พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์

พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์

ปฐมจินดา-224x300

พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ เป็นตำราแพทย์แผนไทย ที่เกี่ยวกับแม่และเด็ก กล่าว ถึงเรื่องราวกำเนิดชีวิตมนุษย์ตั้งแต่แรกปฏิสนธิ การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ การรักษาครรภ์ การคลอด การเลี้ยงดูทารก และการรักษาสุขภาพของมารดา สาระสำคัญแสดงให้เห็นกำเนิดของโรค อาการของโรค การรักษาโรค และรายละเอียดเกี่ยวกับยาสมุนไพร

มีการชำระและรวบรวม พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ขึ้นเป็นฉบับลายมือเขียนใน พ.ศ.๒๔๑๓ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยรวมอยู่ใน “คัมภีร์เวชศาสตร์สงเคราะห์” ซึ่งต่อมาได้นำมาจัดพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๓๒ รวมกับตำรายาแพทย์แผนไทยคัมภีร์อื่นๆ และใช้ชื่อว่า “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” สำหรับใช้สอนในโรงเรียนแพทยากร อันเป็นโรงเรียนแพทย์ในโรงพยาบาลศิริราช โดยสอนร่วมกับการแพทย์แผนใหม่ พระคัมภีร์นี้ต่อมาก็ได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่อีกหลายครั้ง

คำว่า “ปฐมจินดาร์” น่าจะหมายถึง “ชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นอันมีคุณค่าดุจดังแก้วมณี” ในบางฉบับชื่อของคัมภีร์อาจเขียนอย่างอื่นๆ เช่น “ประถมจินดา” และ “ปฐมจินดา” เป็นต้น พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา พระคัมภีร์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นคัมภีร์ที่วิเศษ เป็นหลักเป็นประธานแห่งคัมภีร์ฉันทศาสตร์ทั้งปวง ซึ่งหมายความว่า พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์เป็นหลักของตำรายาไทยมาตั้งแต่อดีต และเป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงการกำเนิดชีวิต การดูแลรักษาสุขภาพของแม่และลูกทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด

โดยที่พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์เป็นตำราทางวิชาการ จึงมีการอ้างอิงตำราที่ใช้ในการเขียนซึ่งประกอบด้วย คัมภีร์จักรวาฬทีปนี คัมภีร์มหาโชตรัต คัมภีร์โรคนิทาน คัมภีร์ครรภ์รักษา คัมภีร์พรหมปุโรหิต คัมภีร์สังโยชน์ คัมภีร์อภัยสันตา คัมภีร์ธาตุบรรจบ คัมภีร์อติสาร คัมภีร์จตุราริยสัจ และคัมภีร์มรณญาณสูตร การอ้างอิงตำรายาเพื่อความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือนั้น บางครั้งไม่สามารถจะตรวจสอบหาต้นฉบับได้ เพราะตำราบางฉบับไม่มีปรากฏในปัจจุบันแล้ว แต่บางครั้งก็สามารถตรวจสอบได้ เช่น การอ้างถึงคัมภีร์จักรวาฬทีปนี้ ซึ่งเป็นตำราที่พระสิริมังคลาจารย์ ภิกษุชาวล้านนาเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๐๖๓ ข้อความที่พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์นำมานั้นเป็นตอนกำเนิดของโลก ซึ่งพระสิริมังคลาจารย์นำมาจากพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย อัคคัญญสูตร ในพระไตรปิฎก

พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ กล่าวถึงกำเนิดของโลกที่บังเกิดไฟบัลลัยกัลป์ล้างโลก ไหม้ฟ้า แผ่นดิน ภูเขา และเขาพระสุเมรุจนหมดสิ้น จากนั้นก็เกิดฝนห่าใหญ่ตก ๗ วัน ๗ คืน และน้ำท่วมถึงชั้นพรหมปุโรหิต ถัดไปเกิดดอกบัว ๕ ดอกผุดขึ้นเหนือน้ำ และเกิดแผ่นดินใหม่ ท้าวมหาพรหมได้แจ้งแก่พรหมทั้งหลายว่า จะมีพระพุทธเจ้า ๕ องค์ เกิดขึ้นตามนิมิตของดอกบัว ๕ ดอก ต่อมามีน้ำค้างเปือกตมบังเกิด ตกลงมา ๗ วัน ๗ คืน และทับถมลอยอยู่เหนือนำหนา ๒ แสน ๔ หมื่นโยชน์ เกิดเป็นแผ่นดินและเขาพระสุเมรุ จากนั้นพระอิศวรได้อาราธนาพรหมจารี ๒ องค์ ลงมายังพื้นแผ่นดิน พรหมจารีทั้ง ๒ ได้กินง้วนดิน และทั้ง ๒ มีความสัมพันธ์กันด้วยการสัมผัสโดยเอามือลูบท้อง ทำให้ตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้ ๑๒ คน เมื่อเติบใหญ่ก็ออกไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนทั้ง ๔ ทวีป คือ บุรพวิเทหทวีป อุตตรกุรุทวีป อมรโคยานทวีป และชมพูทวีป

ในชมพูทวีป อันเป็นดินแดนที่พวกเราอาศัยเรียกว่า “กามภพ” ต้องมีการเสพเมถุนสังวาสกันจึงจะตั้งครรภ์ และการปฏิสนธิจะต้องประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน (ปถวีธาตุ) ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) ธาตุลม (วาโยธาตุ) และธาตุไฟ (เตโชธาตุ) จากนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของสตรีเมื่อมีครรภ์ และกล่าวถึง นิมิต หรือ ลักษณะอาการของมารดาที่สังเกตเห็นได้ ๖ ประการคือ

  • ถ้ามารดาอยากมัจฉะ มังสา เนื้อปลา และสิ่งของอันเป็นสิ่งคาว ท่านว่าสัตว์นรกมาปฏิสนธิ
  • ถ้ามารดาอยากสิ่งเปรี้ยวและขม ท่านว่ามาแต่ป่าหิมพานต์มาปฏิสนธิ
  • ถ้ามารดาอยากสรรพผลไม้ ท่านว่ามาแต่ดิรัจฉานมาปฏิสนธิ
  • ถ้ามารดาอยากกินน้ำผึ้ง น้ำอ้อย และน้ำตาล ท่านว่ามาแต่สวรรค์มาปฏิสนธิ
  • ถ้ามารดาอยากกินดิน ท่านว่าพรหมมาปฏิสนธิ
  • ถ้ามารดาอยากกินสิ่งที่เผ็ดและร้อน ท่านว่ามาแต่มนุษย์มาปฏิสนธิ

การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มารดามีขั้นตอนที่เรียกว่า “ครรภ์กำเนิด” การรักษาตัวของมารดาขณะมีครรภ์เรียกว่า “ครรภ์รักษา” ลักษณะที่ไม่ตั้งครรภ์ การแท้งและการผิดปรกติขณะตั้งครรภ์เรียกว่า “ครรภ์วิปลาส” การดูแลรักษาทารกในครรภ์เรียกว่า “ครรภ์ปริมณฑล” การทำคลอด การแก้ไขปัญหาในเวลาคลอดของทารกและมารดาในระยะ ๗ วันแรกเรียกว่า “ครรภ์ประสูติ”

