนั่นเอง
         วิญญาณ คือ ความรู้แจ้งของอารมณ์ เช่น วิญญาณนักต่อสู้ หมายถึง เป็นผู้มีอารมณ์บากบั่นตั้งมั่น ต้องสู้สุดใจ ผู้มีวิญญาณเป็นนักประชาธิปไตย หมายถึง การมีอารมณ์ลึกซึ้ง ชัดแจ้ง จะทำอะไรก็อยู่ในอารมณ์ของนักประชาธิปไตย มีใจตั้งมั่นในสิทธิเสรีภาพ เป็นต้น คนทั่วไปคิดว่าวิญญาณคือผี เชื่อว่าเมื่อตายไปแล้ววิญญาณออกจากร่างไปเป็นผี แท้จริงแล้วเมื่อตายไปแล้วก็หมดความรู้สึก ไม่มีอารมณ์อีกแล้วนั่นเอง 

         จะเห็นได้ว่าชีวิตคือขันธ์ 5 ซึ่งคือร่างกายและจิตใจนั่นเอง มนุษย์ที่เกิดมาต่างก็มีชีวิตแตกต่างกันไป มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน มีความรู้สึกนึกคิดและจิตสำนึก ความรู้แจ้งทางอารมณ์ หรือที่เรียกว่าวิญญาณที่แตกต่างกันไป ทางการแพทย์แผนปัจจุบันเชื่อว่า การที่มีความแตกต่างและความเหมือนกัน ถูกกำหนดโดยสารพันธุกรรมที่เรียกว่า “ดีเอ็นเอ” เป็นรหัสของชีวิตที่มนุษย์ได้รับการถ่ายทอดจากมารดาและบิดา เป็นลักษณะทั่วๆ ไปของมนุษย์ 

         ทางการแพทย์แผนไทยมีความเชื่อในเรื่องธรรมชาติว่า การเกิดรูปครั้งแรกในครรภ์มารดามีขนาดเล็กมาก ขนาดเท่ากับหยดน้ำมันงาที่ติดอยู่ปลายขนจามรี หลังจากถูกสะบัด ถึง 7 ครั้ง และด้วยอิทธิพลของธาตุไฟก่อน จึงเกิดธาตุอื่นตามมาจนครบธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ แล้วจึงเกิดเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณจนครบขันธ์ 5 เมื่อครรภ์ครบ 5 เดือน นั่นคือชีวิตได้เกิดแล้ว และด้วยอิทธิพลธรรมชาติ ได้แก่ ความร้อน ความเย็นของภูมิอากาศตามฤดูกาล ได้ทำให้ธาตุทั้ง 4 ของแต่ละคนแตกต่างกันไปและเริ่มมีอิทธิพลแล้วในครรภ์มารดา ดังพระคัมภีร์ปฐมจินดากล่าวไว้ว่า เมื่อตั้งครรภ์ในฤดูอันใด ธาตุอันใด ให้เอาธาตุของฤดูนั้นเป็นที่ตั้งแห่งธาตุกำเนิดของกุมารกุมารีนั้นๆ เช่น
– ตั้งครรภ์ในเดือน 5, 6, 7 เป็นลักษณะแห่งไฟ
– ตั้งครรภ์ในเดือน 8, 9, 10 เป็นลักษณะแห่งลม
– ตั้งครรภ์ในเดือน 11, 12, 1 เป็นลักษณะแห่งน้ำ
– ตั้งครรภ์ในเดือน 2, 3, 4 เป็นลักษณะแห่งดิน

         นั่นคือธาตุเจ้าเรือนนั่นเอง แต่คนส่วนใหญ่มักจำได้เพียงแต่วันเกิด คำว่าตั้งครรภ์ในเดือนใดหมายถึง การเริ่มมีครรภ์ หรือมีการปฏิสนธิ ดังนั้นจากข้อสังเกตของคนโบราณดังกล่าว ถ้านำอายุการตั้งครรภ์มาพิจารณาแล้วสามารถประมาณการได้ว่า
– ผู้ที่เกิดเดือน 5, 6, 7 จะมีธาตุลมเป็นเจ้าเรือน
– ผู้ที่เกิดเดือน 8, 9, 10 จะมีธาตุน้ำเป็นเจ้าเรือน
– ผู้ที่เกิดเดือน 11, 12, 1 จะมีธาตุดินเป็นเจ้าเรือน
– ผู้ที่เกิดเดือน 2, 3, 4 จะมีธาตุไฟเป็นเจ้าเรือน

