หลักการ และข้อปฏิบัติของเภสัชกรรมแผนไทย และ สมุนไพรไทย

 

220px-กรมพระยาชัยนาท

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระบิดาแห่งวิชาชีพเภสัชกรรมไทย

หลักการ และข้อปฏิบัติของเภสัชกรรมแผนไทย 

จรรยาเภสัชกร

     จรรยาเภสัชกร หมายถึง คุณธรรมที่ผู้เป็นเภสัชกร ควรประพฤติปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

·       ต้องมีความขยันหมั่นเพียร เอาใจใส่ในการศึกษาอยู่เสมอ ไม่เป็นผู้มีความเกียจคร้าน

·       ต้องเป็นผู้พิจารณาหาเหตุผลในการปฏิบัติงาน โดยความละเอียดรอบคอบ และมีความประณีตไม่เป็นผู้ประมาทมักง่าย

·       ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และมีเมตตาแก่ชีวิตผู้ใช้ยา ไม่เป็นผู้โลภเห็นแก่ลาภ โดยหวังกำไรเกินควร

·       ต้องมีความละอายต่อบาป โดยไม่กล่าวความเท็จโอ้อวดให้ผู้อื่นหลงเชื่อในความรู้ ความสามารถของตนเอง

·       ต้องปรึกษาผู้มีความรู้ความชำนาญ เมื่อเกิดความสงสัยในปัญหาใดๆ เกี่ยวกับตัวยาหรือวิธีการปรุงยา โดยไม่ปิดบังความเขลาของตน

     เภสัชกรจะต้องมีหลักความรู้หลัก 4 ประการ ดังนี้จึงสามารถปรุงยาได้อย่างมีคุณภาพ

     1. ต้องรู้จักตัวยา ให้รู้จักรูป สี กลิ่น รส และชื่อของพืช สัตว์ แร่ธาตุ ทุกชนิดที่จะนำมาปรุงยา

     2. ต้องรู้จักรสและสรรพคุณของยาไทย ยาไทยจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ

ไพร

·       ยารสประธาน คือยารสเย็น ยาที่เข้าใบไม้ เกสรดอกไม้ สัตตเขา เนาวเขี้ยว และของที่เผาเป็นถ่านแล้วปรุงเป็นยา เช่น ยามหานิล ยามหาวาฬ ยาเขียว ยารสร้อน ได้แก่ ยาที่เข้าเบญจกูล ตรีกฏก หัศคุณ ขิง ข่า บำรุงเป็นยา เช่น ยาเหลืองทั้งปวง ยารสสุขุม ได้แก่ ยาที่เข้าโกฐ เทียน กฤษณา กะลำพัก ชะลูด อบเชย ขอนดอก แก่นจันทน์เทศ ปรุงเป็นยา เช่น ยาหอมต่างๆ

·       ยา 9 รส จำแนกตามรสยา พร้อมสรรพคุณและแสลงกับโรค

 ยารสฝาด

สำหรับสมาน แก้โรคอุจจาระพิการ เช่น โรคท้องร่วง สมานแผล คุมธาตุ

แสลงโรค

ไอ ท้องผูก โรคลม ทำให้กระหายน้ำ

ยารสหวาน

ซึมซาบไปตามเนื้อ ทำให้ผิวหนังสดชื่น บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงหัวใจ ชุมคอ แก้กระหาย

แสลงโรค

โรคเบาหวาน น้ำเหลืองเสีย แผลชื้น ฟันผุ อาเจียน

ยารสเมาเบื่อ

สำหรับแก้พิษ ดับพิษโลหิต แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ระงับประสาท

แสลงโรค

หัวใจพิการ ทำให้บีบหัวใจ ทำให้คลื่นเหียนอาเจียน โรคไอ

ยารสขม

สำหรับบำรุงโลหิตและดี แก้ไข้ต่างๆ เจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร

แสลงโรค

ลม จุกเสียด

ยารสมัน

แก้เส้นเอ็นพิการ บำรุงไขข้อ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ

แสลงโรค

หอบ ไอ อุระเสมหะ ร้อนในกระหายน้ำ ไข้พิษ

ยารสหอมเย็น

บำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์ แก้โรคกระหายน้ำ บำรุงกำลัง ตับ ปอด

แสลงโรค

ธาตุพิการโลหิตคลอดบุตรเป็นพิษลมในลำไส้และนอกลำไส้

ยารสเค็ม

ซึมซาบไปตามผิวหนัง แก้โรคพรรดึก ใช้ถ่ายน้ำเหลือง เมือกมันในลำไส้ ฟอกโลหิต กัดเสมหะ

แสลงโรค

กระหายน้ำ คอแห้ง บิดมูกเลือด

ยารสเปรี้ยว

แก้โรคเสมหะเหนียว ฟอกโลหิตสตรี แก้ไอกัดเสมหะ แก้กระหายน้ำ

แสลงโรค

ไข้ต่างๆ ท้องเสีย

ยารสเผ็ดร้อน

สำหรับแก้ลม บำรุงไฟธาตุ แก้ท้องอืด จุกเสียดแน่น ขับเหงื่อ ขับลม

แสลงโรค

ไข้พิษต่างๆ โรคตาเจ็บ

 สมุนไพร

    3. ต้องรู้จักเครื่องยาที่มีชื่อต่างๆ กัน รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกัน (พิกัดยา) ได้แก่ น้ำตัวยาลองสิ่งรวมกันจะมีชื่อขึ้นต้นว่า “ทอง” หรือ “ทวิ” ถ้าสามสิ่งเรียก “ตรี” สี่สิงเรียกว่า “จตุ” ถ้าห้าสิ่งเรียกว่า “เบญจ” ฯลฯ

     4. ต้องรู้จักการปรุงยา และประสมยาใช้ตามวิธีต่างๆ

หลักการเตรียม และการปรุงยาไทย

     1. การพิจารณาตัวยา คือ พืช สัตว์ แร่ธาตุ บางชนิดต้องนำมาแปรสภาพ เช่น สะตุ ประสะ ฆ่าฤทธิ์ เผาไฟ สุมไฟ การแปรสภาพต้องพิจารณาดูเป็นขนาน หรือตามตำราระบุ เช่น ในตำรับยาแผนโบราณจำนวนมาก จะมีน้ำประสานทองสะตุผสมอยู่ด้วย ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการสะตุน้ำประสานทอง โดยละเอียดให้ทราบเพื่อไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป

          วิธีสะตุน้ำประสานทอง โดยนำกะทะเหล็กตั้งไฟ หรือกะทะดินเผา นำน้ำประสานทองมาตำให้ละเอียด แล้วโรยลงในกะทะ เมื่อน้ำประสานทองถูกความร้อนจะละลายเป็นน้ำเล็กน้อย เมื่อแห้งได้ที่แล้วจะฟูเป็นแผ่นขาวขึ้นมา มีลักษณะคล้ายข้าวเกรียบ เป็นอันเสร็จ ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาใช้ปรุงยาได้ น้ำประสานทองสะตุนี้นำมาใช้ปรุงเป็นยาผงเท่านั้น ยาต้มไม่ต้องสะตุ

     2. ขนาดของตัวยา พิจารณาดูว่าใช้ขนาดน้ำหนัก กี่บาท กี่สลึง กี่เฟื่อง ตามการเทียบมาตราโบราณ เช่น 1 บาท=15 กรัม เป็นต้น

     3. การปรุงยา ต้องทำตามตำราที่บอกไว้ เช่น ทำเป็นผง เม็ดลูกกลอนต้ม ในตำรับของยาไทยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 อย่างคือ

·       ตัวยาตรง เป็นตัวยาสำคัญ คือ ตัวยาที่แก้โรคหรืออาการของโรคโดยตรง

·       ตัวยาช่วย เป็นตัวยาที่ช่วยตัวยาสำคัญ ให้มีฤทธิ์ยิ่งขึ้น (สรรพคุณดีเพิ่มขึ้น)