ในการอธิบายเรื่องการดูแลรักษาครรภ์ เนื้อหาให้ความสำคัญต่อการอภิบาลทารกและการเอาใจใส่ต่อมารดาเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เข้าใจกระบวนการรักษาและทะนุถนอมชีวิตที่จะเกิดใหม่ได้เป็นอย่างดี พระคัมภีร์ยังให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพอนามัยของทารกและมารดาหลังคลอด ด้วย สำหรับทารกนั้น พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ได้กล่าวถึงสรรพยานานาชนิดอันเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลอาการเจ็บไข้ได้ ป่วยของทารก ตลอดจนการใช้สมุนไพรสำหรับดูแลรักษาสุขภาพของมารดาหลังคลอด และการอยู่ไฟซึ่งเรียกว่า อยู่ในเรือนไฟให้มดลูกเข้าอู่

ในส่วนของความเชื่อ พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับครูผู้ให้ความรู้ในด้านการทำคลอด พระภูมิเจ้าที่ แม่ซื้อ ฯลฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลสำหรับมารดาและทารก ที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ การกำหนดต้นไม้ประจำปีเกิดสำหรับทารกแต่ละคน เช่น ปีชวด-ต้นมะพร้าว ปีฉลู-ต้นตาล ปีขาล-ต้นรัง ปีเถาะ-ต้นงิ้ว (ต้นนุ่น) ปีมะโรง-ต้นกัลปพฤกษ์ ปีมะเส็ง-ต้นโพบาย ปีมะเมีย-ต้นกล้วย ปีมะแม-ต้นทองหลาง ปีวอก-ต้นขนุน ปีระกา-ต้นไผ่ ปีจอ-บัวบก ปีกุน-บัวหลวง การกำหนดต้นไม้ประจำตัวทารกนั้นอาจนำมาประยุกต์ใช้กับสภาพปัจจุบันในเรื่อง การรักต้นไม้ รักป่าและรักธรรมชาติ

พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ให้ความสำคัญกับ “น้ำนม” มาก โดยแยกน้ำนมออกเป็น ๒ ชนิด คือ น้ำนมจากแม่ผู้ให้กำเนิด และน้ำนมจากผู้อื่นซึ่งเรียกว่า “แม่นม” พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ได้อธิบายลักษณะของสตรีที่มีน้ำนมที่ดีและไม่ดี และถ้าน้ำนมมีปัญหาก็ให้แก้ไขโดยการรักษา เพื่อให้น้ำนมปราศจากโรคและแก้ปัญหาน้ำนมที่ให้โทษ รวมถึงการรักษาพยาบาลทารกที่กินน้ำนมที่ให้โทษเข้าไป

ในตอนสุดท้าย พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ กล่าวถึงโรคสำหรับเด็กและยาสำหรับแก้โรคนั้นๆ โรคเด็กที่รู้จักกันทั่วไป ได้แก่ โรคซาง และ โรคตาน

โรคซาง (ต้นฉบับเขียน ทราง) คือโรคของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ ๑๒ ขวบ โดยเฉพาะเป็นกับเด็กเล็ก มีอาการหลายอย่าง เช่น ไม่กินนม ไม่กินอาหาร ไอ อาเจียน ปวดหัว ตัวร้อน เชื่องซึม มือเท้าเย็น ท้องขึ้น ท้องเดิน กระหายน้ำ ปากคอแห้ง เป็นต้น คำว่า “ซาง” ใช้เป็นคำนำหน้าโรคชนิดต่างๆ เช่น “ซางชัก” เป็นอาการของทารกที่เกิดอาการตัวร้อน เกิดลมชัก ขากรรไกรแข็ง นอนดิ้น ท้องเสีย อาเจียน ถ้าเป็นนานเด็กจะซูบผอมกว่าปรกติ “ซางฝอยเพลิง” โรคซางที่ทำให้มีเม็ดขึ้นในปาก ลิ้น ลำคอ เม็ดสีดำ ขึ้น ๓ วันจะทำให้ปวดร่างกายและหายใจหอบ

ส่วน โรคตาน แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๒ ชนิด คือ “ตานโจร” (หรือตานขโมย) กับ “ตานจร” ตานโจรเป็นโรคที่เนื่องมาจากซางเจ้าเรือนที่กำหนดโรค เป็นแก่เด็กอายุตั้งแต่ ๕-๖ ขวบขึ้นไป ส่วน ตานจร นั้นเกิดแก่เด็กตั้งแต่อายุ ๓ เดือนจนถึง ๗ ขวบ

ในตอนท้าย พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ มีบทสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า “สัตว์ทั้งหลายย่อมบริโภคอาหารอันหยาบช้าต่างๆ จึงประกอบด้วยโรคพยาธิทั้งปวง” อันหมายถึง ปรัชญาของการแพทย์แผนไทยที่เน้นเรื่องโภชนาการเป็นประการสำคัญ และชี้ให้เห็นว่า “การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา”



พระคัมภีร์

พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์

 

นโม ตัส์ส ภควโต อรหโต สัม์มาสัม์พุท์ธัส์ส
นมัส์สิต๎วา จ เทวิน์ทํ เทวราชสัก์กํ อิว
ชีวกโกมารภัจ์จํ โลกนาถํ ตถาคตํ
ปฐมจิน์ตารคัน์ถํ ภาสิส์สํ ฉัน์ทโสมุขํ
สํเขเปน กิต์ตยิตํ ปุพ์เพ โลกาน นาถัต์ถัน์ติ

แปล (อหํ) อันว่าข้า (นมัส์สิต๎วา) ถวายนมัสการแล้ว (ตถาคตํ) ซึ่งพระศรีสุคตทศพลญาณเจ้า (โลกนาถํ) เปนที่พึ่งของโลกย์ (จ) อนึ่งโสด (อหํ) อันว่าข้า (อภิวัน์ทิต๎วา) ไหว้แล้วโดยพิเศษ (ชีวกโกมารภัจ์จํ) ซึ่งชีวกโกมารภัจ แพทย์ผู้ประเสริฐ (เทวราชสัก์กํ อิว) เปรียบดุจสมเด็จอมรินทราธิราชบพิตร (เทวิน์ทํ) ผู้มีมหิศรภาพเปนจอมมกุฎแก่เทพย์บุตย์ทั้งหลาย (ภาสิส์สํ) จักแสดงบัดนี้ (คัน์ถํ) ซึ่งพระคัมภีร์แพทย์อันวิเศษ (ปฐมจิน์ตารํ) ชื่อประถมจินดาร์ (ฉัน์ทโสมุขํ) อันเปนหลักเปนประธานแห่งพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ทั้งปวง (กิต์ตยิตํ) อันพระอาจารย์โกมารภัจ แต่งไว้ (ปุพ์เพ) ในกาลก่อน (สังเขเปน) โดยสังเขป (นาถัต์ถํ) เพื่อจะให้เปนที่พึ่ง (โลกานํ) แก่สัตว์โลกย์ทั้งหลาย (เอวํ) ด้วยประการดังนี้