     การแบ่งแบบนี้เป็นการแบ่งอย่างหยาบ คือ แบ่งบุคลิกหรือลักษณะจำเพาะของคนออกเป็น 4 แบบ แต่ละแบบจะมีจุดอ่อน หรือลักษณะของธาตุเสียสมดุลแตกต่างกันตามธาตุเจ้าเรือนนั้นๆ

ธาตุเจ้าเรือน

2. ลักษณะของธาตุเจ้าเรือน เป็นอย่างไร

     องค์ประกอบของธาตุที่รวมกันอยู่อย่างปกตินั้น จะมีธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งเด่น หรือมากกว่าอย่างหนึ่ง เรียกว่า เจ้าเรือน ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยแต่ละธาตุหลักทั้ง 4 จะมีลักษณะที่แสดงออกเป็นเจ้าเรือน ดังนี้
ธาตุดินเจ้าเรือน  จะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ เสียงดังฟังชัด ข้อกระดูกแข็งแรง กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ล่ำสัน อวัยวะสมบูรณ์
ธาตุน้ำเจ้าเรือน  จะมีรูปร่างสมบูรณ์ อวัยวะสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใสเต่งตึง ตาหวาน น้ำในตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำงาม กินช้า ทำอะไรชักช้า ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง มีลูกดกหรือมีความรู้สึกทางเพศดี แต่มักเฉื่อยและค่อนข้างเกียจคร้าน
ธาตุไฟเจ้าเรือน  มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมหงอกเร็ว มักหัวล้าน หนังย่น ผม ขนหนวดค่อนข้างนิ่ม ไม่ค่อยอดทน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง ความต้องการทางเพศปานกลาง
ธาตุลมเจ้าเรือน  จะมีผิวหนังหยาบแห้ง รูปร่างโปร่ง ผอม ผมบาง ข้อกระดูกลั่นเมื่อเคลื่อนไหว ขี้อิจฉา ขี้ขลาด รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่คอยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัด มีลูกไม่ดก คือความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี

3. สถานที่ ถิ่นที่อยู่อาศัยแยกตามธาตุเจ้าเรือน

     ที่อยู่อาศัย หรือสิ่งแวดล้อม เรียกว่า “ประเทศสมุฏฐาน” ย่อมมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพ ได้แก่
ประเทศร้อน  สถานที่ที่เป็นภูเขาสูง เนินผา มักเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ เช่น คนภาคเหนือ จะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับไข้ต่างๆ
ประเทศเย็น  สถานที่ที่เป็นน้ำฝน โคลนตม มีฝนตกชุก มักเจ็บป่วยด้วยธาตุลม เช่น คนภาคกลาง จะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับลมต่างๆ
ประเทศอุ่น  สถานที่ที่เป็นน้ำฝนกรวดทราย เป็นที่เก็บน้ำไม่อยู่ มักเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ เช่น คนภาคอีสาน จะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับนิ่ว
ประเทศหนาว  สถานที่ที่เป็นน้ำเค็ม มีโคลนตมชื้นแฉะ ได้แก่ ชายทะเล มักเจ็บป่วยด้วยธาตุดิน เช่น ภาคใต้ จะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับฝี

4. การวินิจฉัยธาตุเจ้าเรือน

     นำอาการที่ได้จากการบอกเล่า และตรวจพบมาประมวล จะสามารถบอกถึงสภาวะสุขภาพของผู้ป่วย โดยยึดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับตัวสุขภาพ หรือตัวควบคุมธาตุทั้งสี่ ได้แก่