·       ตัวยาคุม เป็นตัวยาที่คุมฤทธิ์ตัวยาสำคัญ เพื่อที่จะให้เป็นไปด

·       ตัวยาชูรส เป็นตัวยาแต่งรส แต่งกลิ่น ที่จะช่วยปรุงยาให้มีรสดี กินง่าย กลิ่นหอมน่ารับประทาน

     ในการปรุงยาหรือตั้งตำรับยาขนานๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นจะต้องให้มีตัวยาครบองค์ประกอบ 4 เสมอไป ทั้งนี้ก็แล้วแต่ชนิดของยา และความมุ่งหมายที่จะใช้

     น้ำกระสายยาตามธรรมดาก็จัดอยู่ในเครื่องปรุง รวมความว่าตำรับยาที่จะตั้งให้แก่คนไข้ ก็เพื่อให้ยานั้นมีคุณภาพดี ในการแก้โรคหรืออาการได้เร็วซึ่งเกี่ยวกับตัวยาสำคัญและยาช่วย หรือให้ยาในขนานนั้นๆ ใช้ได้ปลอดภัยซึ่งเกี่ยวกับตัวยาคุม และเพื่อให้ยานั้นมีรูป สี กลิ่น กินง่าย เกี่ยวกับเครื่องปรุงยา

สมุนไพรไทย ก

วิธีปรุงยาตามหลักของโบราณ  วิธีปรุงยาตามหลักของโบราณมี 25 วิธี

     1. ยาน้ำ หมายถึง ยาขนานใดๆ ที่ปรุงแล้วเอาน้ำมารับประทาน หรือเอาน้ำอบ น้ำสวน น้ำชะ น้ำอาบ เรียกว่ายาน้ำ เป็นน้ำมันก็อนุโลมเรียกยาน้ำ กำหนดไว้ 11 วิธี คือ

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงแล้วต้มให้เดือด หรือเคี่ยวรินน้ำกิน

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงบดเป็นผงหยาบ แช่น้ำสุกหรือดองสุรา กินแต่น้ำ

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงบดหยาบ กัดหรือแช่ด้วยหัวเหล้า หยดเติมน้ำกิน

·       ยาตากแห้ง : ปรุงหรือเผาเป็นถ่าน แช่ทำน้ำด่าง เอาน้ำกิน

·       ยาสด แห้ง : ปรุงแล้วต้มกลั่นเอาไอ เช่น กลั่นสุรา

·       ยาสด แห้ง : ปรุงบดหยาบ หุงด้วยน้ำมัน

·       ยาสด แห้ง : ปรุงแล้วต้ม ใช้น้ำยาอมหรือบ้วนปาก

·       ยาสด แห้ง : ปรุงแล้วต้ม ใช้น้ำอาบ

·       ยาสด แห้ง : ปรุงแล้วต้ม เอาน้ำแช่

·       ยาสด แห้ง : ปรุงแล้วต้ม เอาน้ำชะล้าง

·       ยาสด แห้ง : ปรุงแล้วใช้สวนทวารหนัก

สมุนไพรไทย

     2. ยาผง หมายถึง ยาใดที่บดเป็นผงละเอียดหรือจะเป็นผงหยาบ บด พอช้ำๆ ก็อนุโลมกำหนดไว้ 7 วิธี

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงสุมเผาหรือคั่ว บดเป็นผงละเอียด

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงบดเป็นผงละเอียด สำหรับเป่าจมูก คอ หู

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงแล้วตำใช้ เป็นยาสุมศีรษะหรือพอก

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงแล้วใช้ทา

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงแล้วใช้ทำเป็นลูกประคบ

·       ยาประสมแล้ว : ใช้พอกแก้ขัดยอก ช้ำบวม เคล็ด

·       ยาตากแห้ง : ปรุงบดเป็นผงละเอียด

     3. ยาเม็ด ปั้นแท่ง ปั้นลูกกลอน มี 2 วิธี

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงบดเป็นผงละเอียด ปั้นเป็นลูกกลอน