โองการ พิน์ทุนาถํ อุป์ปัน์นํ พ๎รฺห๎มา สหัม์ปตินาม อาทิกัป์เปสุ อาคโต ปัญ์จ ปทุมํ ทิส๎วา นโม พุท์ธาย วัน์ทนํ อาจริเยน อันพระอาจารย์เจ้า กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ประถมจินดาร์นี้ ตั้งแต่พรหมปะโรหิตเปนต้นมานั้น ว่าเมื่อจะตั้งแผ่นดินใหม่ ครั้งนั้น ก็ให้บังเกิด (กัลป์ ) พินาศ กล่าวคือโลกย์ ฉิบหาย ด้วยเพลิงประลัยกัลป์นั้นไหม้ฟ้า แผ่นดิน ภูเขาแลเขาพระสุเมรุ สิ้นแล้วบังเกิดฝนห่าใหญ่ ตกลงมาถึง ๗ วัน ๗ คืน แลน้ำท่วมขึ้นไปถึงชั้นพรหมปโรหิต พรหมปโรหิตจึ่งเล็งลงมาดู ก็เห็นซึ่งดอกอุบล ๕ ดอก ผุดขึ้นมาเหนือน้ำงามหาที่จะอุปมามิได้ ท้าวมหาพรหมจึ่งบอกแก่พรหมทั้งหลายว่าแผ่นดินใหม่นี้ จะบังเกิดสมเด็จพระพุทธเจ้ามาตรัส ๕ พระองค์ เพราะเห้นดอกอุบลนั้น ๕ ดอก อันนี้ก็เปนธรรมดาประเวณีวิไสย สังเกตมาทุกๆ ครั้ง ครั้นแลบังเกิดบุรพนิมิตร ขึ้นแล้ว จึ่งน้ำค้างเปือกตมก็บังเกิดตกลงมา ๗ วัน ๗ คืน แล้วก็เปนสนับข้นเข้า ดุจดังสวะอันลอยอยู่เหนือหลังน้ำ โดยหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ อันนี้แจ้งอยู่ในพระคัมภีร์จักรวาฬทิปนีโน้นแล้ว ในคัมภีร์ ประฐมจินดาร์นี้ พระอาจารย์ท่านยกมากล่าวไว้ พอเปนสังเขป เมื่อแผ่นดินแลเขาพระสุเมรุตั้งขึ้นแล้วนั้น พระอิศวรผู้เปนเจ้าเธออาราธนาพรหมสององค์ทรงนามว่าพรหมจารี ลงมากินง้วนดิน ครั้นกินแล้วก็ทรงครรภ์คลอดบุตรได้ ๑๒ คน อันพวกนี้เกิดด้วยครรภปะรามาศ คือว่าเอามือลูบนาภีก็มีครรภ์ เกิดบุตรแพร่หลาย ไปทั้ง ๔ ทวีป แตกเปนภาษาต่างๆกัน แต่ชมภูทวีปเรานี้เปนกามราค สร้องเสพเมถุนสังวาศจึ่งมีครรภ์ สัตว์ที่มาปฏิสนธินั้นเปนชลามพุชะ สัตว์ที่เกิดเปนฟองฟักนั้นชื่ออัณฑชะ สัตว์มาปติสนธิด้วยเปือกตมนั้นชื่อสังเสทชะ อุปปาติกะ นั้นคือสัตว์ปติสนธิเปน อุปะปาติกะไม่มีสิ่งใดๆก็เกิดขึ้น อันว่ามนุษย์ทั้งหลายถือปติสนธิแล้วก็คลอดจากครรภ์มารดา ถ้าเปนสัตรีมีประเภทผิดจากบุรุษสองประการ คือต่อมเลือดประการ ๑ คือ น้ำนมสำหรับเลี้ยงบุตรประการ ๑ ครั้นอุดมรูปวัฒนาการเจริญขึ้นพร้อมแล้ว แลเมื่อจะเริ่มฤดูมานั้น ก็ให้ฝันเห็นว่ามีบุรุษมาร่วมรสสังวาศเมถุนตามชาติวิไสย จึ่งสมมุติว่าวิทยาธร อันอุดมมาลอบชมด้วยประเวณี ตั้งแต่นั้นมาก็มีฤดูให้ปรากฎแก่คนทั้งหลาย แลประโยธร คือ เต้าถันก็ตั้งขึ้นด้วย (ปัญ์จวิธโลหิตํ หทยํ ชาตํ โลหิตํ ปิต์ตํ ชาตํ โลหิตํ มํสํ ชาตํ โลหิตํ นหารู ชาตํ โลหิตํ อัฏ์ฐิ ชาตํ ปัญ์จวิธโลหิตํ) อันว่าสัตรีมีโลหิต ๕ ประการ คือโลหิตปรกติโทษ ซึ่งพระอาจารย์เจ้ายกออกมาแต่ พระคัมภีร์มหาโชตรัต โน้น เอามาสาธกลงไว้ในพระคัมภีร์พรหมปโรหิต หวังจะให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ โดยนัยอันสัตว์จะมาปติสนธิในมาตุคัพโภทร นั้น ก็เพราะโลหิตฤดูบริบูรณ์ดังนี้ (โลหิตํ หทยํ ชาตํ) คือโลหิตบังเกิดมาแต่หทัยประการ ๑ เปนต้น แลบังเกิดมาแต่ดีแต่เนื้อแต่เอ็นประการ ๑ (โลหิตํ อัฏ์ฐิ ชาตํ) คือโลหิตบังเกิดมาแต่กระดูกประการหนึ่งเปนที่สุด แลโลหิตปรกติโทษ ๕ ประการนั้น ย่อมกระทำโทษนั้น ต่างๆ อันว่าลักษณโลหิตฤดูอันบังเกิดมาแต่หทัยนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักให้ระส่ำระสายคลั่งไคล้ใหลหลงให้ขึ้งโกรธ เมื่อขณะนั้นให้ริมฝีปากเขียว ริมตาเขียว ถ้าแก้มิฟังสัตรีผู้นั้นจะตายเปนอันเที่ยง อันว่าลักษณะโลหิตฤดูอันบังเกิดมา แต่ดีแลตับนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักให้เชื่อมให้มึนมัวเมาซบเซามิได้รู้ว่ารุ่งแลค่ำ คืนแลวัน แล้วให้นอนสดุ้งหวาดไหวเจรจาด้วยผี สมมุติว่าขวัญกินเถื่อน โทษทั้งนี้คือโลหิตกระทำเอง ถ้ารู้ไม่ถึงกำหนด ๗ วันตาย เมื่อตายแล้วจึ่งผุดขึ้นมาเปนแว่นเปนวงสีเขียว สีแดงก็มี ดุจกล่าวมานั้น อันว่าลักษณะโลหิตฤดูอันบังเกิดมาแต่เนื้อนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักกระทำให้ร้อนใน ผิวเนื้อแลหนังแดงดัง ลูกตำลึงสุกขึ้นเปนยอดผด แล้วให้คันทั้งตัว ต่อมีฤดูมาจึ่งหายไป อันว่าลักษณะโลหิตฤดูอันบังเกิดแต่เส้นเอ็นนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักกระทำให้เจ็บตัวทั่วสรรพางค์กาย แลให้สบัดร้อนสะท้าน หนาวแลให้จับปวดศีร์ษะเปนกำลัง ต่อมีฤดู มาจึ่งหายไป อันว่าลักษณะโลหิตฤดูอันบังเกิดมาแต่กระดูกนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักกระทำให้เมื่อยกระดูกทุกข้อกระดูกต่อกันดังจะคลาด ให้เจ็บเอ็วเจ็บหลังนัก ต่อมีฤดูมาจึ่งหายไป ซึ่งว่ามาทั้งนี้หวังจะให้แพทย์พิจารณาดู ให้รู้ว่าโลหิตฤดูนั้นเกิดออกจากที่ใด ถ้ารู้แท้แล้วให้เร่งประกอบยาชื่อว่าพรหมภักตร์ ประจุ โลหิตเน่าโลหิตร้ายเสียให้สิ้นเชิง แล้วจึ่งแต่งยาบำรุงโลหิต อันชื่อว่ากำลังราชสีห์นั้นกินต่อไป แล้วจึ่งแต่งยาบำรุงธาตุให้ธาตุปรกติดีแล้ว โลหิตจึ่งจะงามบริบูรณ์ อันว่าสัตว์ที่มาปฏิสนธิ นั้นจึ่งได้ตั้งขึ้น ในมาตุคัพโภทรแห่งมารดาเปนปรกติ อนึ่งสัตรีบางจำพวกมีสามี แลหาสามีมิได้ก็ดี เดิมโลหิตงามบริบูรณ์อยู่แล้ว ครั้นอยู่มาให้หน้าซีดมือเท้าก็ซีด ให้เจ็บหลังเจ็บเอว เพราะโลหิตนั้นแห้งติดกระดูกสันหลังอยู่ สมมุติว่าเปนริดสีดวง อนึ่งสัตรีบางจำพวกนั้นโลหิตแห้งเปนก้อนเข้า เท่าฟองไก่ติดหัวเหน่าอยู่ก็ดี ติดในทรวงอกก็ดี แลกลมกลิ้งอยู่ในท้องก็ดี บางทีให้ท้องขึ้น บางทีให้ลงท้อง บางทีให้เจ็บท้อง จุกอกแดกขึ้นดังจะขาดใจตาย ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาให้พิจารณา โดยลักษณะที่กล่าวมาแต่หลังนั้น ถ้าแลมิฟังมักกลายเปนโรคริดสีดวงแห้ง ไป อนึ่งถ้าสัตรีบางจำพวก ซึ่งเปนพรหมจารี นั้น แต่รุ่นสาวควรจะมีฤดูแล้วแลฤดูนั้นก็ไม่มีมา บางจำพวกต่ออายุ ๒๐ หรือ ๓๐ ต่อมีสามีแล้วจึ่งมีฤดูมา อันว่าลักษณะหญิงเหล่านี้ ย่อมมีแต่กาลก่อนโน้น