          ธาตุดิน  มีสิ่งสำคัญในการควบคุมสุขภาพอยู่ 3 อย่าง คือ
หทัยวัตถุ มีที่ตั้งที่หัวใจ ควบคุมความสมบูรณ์ของหัวใจ เช่น ลักษณะ ขนาด การทำงาน การเต้น ความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อหัวใจ บางตำรากล่าวว่าหทัยวัตถุเป็นที่ตั้งของจิต
อุทริยะ หมายถึง อาหารใหม่ คืออาหารที่รับประทานเข้าไปใหม่ๆ นั่นเอง การซักประวัติการกินอาหารก่อนป่วย มีความจำเป็นมาก เพราะอาหาร คือธาตุภายนอกที่เรานำเข้าไปบำรุง หรือปรับธาตุภายใน เรื่องอาหารจึงสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนใด โรคทางแผนโบราณจึงมีเรื่องเกี่ยวกับการกินที่เรียกว่า “กินผิด” คือกินไม่ถูกกับธาตุจะเจ็บป่วย กินไม่ถูกกับโรคทำให้อาการแย่ลง ดังนั้น การแพทย์แผนไทยใช้วิธีการกินสมุนไพร อาหารสมุนไพร มาแก้ไขการเสียสมดุลนี้ เป็นการลองผิดลองถูกมายาวนาน จนสรุปเป็นหลักการและเหตุผล
กรีสัง หมายถึง อาหารเก่า คือ กากอาหารในลำไส้ใหญ่ที่จะออกมาเป็นอุจจาระนั่นเอง ลักษณะของอุจจาระเป็นตัวบ่งบอกสุขภาพ อุจจาระหยาบ ละเอียด ก้อนแข็งหรือเหลว กลิ่นอุจจาระเป็นเช่นไร เช่น กลิ่นเหมือนปลาเน่าธาตุน้ำเป็นเหตุ กลิ่นเหมือนหญ้าเน่าธาตุไฟเป็นเหตุ กลิ่นเหมือนข้าวบูดธาตุลมเป็นเหตุ กลิ่นเหมือนศพเน่าธาตุดินเป็นเหตุ เป็นต้น โบราณว่าไว้สุขภาพจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับกรีสะ (อุจจาระหรืออาหารเก่า) เป็นตัวควบคุม

          ธาตุน้ำ  มีสิ่งสำคัญในการควบคุมสุขภาพอยู่ 3 อย่าง คือ
 – ศอเสมหะ ควบคุมน้ำบริเวณคอขึ้นไปเกี่ยวกับเสมหะ น้ำมูกมีหรือไม่อย่างไร มีมากเวลาใด อาจหมายถึงการทำงานของต่อมต่างๆ ที่ผลิตน้ำเมือก น้ำมูกบริเวณดังกล่าว
อุระเสมหะ ควบคุมน้ำบริเวณอกเหนือกลาง ตัวจากคอมาถึงบริเวณลิ้นปี่ เหนือสะดือ การซักถามจะต้องถามถึงการไอ เสมหะเป็นอย่างไร การหอบ การอาเจียน น้ำที่ออกมาเป็นอย่างไร การปวดท้องเกี่ยวกับน้ำย่อยในกระเพาะอาจจะหมายถึงการทำงานของต่อมน้ำมูก เมือกในปอด หลอดลม น้ำในกระเพาะอาหาร น้ำดี น้ำย่อยในลำไส้เล็ก
คูถเสมหะ ควบคุมน้ำช่วงล่างจากสะดือลงไป อาจเป็นน้ำมูกเมือก น้ำในลำไส้ น้ำในอุจจาระ น้ำปัสสาวะ น้ำในมดลูก ช่องคลอด (ถ้าเป็นหญิง) และน้ำอสุจิ (ถ้าเป็นชาย) จึงต้องซักประวัติเกี่ยวกับอาการที่เกี่ยวข้อง เช่น การถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ ลักษณะเหลว หรือแข็ง มีน้ำมากน้อยเพียงใด ผิดปกติอย่างไร

          ธาตุลม  มีสิ่งสำคัญในการควบคุมสุขภาพอยู่ 3 อย่าง คือ
หทัยวาตะ  ลมที่ควบคุมอารมณ์ จิตใจ การเต้นของหัวใจ ความหวั่นไหว ความกังวล
สัตถกะวาตะ ลมที่คมเหมือนอาวุธ หมายถึง เมื่อเกิดอาการจะมีอาการฉับพลัน เจ็บปวดลึกๆ เหมือนดังอาวุธเสียบแทง จากลักษณะดังกล่าวอาการคล้ายกับภาวะขาดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรืออวัยวะใดๆ ขาดเลือดจะมีอาการเจ็บปวดรุนแรง
สุมนาวาตะ ลมที่ควบคุมพลังที่อยู่เส้นกลางลำตัวตามแนวดิ่ง ในตำราการนวดไทยเส้นสุมนาถูกจัดเป็นเส้นสำคัญในเส้นสิบ เส้นนี้จะวิ่งกลางลำตัวจรดปลายลิ้น จึงน่าจะเป็นตัวควบคุมระบบประสาท การไหลเวียนโลหิต สมอง ไขสันหลัง ระบบอัตโนมัติต่างๆ การซักถามอาการควรถามเกี่ยวกับการทำงานของแขนขา การปวดเจ็บหลัง การชัก การกระตุก ตำราโบราณกล่าวว่าอาการลิ้นกระด้างคางแข็งเกิดจากสุมนา แสดงว่าน่าจะเกี่ยวกับสมอง ประสาท