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงแล้วใช้เหน็บทวารหนัก

     4. ยาเอาควันรม ไอรม และสูดดมกลิ่น แยกเป็น 4 วิธี

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงบดผง บรรจุภาชนะเอาไว้ดม

·       ยาตากแห้ง : ปรุงหั่นมวนคล้ายบุหรี่ สูดหรือดูดเอาควัน

·       ยาตากแห้ง : ปรุงผงหยาบ เผาไฟหรือโรยบนถ่านไฟ ใช้ควันรม

·       ยาสด ยาแห้ง : ปรุงแล้วต้ม ใช้ไอรม

     5. ยาขี้ผึ้ง

·       ยาขี้ผึ้ง : ปิดแผล ซึ่งเรียกว่า ยากวน กอเอี๊ยะ

วิธีใช้ยา
     ใช้กิน, ใช้ทา, ใช้ถูนวด, ใช้ดม, ใช้อม, ใช้กวาดคอ, ใช้หยอดหู ตา จมูก, ใช้สวนทวาร, ใช้รมควัน, ใช้ไอน้ำรม, ใช้สุมศีรษะ, ใช้อาบ, ใช้แช่, ใช้สูน, ใช้พ่น, ใช้นัตถุ์-เป่า, ใช้พอก, ใช้ปิด, ใช้ประคบ และใช้ชะล้าง

หมายเหตุ การฆ่า การประสะ หมายถึง การนำยาที่มีฤทธิ์แรงมากๆ มาทำให้ฤทธิ์หรือสรรพคุณน้อยลง ใช้ได้พอดีกับตัวยาอื่นๆ ที่นำมารวมกันปรุงเป็นยารักษาโรค เช่น การสะตุน้ำประสานทอง ดังที่กล่าวไปแล้ว

หลักการใช้ยาไทย
     เราต้องการให้ได้ผลดีในการรักษามากที่สุด โดยไม่มีผลเสีย (หรือมีน้อยที่สุด) จากการใช้ยานั้นๆ ต้องอาศัย

·       รู้เขา หมายถึง รู้เรื่องราวของผู้ป่วย ว่าเป็นโรคอะไร ความรุนแรงมากน้อยเท่าใด เป็นโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ประวัติการป่วยในอดีต การแพ้ยา ฯลฯ

·       รู้เรา หมายถึง รู้ว่าเรามีความสามารถในการรักษาโรคเพียงใด ต้องมีความรู้เรื่องยาอย่างแท้จริง รู้ว่าลางเนื้อชอบลางยา ยาเป็นดาบสองคม (ใช้ดีให้คุณ ให้ไม่เป็นเกิดโทษ) ฯลฯ

·       รู้รอบ หมายถึง มีความรอบรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ กำเนิดโรค การป้องกัน การรักษา การให้คำแนะนำอย่างถูกต้องแก่ผู้ป่วยในเรื่องการใช้ยา การปฏิบัติตนในยามเจ็บป่วย คำแนะนำในระยะฟื้นสภาพ

ก

·         คุณค่าของผักพื้นบ้าน

·          

·              ผักพื้นบ้าน คือ พรรณพืชพื้นบ้านในท้องถิ่น ชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค หรือนำมาทำเป็นของใช้สอยในครัวเรือน ผักพื้นบ้านนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ส่วนใหญ่ยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร เนื่องจากมีรสยาที่หลากหลายอยู่ในผักพื้นบ้าน ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ให้ความสำคัญกับรสอาหาร พื้นบ้าน ดังนี้

 

รสฝาด มีสรรพคุณทางยา คือ ช่วยสมานแผล แก้ท้องร่วง บำรุงธาตุในร่างกาย เช่น ยอดมะม่วง ยอดมะกอก ยอดจิก ยอดกระโดน ฯลฯ

 