( จบพรหมปโรหิตแต่เพียงนี้ )


อาจาริเยน อันพระอาจารย์เจ้า จะกล่าวพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์นี้ ซึ่งท่านคัดออกมาจากคัมภีร์โรคนิทาน โน้นต่อไปให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขปดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อจะตั้งอนุโลมปฏิสนธินั้น พร้อมด้วยบิดามารดากับธาตุทั้ง ๔ ก็บริบูรณ์พร้อมคือปถวีธาตุ ๒๐ อาโปธาตุ ๑๒ เตโชธาตุ ๔ วาโยธาตุ ๖ ระคนกันเข้าคือเกิดเพราะโลหิตบิดามารดาระคนกัน มิได้วิปริตจึ่งบังเกิดขึ้นด้วยธาตุน้ำ คือต่อมโลหิตแห่งมารดา ก็ให้บังเกิดตั้งขึ้นเปนอนุโลมปฏิสนธินั้น ในเมื่อสัตว์จะปฏิสนธินั้นท่านกล่าวไว้ว่า สุขุมังปะระมานูเลอียดนัก เปรียบด้วยขนทรายจามรีเส้น ๑ เอามาชุบน้ำมันงาที่ใส่นั้น แล้วเอามาสลัดเสียให้ได้ ๗ ครั้ง แต่ยังติดอยู่ที่ปลายขนทรายจามรี มากน้อยเท่าใด อันมูลปฏิสนธิแห่งสัตว์ทั้งหลายสุขุมเลอียดดุจนั้น แต่ตั้งขึ้นในครรภ์มารดาแล้วละลายไปได้วันละ ๗ ครั้ง กว่าจะตั้งขึ้นได้เปนอันยากนัก ครั้นโลหิตตั้งขึ้นได้แล้วอยู่ ๗ วัน ก็บังเกิดเปนปฐมกะละละ นั้นเรียกว่าไชยเภท คือมีฤดูล้างหน้าที ๑ ถ้ามิดังนั้นก็ให้มารดาฝันเห็นวิปริต ก็รู้ว่าครรภ์ตั้ง แลครรภ์ตั้งขึ้นแล้วมิได้วิปริต ครบ ๗ วันก็ขันเข้าดังน้ำล้างเนื้อ เมื่อไปอีก ๗ วันเปนชิ้นเนื้อ ไปอีก ๗ วันเปนสัณฐานดังไข่งู ไปอีก ๗ วันก็แตกออกเปนปัญจสาขา ๕ แห่ง คือ ศีร์ษะ ๑ มือ ๒ เท้า ๒ จึ่งเปน ๕ ไปอีก ๗ วันก็เกิด เกสา โลมา นขา ทัน์ตา ลำดับกันไปดังนี้ ในขณะเมื่อครรภ์ตั้งขึ้นได้เดือนหนึ่งกับ ๑๒ วันนั้น โลหิตจึ่งบังเกิดเวียนเข้าเปนตานกยูงที่หัวใจเปนเครื่องรับดวงจิตรวิญญาณ ถ้าหญิงเวียนซ้าย ถ้าชายเวียนขวา แต่มิได้ปรากฎออกมา ครั้นเมื่อครรภ์ถ้วนไตรมาศ แล้วโลหิตนั้นก็แตกออกไปตามปัญจสาขา เมื่อได้ ๔ เดือนจึ่งตั้งอาการ ๓๒ นั้น จึ่งบังเกิดตาแลหน้าผาก ก่อนสิ่งทั้งปวงจึ่งบังเกิดเปนอันดับกันไป เมื่อครรภ์ได้ ๕ เดือน จึ่งมีจิตรแลเบ็ญจขันธ์ พร้อมรูปัก์ขัน์โธ เมื่อตั้งเปนรูปขันธ์ เข้าแล้ว วิญ์ญาณัก์ขัน์โธก็ให้มีวิญญาณขันธ์ รู้จักร้อนแลเย็น ถ้าแลมารดาบริโภคอาหารที่เผ็ดร้อนเข้าไปเมื่อใด ก็ให้ร้อนทุรนทุราย ดิ้นเสือกไปมาเวทนาก์ขัน์โธ เวทนาขันธ์ ก็บังเกิดขึ้นตามกัน คือ ที่อยู่ในท้องของมารดานั้นลำบากทนทุกขเวทนาดุจสัตว์ในนรก คือ นั่งยองกอดเข่าเอากำมือไว้ใต้คาง ผินหน้าเข้าสู่กระดูกสันหลังของมารดาผินหลังออกข้างนาภี เหมือนดังลูกวานรอันนั่งอยู่ในโพรงไม้นั้น นั่งทับกระเพาะอาหารเก่า อาหารใหม่ตั้งอยู่บนศีร์ษะ แลน้ำอาหารนั้นก็เกรอะ ทราบ ลงไปทางกระหม่อม เพราะว่าทารกอยู่ในครรภ์นั้นกระหม่อมเปิด ครั้นมารดาบริโภคสิ่งอันใดที่ควรเข้าไปได้แล้วก็ซึมทราบออกจากกระเพาะเข้าก็ เลื่อนลงไปในกระหม่อม ก็ได้รับประทานอาหารของมารดาก็ชุ่มชื่นชูกำลังเปนปรกติ ถ้ามารดามิได้บริโภคอาหารแลรสอาหารมิได้ทราบลงไป ทารกนั้นก็มิได้รับรสอาหาร จึ่งทุรนทุรายกระวนกระวายระส่ำระสายดิ้นรนต่างๆอันนี้ ก็มีแจ้งอยู่ในพระคัมภีร์จตุราริยสัจ โน้นแล้ว ในคัมภีร์ปฐมจินดาร์นี้ พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้พอเปนในความแต่พึงรู้แพทย์ทั้งหลายจะได้ สงเคราะห์ซึ่งโรคนั้นหนึ่งโสดเมื่อสัตว์จะปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้นกล่าวนิ มิตร์ว่า ถ้ามารดาอยากมัจฉะมังษา เนื้อปลาแลสิ่งของ เปนสิ่งอันคาว ท่านว่าสัตว์นรกมาปฏิสนธิ ถ้าแลมารดาอยากสิ่งอันเปรี้ยวแลขม ท่านว่ามาแต่ป่าหิมพานต์ มาปฏิสนธิ ถ้าแลมารดาอยากน้ำผึ้งน้ำอ้อยน้ำตาล ท่านว่ามาแต่สวรรค์ลงมาเอากำเนิดเปนมนุษย์ ถ้าแลมารดาอยากสรรพผลไม้ทั้งปวง ท่านว่ามาแต่ติรัจฉาน มาปฏิสนธิ ถ้าแลมารดาอยากกินดิน ท่านว่ามาแต่พรหม ลงมาปฏิสนธิ ถ้าแลมารดาอยากกินสิ่งที่เผ็ดแลร้อน ท่านว่ามาแต่มนุษย์มาปฏิสนธิ เมื่อมารดาอยากของดังกล่าวมานี้ก็เปนธรรมดาโลกยวิไสย อันจะให้ทารกอยู่ในครรภ์นั้นบังเกิดโรคแลพยาธิต่างๆ ข้อหนึ่งเมื่อกุมารกุมารีนั้นเจริญพร้อมด้วยอินทรีย์แลเบ็ญจขันธ์แล้ว อาการ ๓๒ ก็บริบูรณ์ด้วย เมื่อเบ็ญจขันธ์แลอินทรีย์ อาการ ๓๒ พร้อมบริบูรณ์แล้วเมื่อใด จิตรจึ่งคิดว่ามารดาของอาตมนี้ประกอบไปด้วยความกรุณา อุส่าห์บำรุงรักษาอาตมนี้ก็มีคุณหาที่สุดมิได้ เมื่อใดอาตมจะได้ออกไปจากครรภ์มารดา อาตมจะได้แทนคุณมารดาของอาตม อันนี้ก็เปนธรรมดาประเพณีแห่งพระบรมโพธิสัตว์แต่ปางก่อนโน้น

พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๑ บริเฉท ๒ ว่าด้วยลักษณครรภ์ วารกำเนิด ครรภรักษา ครรภ์วิปลาศ ครรภ์บริมณฑล ครรภ์ประสูตร จบบริบูรณ์โดยสังเขปเท่านี้

( จบปริเฉท ๑ เท่านี้ )


ปุน จปรํ มาตุรัก์ขิปติฏ์ฐิตรํ ชีวกโกมาโรหรํ อาภตรํ ฐาเน อิทรํ สุตรํ อิติ เอต์ถ วจนัส์ส มหาเถรโต อโหสีติ (ปุน จปรํ) ว่าในถ้อยคำอนึ่งเล่า (อหํ) อันว่าเข้า (ชีวกโกมาโร) ชื่อชีวกโกมารภัจ (สุตํ) ได้สดับฟัง (มหาเถรโต) จากสำนักพระมหาเถรผู้ชื่อว่าตำแย (อาภตํ) เธอนำมา (ปติฏ์ฐิตํ) สำทับลงไว้ (มาตุคัพ์ภรัก์ขัม๎หิ) ในคัมภีร์ครรภรักษานี้ (เอต์ถ วจเน) ในถ้อยคำหนึ่งเล่า (อัส์ส มหาเถรัส์ส) แห่งพระมหาเถรนั้น (อิติ) ด้วยประการดังนี้ โดยอธิบายของท่านโรคามฤตินทร์ ผู้เปนครูเปนอาจารย์ของชีวกโกมารภัจ ศัพท์นี้แปลเนื้อความว่าหมออันท่านพระราชกุมารเลี้ยง แลเปนศิษย์ครูชื่อว่ามฤตินทร์ อันท่านผู้ชื่อว่าโรคามฤตินทร์นั้น ท่านได้พรลงมาแต่ท้าวมหาพรหมว่ารักษาคนทั้งหลายไม่รู้ตายเลย ถ้าผู้ใดจะถึงแก่ความตายแน่แล้ว ถึงเธอจะนั่งอยู่ในที่ใดๆก็ดี ผู้ที่ไปหานั้นจะเห็นตัวเธอนั้นก็หาไม่ ท่านผู้นั้นประกอบไว้ซึ่งเวทมนต์ ให้เปนหมวดเปนหมู่ กับทั้งสรรพคุณ แห่งหว้านยา ทั้งปวง ทั้งนี้ก็อาไศรยด้วยกำลังบุญญาธิการของท่าน เมื่อท่านเดินไปในสถานใดๆ ต้นไม้แลหว้านยาทั้งปวงก็ร้องบอกแก่ท่านผู้นั้นว่า ข้าพเจ้าชื่อนั้นๆ จะแก้โรคมนุษย์สิ่งนั้นๆ บอกแก่เธอเพรียก ไปทั้งป่า แต่ว่าได้ยินแต่เธอผู้เดียว เหตุดังนั้นท่านจึ่งประสม เปนยาตั้งแต่เปนพระคัมภีร์ไว้ให้แก่แพทย์ทั้งปวงสืบต่อมา ตั้งแต่ศาสนาพระพุทธเจ้า อันทรงพระนามว่าพระกักกุสนธ์ มาจนถึงศาสนาพระโคดม เจ้าของเราทุกวันนี้ ถ้าบุคคลผู้ใดจะเรียนเปนแพทย์แล้ว ให้เรียนคัมภีร์อันชื่อว่าสรรพคุณนั้นเสียก่อน ถ้าจะรักษากุมารให้เรียนคัมภีร์อันชื่อว่า อภัยสันตา ปฐมจินดาร์มหาโชตรัต ทั้ง ๓ คัมภีร์นี้ ให้ชำนิชำนาญเปนปฐมเสียก่อน แล้วจึ่งเรียนคัมภีร์ทั้งปวงเปนอวสานนั้นต่อไปเถิด