          ธาตุไฟ มีสิ่งสำคัญในการควบคุมสุขภาพอยู่ 3 อย่าง คือ
พัทธปิตตะ คือดีในฝัก บางท่านอาจสับสนว่าน้ำดีคือธาตุน้ำ เหตุใดจึงจัดเป็นไฟ ผู้เขียนเข้าใจว่าพัทธปิตตะในที่นี้ คือการควบคุมการทำงานของน้ำดี และการย่อยสลายจากการทำงานของน้ำดี ส่วนน้ำดีจัดเป็นธาตุน้ำ อาการบ่งบอกการทำงานที่ผิดปกติไป จึงน่าจะหมายถึงการปวดท้อง น้ำดีอุดตัน ภาวะการผลิตน้ำดีของตับผิดปกติ ตับอักเสบ เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดน้ำดีอักเสบเป็นนิ่ว เป็นต้น เป็นเรื่องที่ควบคุมการทำงานของธาตุน้ำเป็นอาการบ่งบอกถึงการทำงานที่ผิดปกติไป จึงน่าจะหมายถึงการปวดท้อง น้ำดีอุดตัน เป็นเรื่องที่ควบคุมการทำงานของน้ำดีในตับ และถุงน้ำดีที่เรียกว่าในฝักนั่นเอง
อพัทธะปิตตะ ดีนอกฝัก หมายถึง การทำงานของน้ำดีในลำไส้ การย่อยอาหาร อาการคือจุกเสียด อืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ดีนอกฝักพิการ จะทำให้เหลืองทั้งตัว ดีในฝักพิการจะมีอาการคุ้มคลั่งเหมือนผีเข้า ถ่ายเป็นสีเขียว
กำเดา องค์แห่งความร้อน เป็นตัวควบคุมความร้อนในร่างกาย น่าจะหมายถึงศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายนั่นเอง การตรวจสามารถดูที่อาการไข้ว่าตัวร้อนจัดหรือไม่เพียงใด

อาหารบำรุงธาตู

5. อาหารประจำธาตุเจ้าเรือน
ธาตุดิน ควรรับประทานอาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม ได้แก่ มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง เผือก ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย เกลือ ฯลฯ
ธาตุน้ำ ควรรับประทานอาหารรสเปรี้ยว รสขม ได้แก่ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ มะระ สะเดา ฯลฯ
ธาตุลม ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา ฯลฯ
ธาตุไฟ ควรรับประทานอาหารรสขม เย็น จืด ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง แตงโม บัวบก ขี้เหล็ก ฯล

เครื่องดื่ม

สมุนไพรไทยสารพัดประโยชน์ พร้อมเมนูเครื่องตามธาตุเจ้าเรือน

 