รสหวาน มีสรรพคุณทางยา คือ ช่วยให้มีการดูดซึมได้ดีขึ้น ทำให้ชุ่มชื้น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เช่น เห็ด ผักหวานป่า ผักขี้หูด บวบ น้ำเต้า ฯลฯ

 

รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณทางยา คือ แก้ท้องอืด แก้ลมจุกเสียด ขับลม บำรุงธาตุ เช่น ดอกกระทือ กระเทียม ตอกกระเจียวแดง ดีปลี พริกไทย ใบชะพลู ขิง ข่า ขมิ้น กระชาย ฯลฯ

 

รสเปรี้ยว มีสรรพคุณทางยา คือ ขับเสมหะ ช่วยระบาย เช่น ยอดมะขามอ่อน มะนาว ยอดชะมวง มะดัน ยอดมะกอก ยอดผักติ้ว

 

รสหอมเย็น มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย เช่น เตยหอม โสน ดอกขจร บัว ผักบุ้งไทย เป็นต้น

 

รสมัน มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงเส้นเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ เช่น สะตอ เนียง ขนุนอ่อน ถั่วพู ฟักทอง กระถิน ชะอม

 

รสขม มีสรรพคุณทางยา คือ บำรุงโลหิต เจริญอาหาร ช่วยระบาย เช่น มะระขี้นก ยอกหวาย ดอดขี้เหล็ก ใบยอ สะเดา เพกา ผักโขม

·              นอกจากคุณค่าทางยาแล้ว ผักพื้นบ้านยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย สารสำคัญในผักพื้นบ้าน ที่สามารถป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้แก่ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งพบในผักใบเขียวจัดๆ เช่น ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ใบตำลึง ใบบัวบก ใบแมงลัก ผักชีลาว ผักแว่น ใบขี้เหล็ก ใบกระเพรา นอกจากนี้ผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น มะละกอสุก ฟักทอง มะปราง 

ผิวสวยด้วยสมุนไพรไทย

·              นอกจากสารเบต้าแคโรทีนดังกล่าวแล้ว ในผักสด ยังพบว่ามีวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินซีมีบทบาทในการสร้างภูมิต้านมะเร็ง คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการเป็นมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มประสิทธิภาพ ของการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้

·              วัฒนธรรมพื้นบ้านของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ มักจะเก็บผักพื้นบ้านจากริมรั้ว จากป่า ไร่นา หรือสวน เป็นผักสดๆ มาประกอบเป็นอาหาร ผักสดยิ่งสดเท่าไรก็ยิ่งมีวิตามินซีสูงเท่านั้น ดังนั้นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทย ผักบางชนิดที่นำมารับประทานสด กับน้ำพริก คนไทยก็มักจะนำมารับประทานเลย ซึ่งได้วิตามินซี และเกลือแร่อื่นๆ สูง ในบางชนิดอาจจะเป็นอันตราย ถ้านำมารับประทานเลย ก็จะนำมาลวก ต้ม ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม

·              การดูแลสุขภาพของตนเองด้วยวิธีธรรมชาติ การรับประทานผักพื้นบ้านที่ปลอดสารพิษ หรือปลูกผักไว้รับประทานกันเองในครัวเรือน นอกจากจะช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ แล้วยังช่วยประหยัด และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน ดังนั้นเราควรจะส่งเสริม ให้มีการปลูกผักริมรั้ว เพื่อนำมาประกอบเป็นอาหาร แทนการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีบริเวณที่จะปลูกต้นไม้ หรือผักไว้กินได้มากนัก 