ปุน จปรํ ทีนี้จะว่าด้วยคัพภวาระ กำเนิดสืบเรื่องต้นดังนี้โดยสังเขป ตุเม๎ห ปัส์สถิมํ โลกัส๎มึ สัต์ตปฏิสัน์ธิกํ มาตุคัพ์ภํ ติวิธํ เตมาสํ กุมารมาตโร พาฬหคิลานิโย ติฏ์ฐัน์ติ โดยอธิบายของพระมหาเถรตำแยนั้นว่า เมื่อสัตว์จะมาปฏิสนธิในมาตุคัพโภทร แห่งมารดานั้น ว่าตั้งขึ้นแล้วละลายไปแต่วันละ ๗ ครั้งๆ ทั้ง ๗ วันนั้น แลจะนับเอาเปนเที่ยง นั้นยังมิได้ก่อน เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายที่มาเปนปฏิสนธินั้น ยังเปนอนุโลมปติโลม อยู่ ยังมิได้ตั้งขึ้นเปนเที่ยง ต่อได้ ๑๕ วันแล้วเมื่อใด จึ่งตั้งมูล ปฏิสนธิขึ้นเปนเที่ยง ในเมื่อตั้งมูลปฏิสนธิขึ้นเปนเที่ยงแล้วนั้น จึ่งให้ปรากฎแก่คนทั้งหลายทั้งปวง ถ้าจะใคร่รู้ว่าตั้งมูลปฏิสนธินั้นจะเปนวันใด ก็ให้ดูเมื่อมารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือนนั้น ให้ดูเพศแลอาการของมารดานั้น ก็ยังรู้ถอยหลังเข้าไปเอาวันแรกปฏิสนธินั้นเปนกำหนด ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน ให้มารดานั้นเปนพรรดึก แลให้เปนเอ็นชัก มือแลเท้า ให้กายนั้นผอมเหลือง แลเดินไปไกลก็มิได้ ให้เจ็บหัวเหน่าแลท้องน้อย แลน่าตะโพก เปนกำลังมักให้อยากหวาน แลให้ฝ่าเท้าข้างซ้ายแดง ทายว่ากุมารนั้นจะเปนหญิง ถ้าฝ่าเท้าข้างขวาแดงทายว่า กุมารนั้นจะเปนชาย แล้วก็ให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันอาทิตย์ เมื่อจะคลอดก็วันอาทิตย์ เพราะว่ากำเนิดทรางเพลิงเปนเจ้าเรือนของกุมารผู้นั้นจึ่งแสดงออกแก่มารดาดัง นี้ ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน มักให้มารดานั้นปวดศีร์ษะแลให้เจ็บนมให้อยากของหวาน ให้เมื่อยแขนทั้งสองข้างให้ตาฟาง ให้หูหนัก ให้เปนลมมึนตึง ให้อาเจียรลมเปล่า ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้วก็ให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันจันทร์ เมื่อจะคลอดก็วันจันทร์ เพราะว่ากำเนิดทรางน้ำเปนเจ้าเรือน กุมารผู้นั้นจึ่งแสดงเพศออกแก่มารดาดังนี้ ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน มักให้เปนลมจุกเสียดแลลมวิงเวียน แลให้หลังมือแลเท้าบวมถึงน่าตะโพกให้เมื่อยขบนอนมิหลับ แล้วก็ให้เปนเม็ดยอด ขึ้นที่เพดานเท่าเมล็ดเข้าโภชน์ ก็ให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันอังคาร เมื่อจะคลอดก็วันอังคาร เพราะว่ากำเนิดทรางแดงเปนเจ้าเรือนของกุมารนั้น จึ่งแสดงเพศออกแก่มารดาดังนี้ ถ้าแลมารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน มักให้จุกเสียดแลราก ให้บวมแต่ขาถึงปลายเท้า แลให้เจ็บน่าตะโพก ให้กินเข้าขม แล้วให้ทวารหนักทวารเบานั้นพรึงขึ้นรอบทวาร แล้วก็เปื่อยออกเปนน้ำเหลือง ก็ให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันพุฒ เมื่อจะคลอดก็วันพุฒ เพราะว่าทรางสกอ นั้น เปนเจ้าเรือนแห่งกุมารนั้น จึ่งแสดงเพศออกมาแก่มารดาดังนี้ ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน มักให้ปากแลลิ้นเปนเม็ดเปนยอด แล้วก็ให้เปื่อยออกจะกินของเผ็ดของร้อนมิได้ ไปจนถึงหกเดือนแล้วให้ลามออกข้างลิ้นเพดานแล้วก็แตกเช่นระแหง ครั้นกลืนน้ำลายเข้าไปก็ให้ตกมูกตกเลือดเปนบิดไปจนกำหนดคลอด ก็ให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันพฤหัศบดี เมื่อจะคลอดก็วันพฤหัศบดี เพราะว่าทรางวัวเปนเจ้าเรือนแห่งกุมารนั้น จึ่งแสดงโทษออกแก่มารดาดังนี้ ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือนมักให้ตัวพรึง ขึ้นดังยอดผด ให้คันเปนกำลัง แล้วให้ทวารทั้งสองนั้น ลำลาบ เปื่อยเปนน้ำเหลืองออกรอบทวารนั้น ให้ปวดหัวเหน่า แลเจ็บน่าตะโพก แลสองตะคาก แล้วให้ขัดเบา ได้หกเดือนให้จุกเสียดได้ ๘ เดือน ๙ เดือน ให้บวมมือแลเท้า ไปจนกำหนดคลอดก็ให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันศุกร์ เมื่อจะคลอดก็วันศุกร์ เพราะว่ากำเนิดทรางช้างเปนเจ้าเรือนแห่งกุมารนั้น จึ่งแสดงโทษออกแก่มารดาดังนี้ ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน มักให้ท้องผูกไปให้ถ่ายอุจจาระ ๒ วัน ๓ วันจึ่งไปหนหนึ่ง แลให้อยากของคาวให้สวิงสวาย ให้หัวนมพรึงขึ้นดังยอดผด แล้วให้แตกเปนน้ำเหลือง ได้ ๖ เดือนก็ให้เปนบิดตกมูกตกเลือด แลให้เจ็บเอ็วให้อยากเปรี้ยวอยากหวาน แลให้อยากสรรพฟอง ทั้งปวง แลให้อยากผักพล่าปลายำ ไปจนกำหนดคลอด ก็ให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันเสาร์ เมื่อจะคลอดก็วันเสาร์ เพราะว่าทรางขะโมยเปนเจ้าเรือนของกุมารนั้น จึ่งแสดงโทษออกแก่มารดาดังนี้

( จบลักษณะครรภวารกำเนิดเพียงนี้ ให้แพทย์พึงรู้โดยสังเขป )