     ใน การใช้สมุนไพรนั้น หลายคนคงจะสงสัยว่าเราจะกินสมุนไพรกันแบบไหนดี กินแล้วมันจะดีจริงหรือเปล่าเกิดความลังเลสงสัย บางคนก็เพิ่งเป็นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาสัมผัสกับเรื่องของสมุนไพร อาจไม่มีความเข้าใจว่าสมุนไพรคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ดังนั้นก็จะเล่าเกร็ดความรู้และข้อแนะนำเกี่ยวกับสมุนไพรไทยให้ฟังเพื่อจะ ได้สังเกตเป็นและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง เพราะการจะใช้สมุนไพรให้เกิดประโยชน์ต้องยึดหลัก กินให้ถูกต้นและถูกวิธี ดังนั้นต้องรู้จริง คำว่าสมุนไพรคืออะไร สมุนไพรก็คือ พืช สัตว์ แร่ธาตุ เหล่านี้เป็นสมุนไพรทั้งสิ้น ยาสมุนไพร คือ ยาที่ได้จากพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ส่วนที่ได้จากพืชส่วนใหญ่ใช้รากสมุนไพร ซึ่งค่อนข้างหายาก เช่น กวาวเครือไม่ว่ารากจะเลื้อยไปทางไหนก็จะมีปมกลมๆ นั่นคือกวาวเครือขาว ส่วนกวาวเครือแดงตัวรากของมันเองจะยาวยื่นเป็นปล้องๆ อันนี้ก็คือส่วนที่เอาปมของรากมาใช้เป็นยา บางชนิดก็เอาเหง้ามาทำยา เช่น พวกข่า ขิง ขมิ้น พวกนี้ก็จะอยู่ใต้ดิน เราก็เอามาใช้เป็นยา หรือเป็นหัวเผือก หัวมันต่างๆ ส่วนที่เราจะเอามาใช้ส่วนใหญ่จะเก็บไว้หน้าแล้ง หน้าร้อน เอามาใช้ทำยา พืชพวกวงศ์ขิงมีมากในประเทศเรามีพืชในวงศ์ขิงมากเหลือเกิน พืชในวงศ์ขิงเหล่านี้เป็นยาสมุนไพรจำพวกเครื่องเทศ เมื่อหักขิงดูข้างในสีจะเข้มและฉุนมาก ส่วนใหญ่ใช้วิธีการปลูกแบบเกษตรสมัยใหม่ คือใช้ปุ๋ยเคมี จากประสบการณ์จากการเคยปลูกไพรการใช้ปุ๋ยเคมีกับไม่ใช้ ทำให้ได้ผลของน้ำมันต่างกันมาก เพราะฉะนั้นการทำเรื่องสมุนไพรต้องระวังเรื่องนี้ด้วย ยกตัวอย่างกระชายดำ ปรากฏว่าคนที่ปลูกกระชายดำแบบพืชสมัยใหม่ โดยการใช้ปุ๋ยเคมีลงไป ทำให้หัวกระชายสีไม่เข้ม ถ้าปลูกดินไม่ดี ดินที่ไม่มีสารอินทรีย์มากพอ กระชายดำพันธุ์เดียวกันแท้ๆ ก็จะมีผลต่างกัน

SANYO DIGITAL CAMERA

     คนไทยมักมีความเป็นศิลปิน พอเจอต้นไม้รูปร่างหน้าตาเหมือนอะไรก็ตั้งชื่ออย่างนั้น เช่น พอเห็นรากออกมามันเหมือนแมงมุม ก็เรียกว่าว่านแมงมุม พอเห็นมันหลังนูนเหมือนเต่าก็เรียกว่านเต่า พอเห็นมันติดกันเป็นโขลงก็เรียกมันว่าช้างผสมโขลง พอเห็นมันเหมือนไก่ก็บอกว่าว่านไก่ พอเห็นมันมีลักษณะเหมือนม้าก็ว่าว่านม้า ทำให้สับสนกันพอสมควร บางทีก็ตั้งชื่อบ่งบอกไปทางกำลัง ก็เรียกว่านางพญาเสือโคร่ง กำลังเสือโคร่ง บางคนก็ตั้งชื่อตามม้า เป็นม้ากระทืบโรง ม้าโรงแตก ม้าทะลายโรง คนกินก็คงคิดว่ามันมีกำลังเยอะ และก็มีบ่งบอกถึงพลังอันมหาศาล เช่น เฒ่าปล้ำช้าง อันนี้ก็เรียกว่าตั้งชื่อตามสรรพคุณที่ตัวเองเชื่อถือ และก็ทำให้ชื่อมันหวือหวา พอเวลาขึ้นทะเบียนยา อย.เขาก็ไม่ให้ ขึ้นทะเบียนเพราะฟังแล้วชวนเชื่อเกินจริง ผู้ประกอบธุรกิจก็ต้องหันไปใช้วิธีโฆษณาแบบอื่นแทนอย่าง ตามที่เห็นๆ กันในปัจจุบัน เกี่ยวกับเรื่องของสมุนไพรผู้บริโภคต้องฉลาดซื้อ จึงขอแนะนำว่าถ้าจะเล่นสมุนไพรให้เล่นเป็นเรื่องๆ ไป หากสนใจสมุนไพรก็หาพันธุ์หรือหัวมาพร้อมตำรามาอ่านให้เข้าใจ ยกตัวอย่างเช่นว่าน ถ้าอยากศึกษาทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เราก็นำหัวว่านนั้นๆ ใส่ตะแกรงไว้ที่มุมใดมุมหนึ่ง พอฟ้าร้องเมื่อไหร่ ว่านจะแทงหน่อ พอแทงหน่อแล้วก็ไปซื้อกระถางมาใส่ ตั้งไว้เรียงในที่สูง ให้ถูกแดดพอเหมาะ พอว่านออกต้น ก็สังเกตว่าใบเป็นยังไง ดอกเป็นยังไง ปีต่อมาพอเข้าหน้าแล้งพอลมหนาวเริ่มพัดมาว่านก็จะเริ่มโทรมจากที่ท่านลง 1 หัว ก็แตกเป็น 2, 3 หัว ตัวอย่างไพร ถ้าท่านปลูกไป 1 กิโลหนึ่งหลุม มันจะแตกออกเป็น 5 กิโล และมีประโยชน์มากเลย