·              เนื่องจากการถูกจำกัดเรื่องสถานที่ แต่เราสามารถปลูกผักสวนครัวไว้กิน โดยการปลูกไว้ในกระถาง เช่น พริก โหระพา กระเพรา แมงลัก ชะพลู ผักชี ผักแพว เป็นต้น ซึ่งปลูกง่าย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งยังปลอดภัยจากสารพิษ สำหรับผู้ที่มีที่ดินพอปลูกผักริมรั้ว ที่เป็นไม้ยืนต้นที่เก็บไว้กินได้หลายๆ ปี เช่น แค กระถิน ชะอม สะเดา การนำพืชเหล่านั้นมาปลูกในที่ไม่ต้องการการดูแลมากนัก นอกจากจะเก็บมาเป็นอาหาร ที่มีคุณค่าแล้ว ยังช่วยเป็นรั้วบ้าน และให้ร่มเงาทำให้สดชื่น ถ้าเหลือกินในครอบครัวก็สามารถแบ่งให้เพื่อนบ้าน หรือเก็บไปขายได้

·              จากที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาดั้งเดิม วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทย ในสมัยโบราณที่อยู่แบบอบอุ่นพึ่งตนเองได้ ปัจจุบันคนไทยกำลังหวนคืนสู่บรรยากาศนั้น เพื่อความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย การช่วยเหลือจุนเจือกัน การช่วยเหลือตัวเองในระดับครอบครัว ชุมชน เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ที่คนไทยควรจะเห็นความสำคัญ เพื่อความอยู่รอดของเราคนไทย และเพื่อชาติไทย

·         วิจัยพบสมุนไพรไทยไปโลด

·           สมุนไพร ข

·              มีการพบผลการวิจัยสมุนไพรน่าสนใจมากมายจากการนำเสนอผลงานวิจัยสมุนไพร ในการประชุมเสนอผลงานวิชาการด้านการแพทย์ไทย วันแรกนักวิจัยไทยมีผลงานหนุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยหลายตัว เช่น

·         1. พบลูกใต้ใบ สมุนไพรที่คนไทยใช้รักษาโรคตับ, แก้ไข้ เมื่อทดลองในสัตว์ทดลองพบ นอกจากจะไม่มีพิษแล้ว ยังป้องกันความเป็นพิษต่อตับของพาราเซตตามอลในสัตว์ทดลองอีกด้วย ผลการวิจัยนี้จะช่วยในการดำเนินการวิจัยในคนต่อไป อย่างไรก็ตามมีผู้นำเอาลูกใต้ใบมาใช้อยู่แล้ว สรรพคุณโบราณ คือ ใช้แก้ดีซ่าน การทดลองครั้งนี้เป็นการทดลองซ้ำและยืนยันว่า “ลูกใต้ใบสามารถป้องกันการเกิดภาวะตับอักเสบ จากการกินยาแก้ปวดที่มีพิษต่อตับได้ในสัตว์ทดลอง” ส่วนการนำมาอ้างอิงในคนจะทดลองอีกต่อไป

·         2. พบขี้เหล็ก ผักพื้นบ้านไทยคลายเครียดได้ พบสารสำคัญ ชื่อ “บาราคอล” พบผลการวิจัยในสัตว์ทดลองว่า สามารถทำให้หลั่งสารสำคัญ ชื่อ “5-HT” เป็นสารที่ปกติคนที่มีความเครียดจะมีสารนี้ออกมาน้อย คนไหนกินแกงขี้เหล็กประจำหลับสบายถ่ายสะดวก ปัจจุบันมีการใช้ขี้เหล็กมาทำเป็นยานอนหลับกันมาก 

·         ข้อควรระวัง การนำขี้เหล็กมาใส่แคปซูลโดยตรง ไม่เหมือนที่คนโบราณ คือ ต้มกิน อาจมีผลต่อตับได้ ควรกินแบบอาหารและไม่ควรกินทุกวัน ซึ่งผลการวิจัยนี้ จะมีประโยชน์ในการทำยาอย่างปลอดภัยต่อไป สำหรับคนทั่วไปควรกินขี้เหล็กแบบอาหาร และควรต้มกินตามแบบดั้งเดิมเป็นบางครั้ง ไม่ควรกินติดต่อยาวนาน

·         3. วิจัยพบสมุนไพรเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเพียบ เป็นที่ยอมรับว่าการมีสารอนุมูลอิสระในร่างกายมากเกินความจำเป็น เช่น ผู้ที่ชอบกินของปิ้ง, ย่าง, เผา, ผักผลไม้ที่มีสารปนเปื้อน สารพิษ ยาฆ่าแมลง ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งเกิดอนุมูลอิสระขึ้นมากและการที่เราไม่ยอมกินอาหารประเภทผักผลไม้ จะทำให้ร่างกายมิได้กำจัดสารอนุมูลอิสระดังกล่าว 

·              คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผศ.ดร.ไมตรี สุทธจิตต์ ได้นำเอาสมุนไพรไทย ทดสอบความมีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย เช่น สีเสียด, ใบช้าพลู, กานพลู, ชาแห้ง, เปลือกต้นสะเดา, ใบชาสด (เชียงใหม่), ชาจีน, หม่อน, เมล็ดมะขาม, สมอพิเภก, โกฏพุงปลา เป็นต้น เป็นการสร้างความมั่นใจว่า สมุนไพรไทยที่คนไทยนำมาใช้นั้น มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่มากทีเดียว คนไทยควรกินผักผลไม้มากๆ เพื่อให้ร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระทุกวัน

·         4. พบโลดทะนงแดง ต้านพิษงูเห่าได้ โลดทะนงเป็นสมุนไพรที่มีคำลำลือเกี่ยวกับการต้านพิษต่างๆ มากมาย แต่ยังขาดข้อมูลยืนยันทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการนำมาใช้กับพิษงูนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ผลการวิจัยนี้เป็นการยืนยันว่า “อาจจะเป็นจริง” เพราะในสัตว์ทดลองพบว่า ยืดอายุการตายของหนูที่โดนพิษงูเห่าได้ แต่มิได้หมายความว่าหนูรอดตาย อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นนี้ยืนยันว่าสมุนไพรไทยมีฤทธิ์ตามที่กล่าวถึง 

·              ปัญหา คือ จะนำมาใช้อย่างไร การนำมาใช้ต้านพิษในคนไข้คงเสี่ยงเกินไป หากใช้แบบผสมผสานโดยยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาโดยใช้เซรุ่ม และอาจมีสมุนไพรร่วม เพื่อลดปริมาณการใช้เซรุ่มลงก็อาจจะเป็นได้ ซึ่งงานวิจัยนี้จะต้องทำการศึกษาต่อไปในการใช้ในคนต่อไป

·         5. สมุนไพรก้าวไปไกลข้ามไปงานปศุสัตว์เสียแล้ว ผลงานวิจัยที่ฮือฮาและเป็นข่าวดีสำหรับ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จากงานวิจัยของ คุณวิศิษย์ เกตุปัญญาพงศ์ เจ้าหน้าที่ของสถาบันการแพทย์แผนไทย ปฏิบัติราชการที่ศูนย์วัตถุดิบภาคใต้ โดยมีที่ปรึกษาคือ ดร.ยุทธนา ศิริวัฒนานุกูล และรศ.อรุณพร อิฐรัตน์ 

·              ได้มีการทดลองนำเอาฟ้าทะลายโจร และใบฝรั่ง ผสมอาหารให้สุกรกินแล้วศึกษาผลในลูกสุกรท้องร่วง ผลการวิจัยพบว่า การให้ใบฟ้าทะลายโจรและใบฝรั่งผสมอาหารให้ลูกสุกรกินแก้โรคท้องร่วงได้ และยังได้ผลพลอยได้จากงานวิจัยนี้ หากใช้ใบฟ้าทะลายโจร และใบฝรั่งในปริมาณต่ำลงครึ่งหนึ่งจากที่ใช้ในการรักษาท้องร่วง จะทำให้ลูกสุกรโตเร็วและแข็งแรง 