     อยาก จะแนะนำสมุนไพรที่อยู่ที่ดินซัก 2-3 ตัว แนะว่าควรจะซื้อขมิ้นชันไว้ที่บ้านกันบ้าง เพราะกินก็ได้ทาก็ได้โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอดส์และคนที่มีผิวแพ้ง่ายควรปลูก ไว้ใช้ ปัจจุบันนี้ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณดีมากเลย ช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อ เจ้าขมิ้นตัวนี้มีสารตัวหนึ่งต้านเชื้อแบคทีเรีย และผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารก็ใช้ได้ผลดี เจ้าขมิ้นชันจะทำให้การหลั่งของน้ำดีมากขึ้นด้วยนะคะ ถ้าระบบน้ำดีไม่ปกติพวกนี้กินข้าวไม่ค่อยเจริญอาหาร ผู้ติดเชื้อเวลาเป็นแผลตามตัวจะเป็นแผลแห้งๆ อันนี้ขมิ้นชันใช้ทาได้ดี จะใช้แบบสดหรือแห้งก็ได้นะค๊ะ หรือเอาขมิ้นชันมาตากแห้งเป็นผงแล้วทาตัวก็ได้เหมือนกัน สำหรับวิธีการทำขมิ้นชันให้สะอาดๆ ก็คือการเอาเหง้าขมิ้นลวกน้ำร้อนจะมีน้ำปูนใส ใส่ปูนกินหมากลงไปพอลวกแล้วเอาขึ้นเลย ลวกเสร็จก็เอาเปลือกมันออกแล้วก็เอาไปตากแห้งและบดเป็นผงไปใช้ สำหรับบางคนสนใจที่อยากทำแป้งผสมขมิ้นก็มาซื้อดินสอพองมาผสม เมื่อเอ่ยถึงดินสอพองนึกได้ทันทีเรื่องประวัติดินสอพองขอพูดให้ฟังหน่อยนะ เพราะมีประวัติที่น่าตื่นเต้น ในตำนานเล่าว่าลพบุรีเมืองลิงมีประวัติพระรามแผลงศรสร้างอนาเขตให้กับหนุมาน หนุมานก็ฉลาดเอาหางไปจุดไฟ เสร็จแล้วเอาหางฝาดไปที่ไหนก็ถูกไฟเผาเป็นสีขาวก็เรียกว่าดินสอพอง ก็ทำให้มีประวัติยาวนาน ดินสอพองจะต้องมีความเป็นกรดเป็นด่างพอตัว ดังนั้นก่อนเอาใช้ต้องเอามาเคี่ยวไฟให้ร้อนจนกระทั่งมันละลาย แล้วก็นำมาบดและล้างด้วยน้ำ และก็มีสารส้มแกว่งให้ตกตะกอน ทำประมาณ 5 – 6 ครั้ง หลังจากนั้นค่อยเอามาเคี่ยวให้เหลวๆ แล้วนำไปอบกับเทียนหอม ถ้าเราอยากจะปรุงเองเราเอาดินสอพองไปผสมขมิ้นแล้วนำมาใช้ได้ นากจากนั้นก็จะมีพืชในวงศ์ขิงพวกขิงต่างๆ อย่าคิดว่าขิงธรรมดาไม่มีประโยชน์นะ ขิงกินแล้วแก้ปวดเข่าปวดข้อได้ คนสมัยก่อนนำขิงมาตำให้ละเอียด ห่อผ้าขาวแล้วก็เอามาอังกับหม้อต้มน้ำร้อน ทำลูกประคบขิง ลองทำดู อันนี้ก็จะแก้ปวดได้ การกินก็กินได้หลายแบบทั้งไก่ผัดขิง หรือจะกินแบบน้ำชาต้ม ใส่น้ำตาลกรวดลงไปเราจะได้น้ำขิงที่อร่อยกิน