·              ผู้วิจัยได้ให้คำแนะนำเกษตรกรว่า ถ้าเกิดโรคท้องร่วงในสุกร ให้ใช้ฟ้าทะลายโจร 500 mg , ใบฝรั่ง 1 g , ORS 500 mg ให้สุกรกิน เช้า-เย็น 1-2 วัน อาการท้องร่วงจะหายไป หรือ ถ้าต้องการเพิ่มความต้านทานในสุกร คือ กินอาหารเก่ง โตเร็ว แข็งแรงให้ใช้ขนาดลดลงครึ่งหนึ่ง คือ ฟ้าทะลายโจร 250 g, ใบฝรั่ง 0.5 g จะทำให้สุกรที่กินอาหารผสมฟ้าทะลายโจรและใบฝรั่ง โตเร็ว แข็งแรง เป็นการประหยัดการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งจะทำให้สะสมซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคเนื้อสุกร นับเป็นผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง

·              จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาของไทยในการเลี้ยงสัตว์ก็มีการใช้สมุนไพร สูตรยาโบราณที่ใช้กับสัตว์ก็มีมากมาย ที่ขาดความสนใจในอดีต ซึ่งต่อไปนี้ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ได้มีการคุ้มครองรวมถึงสูตรยาที่ใช้กับสัตว์อีกด้วย

สมุนไพรร

·         ข้อแนะนำในการใช้สมุนไพรรักษาโรคและอาการ

·          

·              การ ใช้สมุนไพรเพื่อดูแลรักษาโรคหรืออาการขั้นพื้นฐาน แม้จะมีความปลอดภัยในการใช้รักษากว่ายาแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรในการปรุงยาสมุนไพรก็มีข้อควรระวังด้วยเช่นกัน เพราะบางคนที่ใช้สมุนไพรชนิดเดียวกันอาจจะไม่แพ้ บางคนอาจจะแพ้ ดังนั้นการปรุงยาสมุนไพรใช้เองในครอบครัว การใช้สมุนไพรจึงควรยึดหลักการง่ายๆ คือ

·                   1. ใช้ให้ถูกต้น พืชสมุนไพรมีชื่อเรียกต่างกันในแต่ละภาคหรือท้องถิ่น ต้นเหมือนกันเรียกชื่อต่างกัน ต้นต่างกันมีเรียกชื่อเหมือนกัน การจะนำมาใช้ทำยาใช้ต้องปรึกษาผู้รู้เกี่ยวกับต้นไม้ ผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักพฤกษศาสตร์ หมอแผนโบราณ หมอพื้นบ้าน เป็นต้น

·                   2. ใช้ให้ถูกส่วน พืชสมุนไพรแต่ละชนิดตามตำราหรือจากหมอพื้นบ้านใช้สืบต่อกันมา ใช้ส่วนที่มาทำเป็นยาไม่เหมือนกัน เช่น ตามตำราบอกว่าใช้ราก ใช้ใบ ใช้ดอก ใช้ผล ต้องนำส่วนที่เป็นยามาใช้ให้ตรง เพราะฤทธิ์ของยาในส่วนต่าง ๆ ของพืชสมุนไพรมีฤทธิ์ทางยาไม่เท่ากัน

·                   3. ใช้ให้ถูกขนาด การนำสมุนไพรมาใช้ต้องคำนึงถึงขนาดของสมุนไพร เช่น หนักกี่บาท หนักกี่กรัม ควรจะนำมาใช้ให้ถูกต้อง ถ้าขนาดของยามากไปอาจจะเป็นอันตราย น้อยไปก็จะทำให้รักษาไม่ได้ผล

·                   4. ใช้ให้ถูกวิธี  ตามตำราระบุไว้ให้ใช้สด ต้ม ดองเหล้า ชง ให้สกัดน้ำมัน ให้ทำเป็นขี้ผึ้ง การทำเป็นลูกกลอน การพอก ต้องใช้ให้ถูกวิธี

·                   5. ใช้ให้ถูกกับโรค การใช้ให้ถูกกับโรค เช่น เป็นไข้ก็ใช้ยาแก้ไข้ ท้องเสียใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน ท้องผูก ใช้สมุนไพรมีฤทธิ์ช่วยระบาย

ขอบคุณข้อมูลและภาพจากอินเทอร์เน็ท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s