SANYO DIGITAL CAMERA

     ต่อไปก็จะว่าด้วยการกินน้ำสมุนไพรให้ตรงตามธาตุเจ้าเรือนควรกินช่วงเวลา 02.00–6.00 น.โดยตอนเย็นเป็นช่วงของธาตุลมกำลังกำเริบ จะต้องกินน้ำขิงร้อนๆ ถึงจะถูกกับธาตุ ช่วงเวลา 6.00–10.00 ควรดื่มเครื่องดื่มรสเปรี้ยว ถ้า 10.00–02.00 น. ควรจะเป็นน้ำรสขมจะทำให้ปรับธาตุไฟ อันนี้เรียกว่ากินตามเครื่องดื่มตามธาตุเจ้าเรือนตามเวลา สัปดาห์พูดเรื่องสมุนไพรแบบหลากหลาย ทำให้ท่านรู้วิธีการสัมผัสกับสมุนไพรไทยอีกหลายชนิด สุดท้ายนี้ก็ขอเชิญชวนผู้สนใจป่าสมุนไพรไทยทุกท่านเข้าร่วมฟังการเสวนาครั้งยิ่งใหญ่เกี่ยวกับ การกำหนดชะตาสมุนไพรไทย ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2545 เวลา 09.00–16.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 9 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี

อิทธิพลที่มีผลต่อสุขภาพตามศาสตร์แผนไทย

 

     หลังจากที่รู้จักคำว่าธาตุเจ้าเรือนไปแล้ว อิทธิพลอื่นที่ส่งผลด้านสุขภาพมีอะไรบ้าง สัปดาห์นี้ก็จะแนะนำความรู้ที่เกียวกับการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยเกี่ยวข้องกับวิถีวิชิตของคนไทยมานานนับเป็นพันปี โดยเริ่มตั้งแต่ การเกิด การแก่ การเจ็บ และตาย ซึ่งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น การแพทย์แผนไทยจะอาศัยแนวทางของพระพุทธศาสนา และจะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม และการดำรงชีวิตที่เป็นธรรมชาติ ตามหลักการและแนวความคิดของการแพทย์แผนไทย ความเจ็บป่วยมิได้มีสาเหตุจากเชื้อโรค ที่เรียกว่า กิมิชาติ เท่านั้น แต่มีสาเหตุมาจากสมุฏฐาน 4 ประการ คือ

     1. ธาตุสมุฏฐาน ประกอบด้วย ธาตุดิน 20 ประการ ธาตุน้ำ 12 ประการ ธาตุลม 6 ประการ ธาตุไฟ 4 ประการ อยู่ในลักษณะที่สมดุลกันทั้งภายนอกและภายใน และเมื่อมนุษย์กำเนิดในครรภ์มารดาย่อมเกิดธาตุเจ้าเรือน ด้วยอิทธิพลของธาตุมารดาและธาตุบิดา พร้อมทั้งอาหารและน้ำที่มารดาดื่มกิน

     2. อุตุสมุฏฐาน หมายถึงอิทธิพลของฤดูกาล แบ่งเป็น ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ซึ่งมนุษย์ต้องปรับตัวตลอดเวลา ความร้อนความเย็นที่กายสัมผัสระหว่างรอยต่อแห่งฤดูกาล มีผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสรุปได้ว่า
2.1ฤดูร้อนเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ
2.2ฤดูฝนเจ็บป่วยด้วยธาตุลม
2.3ฤดูหนาวเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ

     3.กาลสมุฏฐาน หมายถึงอิทธิพลแห่งกาลเวลา ได้แก่ อำนาจพลังแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทำให้เวลาตลอด 24 ชั่วโมง ที่ผ่านไปมีอิทธิพลที่ทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวทุกนาที ซึ่งสามารถสรุปได้ คือ
3.1 เวลา 06.00 – 10.00 น. มีอิทธิพลของธาตุน้ำ
3.2 เวลา 10.00 – 14.00 น. มีอิทธิพลของธาตุไฟ
3.3 เวลา 14.00 – 18.00 น. มีอิทธิพลของธาตุลม

     กลางวันและกลางคืนเป็นเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากอิทธิพลดวงอาทิตย์และดวงจันทร์แล้ว ยังมีอิทธิพลชองดาวอื่นๆ อีกมากมายใน สุริยะจักรวาล ซึ่งมนุษย์มีความเชื่อ และสรุปเป็นองค์ความรู้ที่เรียกว่า โหราศาสตร์

     4. อายุสมุฏฐาน มนุษย์เกิดมาต่างมีอายุขัยเป็นไปตามธรรมชาติ มี เกิด แก่ เจ็บ และตาย ไม่มีใครหลีกหนีความตายไปได้ ซึ่งแบ่งเป็น ปฐมวัย 0 -16 ปี มัชฉิมวัย 16 – 32 ปี ปัจฉิมวัย คือ วัยตั้งแต่ 32 ปี จนสิ้นอายุขัย การเจ็บป่วยในแต่ละวัยจะแตกต่างกันโดย
วันเด็ก (ปฐมวัย ) เจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ
วัยกลางคน (มัชฉิมวัย) เจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ
วัยชรา (ปัจฉิมวัย) เจ็บป่วยด้วยธาตุลม

p_knowledge2

     จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา ทารกจะได้รับอิทธิพลของอาหารที่มารดาดื่มกิน อิทธิพลของธรรมชาติ ภูมิอากาศ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวในจักรวาล และสัจธรรม ได้แก่ ความอนิจจัง ความแก่ ความเสื่อมสลายแห่งสังขาร

     5. ประเทศสมุฏฐาน คนเราเกิดหรือเติบโตในท้องที่แบบใด ฝนตกชุก แห้งแล้ง น้ำเค็ม หรือเขาสูง เนินผา แสดงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมว่ามีผลต่อสุขภาพ

     6. พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค การหลีกเลี่ยงการมีพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องหรือเสี่ยงต่อการเสียสมดุล หรือการฝืนธรรมชาติ เช่น การอดอาหาร การกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ การฝืนอิริยาบทหรือมีอิริยาบทผิดปกติด้วยท่าต่างๆ จนทำให้โครงสร้างร่างกายบิดเบี้ยวเบี่ยงเบนผิดปกติไป ส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วย ปวดเมื่อย และเกิดผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ก่อให้เกิดอาการทุกข์ทรมาน การกินอาหารไม่ถูกเวลา ไม่ถูกกับธาตุเจ้าเรือน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และการกระทบร้อนจัด เย็นจัด การโศกเศร้าเสียใจเกินไป ดีใจเกินไป ขาดความพอดี จนเกิดทุกข์ทางใจเหล่านี้ เรียกว่า มูลเหตุการเกิดโรค

     สำหรับการบำบัดรักษานั้น แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย และเน้นข้อมูล วัน เดือน ปี เกิด อายุ เพื่อตรวจดูว่าธาตุเจ้าเรือนเป็นอย่างไร มีอาการของธาตุใด นั่นคือ ดูความสมดุลของธาตุทั้ง 4 ว่า ธาตุอะไรหย่อน กำเริบ หรือพิการ เป็นประการใด อาการที่เจ็บป่วยหากมีการตั้งชื่อไว้และมีแบบแผนการรักษาตามตำราแน่นอน ก็จะแต่งยารักษาตามนั้น หากพบเป็นกลุ่มอาการที่ไม่ชัดเจน จะใช้ทฤษฎีตรวจสอบธาตุที่เรียกว่า การคูณธาตุ (คำนวณธาตุ) แล้วแต่งยาหม้อให้ผู้ป่วย นอกจากนี้การแพทย์แผนไทยยังเน้นการกินอาหารตามธาตุ และละเว้นอาหารที่ไม่สอดคล้องกับธาตุ เช่น
ธาตุดินควรกินอาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม
ธาตุน้ำควรกินอาหารรสเปรี้ยว หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด
ธาตุลมควรกินอาหารรสเผ็ดร้อน หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด
ธาตุไฟควรกินอาหารรสขม ไม่ควรกินอาหารรสร้อน เป็นต้น

     วิธี การรักษา นอกจากอาหารและยาสมุนไพรแล้ว ยังมีการอบสมุนไพร การประคบสมุนไพร และการนวดไทย การบริหารร่างกายด้วยท่าฤาษีดัดตน การนั่งสมาธิ หากมีความรู้ตามที่ระบุแล้วจะช่วยให้เรานำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองและครอบ ครัวได้อย่างดี เป็นการป้องกันความเจ็บป่วย

ขอบคุณสาระประโยชน์จากแพทย์แผนไทยและภาพจากอินเทอร์เน็ท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s