ปุน จปรํ ทีนี้จะว่าด้วยครรภรักษาต่อไป ตามเรื่องดังนี้ว่าสัตรีทั้งปวงนี้มีครรภ์อันตั้งขึ้นได้ ๑๕ วันก็ดี เดือนหนึ่งก็ดี แสดงกายให้ปรากฎแก่คนทั้งหลาย ให้รู้ว่าตั้งครรภ์ขึ้นแล้ว เพราะว่าเอ็นผ่านน่าอกนั้นเขียว หัวนมนั้นคล้ำดำเข้าแล้วตั้งขึ้นเปนเม็ดรอบหัวนมนั้น ก็ให้แพทย์พึงรู้ว่าสัตรีผู้นั้นมีครรภ์โดยสังเขป ถ้าสัตรีมีครรภ์ได้เดือน ๑ ก็ดี ถ้าไข้รำเพรำพัด คือให้รากให้จุกในอุทรแลให้แดกขึ้นแลแดกลงเปนกำลัง แลให้มะเมอ เพ้อพก ดังผีเข้าแพทย์ไม่รู้ ว่าเปนไข้สันนิบาตนั้นหามิได้เลย บังเกิดโทษในครรภ์รักษานั้นเอง ถ้าจะแก้ให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร ๔ มุม เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอมธิชูภูภะ สวาหะ ๗ ที แล้วจึ่งเอาแป้งที่คลึงนั้น มาปั้นรูปหญิงคน ๑ รูปภูเขาอัน ๑ รูปไก่ตัว ๑ รูปม้าตัว ๑ เอาลูกไม้ ๗ สิ่ง ดอกไม้ ๗ สิ่ง แล้วเอาเข้าสารโปรยกลางลูกไม้บูชา แล้วเอาไปส่งที่ทิศอาคเณย์ ทำ ๓ วันหาย ถ้าไม่หายให้แต่งยาขนานนี้กิน ท่านให้เอาจันทร์หอมดอกบัวเผื่อน รากบัวหลวง เข้าเหนียวกัญญา ศิริ ยา ๔ สิ่งนี้บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมโคกินหาย ถ้าไม่หายให้เอาขนานนี้ เนื้อโคย่าง ๑ เข้าตอกเข้าเหนียวกัญญา ๑ บดละลายน้ำผึ้งกินหาย ถ้าให้ร้อนยาขนานนี้ ท่านให้เอาใบไทรย้อย ใบหญ้าแพรก ใบพรมมิ ใบตำลึง ดินประสิวขาว ศิริยา ๕ สิ่งนี้ บดละลายน้ำซาวเข้าชะโลมหายกินก็ได้ ใช้มามากแล้ว ถ้ามีครรภ์ได้ ๒ เดือนแม้นเปนไข้จับๆ เปนเวลาทุกวันก็ดี ให้นอนไม่หลับกินเข้าไม่ได้ ให้เชื่อมให้มึน ให้เปนอันใดๆ ก็ดี เว้นวันจับวันก็ดี ถ้าจะแก้ให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร์กลมอัน ๑ เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอมอมรหิชิวัน์ติเย สวาหะ ๗ ที แล้วจึ่งเอาแป้งที่คลึงนั้นมาปั้นเปนรูปแมวตัว ๑ เอาผัก ๓ สิ่ง เอาลูกไม้ ๓ สิ่ง เอาดอกไม้ ๓ สิ่ง แล้วจงเอาเข้าสุกเท รายตีนตอง เอาแป้งหอมน้ำมันหอมพรมบัตร์ เอาไปส่งทิศบูรพ์ หาย ถ้าไม่หายให้แต่งยาขนานนี้ให้กิน ท่านให้เอาเกสรบัวหลวง ดอกจงกลนี หัวแห้วหมู เทียนดำ กระจับบกบดละลายน้ำซาวเข้ากินหาย ถ้าไม่หายขนานนี้ ท่านให้เอารากบัวหลวง รากบัวเผื่อน แห้วสด กระจับสด ใบผักแว่น ขิงสด แต่น้อย บดด้วยน้ำน้ำแรมคืน น้ำนมโคก็ได้ กินแก้ปวดท้องแลท้องขึ้นหายยาชะโลมขนานนี้ ท่านให้เอาใบหนาด ใบโพกพาย รากผักไห่ เม็ดในขนุน ละมุด ดินสอพอง บดด้วยน้ำซาวเข้าชะโลมหายดีนักได้เชื่อมาแล้ว ถ้าสตรีมีครรภ์ได้ ๓ เดือน แลไข้ให้ลงให้รากจุกเสียดแทงหน้าแทงหลัง กินอาหารมิได้ นอนไม่หลับ ถ้าเปนดังนี้ไซ้ ให้เกรงลูกจะตกเสีย ถ้าจะแก้ให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร์ ๓ มุม เอาแป้งเอาถั่วเขียวคุลิการ ด้วยกันเข้าคลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอม สิทธิ สา มกาเรติ เทพิน วา อหํ อิชา กานํ มาเรหิ เอหิๆ อาคัจฉันติ กาเมหิเน ๗ ที แล้วเอาแป้งที่คลึงนั้นมาปั้นเปนรูปหญิงคน ๑ รูปกระต่ายตัว ๑ เอาเข้าสุกกองเปนจอมปลวก เอาเหล้าเข้าวางลงในกระบาล น้ำนมโค ผัก ๓ สิ่ง ดอกไม้ ๓ สิ่ง แป้งกระแจะน้ำมันหอมประพรมบัตร์แล้ว เอาไปส่งทิศประจิม ทำ ๓ วันหายประสิทธิ์ ถ้าไม่หายให้แต่งยาขนานนี้กิน ท่านให้เอายางไข่เน่า ยางมะม่วง กระดอม บดละลายน้ำร้อนกินหาย ถ้าไม่หายให้เอาเข้าตอกเข้าเหนียวกัญญา บดละลายน้ำนมโคกินหาย ยาชะโลม ขนานนี้ ท่านให้เอารากกระจับบก ใบบัวหลวงอ่อน มูลโคตกใหม่ จันทน์หอม เปราะหอม หญ้าแพรก แฝกหอม เถาชิงช้าชาลี บดละลายน้ำซาวเข้า ชะโลมดีนัก ถ้าสัตรีมีครรภ์ได้ ๔ เดือน เปนไข้เพื่อเสมหะให้โทษต่างๆ แลเปนลมให้เหงื่อตก แลตกโลหิตก็ดี ถ้าแลประชุมพร้อมทั้ง ๔ สิ่งแล้วเมื่อใดจึ่งได้ชื่อว่าสันนิบาต ถ้าจะแก้ให้ทำตามบุราณเสียก่อน คือท่านให้ทำบัตร์ ๔ มุม เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอม เห เห โหติฐ โหติฐ เหยะนะ เหยะนะ โอม ปักขสํ สาภตา วปสยุน๎นสนา ริเห ๗ ที แล้วเอาแป้งที่คลึงนั้นมาปั้นเปนรูปแร้งตัว ๑ รูปงูเขียวตัว ๑ รูปคน ๒ คน เอาลูกไม้ ๒ สิ่ง ดอกไม้ ๒ สิ่ง ผัก ๒ สิ่ง เอาใบมะม่วงรองบัตร์ แล้วเอาไปส่งทิศพายัพ ๓ วันหาย ถ้าไม่หายให้แต่งยานี้กิน ท่านให้เอาโกฐเขมา เกสรบัวหลวง รากขัดมอน ดอกจงกลนี บดด้วยน้ำนมโค กินหาย ถ้าไม่หายเอาดอกสัตตบงกช โกฐกระดูก รากบัวหลวง กระจับบก จันทน์หอม รากขัดมอน หัวแห้วหมู รากมะตูม ผลผักชี ขิงสด ยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย ยาชะโลมสำหรับประกอบกัน ขนานนี้ท่านให้เอารากสลอดน้ำ รากหญ้านาง รากทองหลางหนาม รากพุมเรียงบ้าน พุมเรียงป่า จันทน์แดง จันทน์ขาว รากพุงดอ รากตำลึง รากฟักเข้า เกสรบัวหลวง ดินประสิวขาว ดินสอพอง รวมยา ๑๒ สิ่งนี้ เอาเท่ากันกระทำ ให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าทั้งกินทั้งชะโลมดีนัก เปนยากลอ่มลูกมิให้เปนอันตรายได้วิเศษนัก ถ้าสัตรีมีครรภ์ได้ ๕ เดือน แลเปนไข้ให้ลงให้รากให้จุกหน้าจุกหลังเปนสิ่งใดๆก็ดี ก็เปนเพราะครรภรักษานั้นเอง ถ้าจะแก้ให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร์ ๕ มุม เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ สัน์ติปัก์ขา อปัต์ตนา สัน์ติปาทา อวัญ์จนา มาตาปิตา จ นิก์ขัน์ตา ชาตเวทปติก์กม ปติก์กมัน์ตุ ภูตานิ โสหํ นโม ภควโต นโม สัต์ตัน์นํ สัม์มาสัม์พุท์ธานัน์ติ ๗ ที แล้วจึ่งเอาแป้งที่คลึงท้องนั้นมาปั้นเปนรูปหญิงคน ๑ ดอกไม้ ๕ ดอก ผักพล่าปลายำเหล้าแลเข้าเนื้อแห้งบูชา แล้วเอาไปส่ง ทิศหรดี ที่ต้นไม้ใหญ่ ๓ วันหาย ถ้าไม่หายให้แต่งยาขนานนี้กิน ท่านให้เอาดอกบัวเผื่อน ดอกบุนนาก ยางมะม่วง บดละลายน้ำนมโค กินแก้ลงท้องแลลงโลหิต แก้จุกเสียดหาย ถ้าไม่หายให้เอา ใบบัวบก เทียนดำ ขมิ้นผง ปูนแดง บดละลายน้ำสุรากินแก้ลงโลหิตทางทวารหนักทวารเบานั้นหาย ยาทาแก้เมื่อย ท่านให้เอาเปลือกสมุนละแว้ง รากเปล้าน้อย สะค้าน สนเทศ เอาเท่ากัน บดละลายน้ำปูนใส เมื่อยที่ไหนทาที่นั้น เว้นแต่ที่ท้องมิให้ทาจะเปนอันตรายแก่กุมาร ถ้าสัตรีมีครรภ์ได้ ๖ เดือนแลเปนไข้ ให้เจ็บแข้งเจ็บขา เจ็บน่าตะโพก แลให้คันทวาร อุจจาระปัสสาวะ แล้วให้เปนลมจับเนืองๆ ถึงจะเสียกระบาลก็ไม่หาย แต่ว่าท่านให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร์ ๔ มุม สองชั้นเอาแป้งคลึงท้องด้วยคาถานี้ อัคโคหมัส๎มิ โลกัส๎มินติ ภวติ โลกิติ โลกัส สัน์นิภัพ์ภัท์ม หิริ คัพ์ภปมุญ์จัน์ติ ๗ ที แล้วจึ่งเอาแป้งที่คลึงท้องนั้นมาปั้นเปนรูปวัวตัว ๑ รูปม้าตัว ๑ รูปไก่ตัว ๑ เอาน้ำมะนาว ๑ น้ำมันงา ๑ ผัก ๗ สิ่ง ลูกไม้ ๗ สิ่ง ดอกไม้ ๗ สิ่ง ขนม ๗ สิ่ง เอาเข้าขั้ว รายตีนตอง แล้วจึ่งเอาสุราแป้งน้ำมันที่ดีประพรมบูชา เอาไปส่งทิศหรดี ๓ วันหาย ถ้ายังไม่หายให้แต่งยาขนานนี้กิน ท่านให้เอาเม็ดในส้มซ่า เปลือกสะแก จันทน์แดง จันทน์ขาว ดอกจงกลนี เอาเท่ากันบดละลายน้ำนมโคกินหาย ถ้าไม่หายให้ประกอบยาให้สุขุม ขึ้นไป เพราะกุมารนั้นแก่กล้าอยู่แล้ว เปนเบ็ญจสาขา พร้อมด้วยอาการ ๓๒ นั้นอยู่แล้ว ท่านให้เอาลูกคนทีสอขั้ว หว้านน้ำ เทียนดำ เทียนขาว มหาหิงคุ์ เปราะหอม หัวแห้วหมู บรเพ็ด เกสรบัวหลวง ดอกบุนนาค อบเชยเทศ ลูกเอ็น เปลือกเงาะ ชเอมเทศ ลูกผักชี เอาสิ่งละสองสลึง พริกไทย ๑๑ เม็ด ยา ๑๖ สิ่งนี้ทำให้เปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำนมโคกินหายดีนัก ใช้มามากแล้วแล้วจึงทำยาชะโลม ท่านให้เอาใบทองหลางหนาม ใบขนุน ละมุด ใบหญ้านาง ใบหนาด ใบเพกา ใบหว้านน้ำ ใบหญ้าแพรก ขมิ้นอ้อย รวม ๘ สิ่ง เอาเท่ากันบดทำแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าชะโลม แก้สารพัดในครรภรักษาหายดีนัก ถ้าสัตรีมีครรภ์ได้ ๗ เดือน แลไข้ให้เปนต่างๆให้ลงให้รากโลหิตก็ดี แลให้ร้อนภายใน ให้เปนไข้ไปต่างๆ ถ้าจะแก้ให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร์ ๔ มุม ๒ ชั้น เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอม หมัส์สมิ นโม จ สุคโต ปัจ์จุปัน์นา ปัญ์จพุท์ธาปน โอม สิมหาสิ ครั้นกูแบ่งกดขี่กูจะบูชาแก่เทวดาอันประสิทธิ์ในสงสาร โอมสิทธิกาลมหาสิทธิกาล สวาหะ ๗ ที แล้วจึงเอาแป้งที่คลึงท้องนั้นมาปั้นเปนรูปเสือตัว ๑ รูปแร้งตัว ๑ เอาเข้าสารขาวรายตีนตอง จันทน์แดง จันทน์ขาว ผัก ๓ สิ่งเข้าตอกดอกไม้บูชา ส่งทิศประจิม ๓ วันหาย ถ้าสัตรีมีครรภ์ได้ ๘ เดือนแลเปนไข้ ท่านว่ามิพอเปนไรนัก เพราะว่ากุมารนั้นแกกล้าจวนจะคลอดอยู่แล้ว ถ้าเปนไข้รำเพรำพัด ต่างๆ ท่านให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร์กลมใบ ๑ เอาแป้งคลึงท้องว่าด้วยคาถานี้ สัพ์เพ เทวา ปิสาเจว อาฬวกาทโยปิ จขัค์คํ ตาลปัต์ตํ ทิส๎วา สัพ์เพ ยัก์ขา ปลายัน์ติ ๗ ที แล้วจึงเอาแป้งที่คลึงท้องนั้นมาปั้นเปนรูปม้าตัว ๑ เอาเข้าสารขาวรายตีนตอง ผัก ๒ สิ่ง ดอกไม้ ๒ สิ่ง เอาใบมะม่วงรอง แป้งหอมน้ำมันหอมประพรมบูชาแล้วเอาไปส่งทิศอิสาณ ที่ต้นไม้ใหญ่ ๓ วันหาย ถ้าไม่หายให้แต่งยาขนานนี้กิน ท่านให้เอาเม็ดผักกาด รากบัวหลวง เข้าเหนียวกัญญาบดด้วยน้ำซาวเข้าน้ำท่าก็ได้กินหาย ถ้ายังไม่หายท่านให้เอารากช้าพลู รากกะพังโหม รากกระจับบก รากบัวหลวง หัวแห้วหมู บระเพ็ด จันทน์แดง จันทน์ขาว มะตูมอ่อน ขมิ้นอ้อย ก้านเสดา ๓๓ ก้าน รวมยา ๑๑ สิ่งนี้ เอาเท่ากันต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย ยาชโลมท่านให้เอารากโมง รากลำดวน รากไทรย้อย รากหญ้าแพรก รากตำลึง รากฟักเข้า ดินประสิวขาว ยา ๗ สิ่งนี้เอาเท่ากัน บดทำแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าชโลมหายดีนัก ถ้าสัตรีมีครรภ์ได้ ๙ เดือน แลเปนไข้สิ่งใดๆ ก็ดี ท่านว่ายังอยู่ในครรภรักษา แต่ว่ากุมารที่อยู่ในครรภ์นั้นแก่กล้าอยู่แล้ว ถ้าเปนไข้ก็เปนแต่ภายนอก เว้นไว้แต่เปนไข้อหิวาตกะโรค ถึงดังนั้นก็ดี ถ้าเปนฝีเอกแลฝีเอกตัดนั้น กุมารจึงจะอันตรธาน ก่อนมารดา ถ้ามิดังนั้นมารดาต้องกฤติยาคม คุณไสย แลกุมารที่อยู่ในครรภ์นั้นจึงจะตายก่อนมารดา ถึงจะตายก่อนมารดาก็จะพาเอามารดาไปด้วย ว่ามาทั้งนี้ด้วยอุบัติเหตุแห่งอกุศลกรรมของบุตรผู้นั้น ถ้าจะเปนเหตุสิ่งใดๆ ให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตรกลมใบ ๑ เก้าชั้นดุจบัตร์พระเกตุ เอาแป้งคลึงท้องด้วยคาถานี้ เถโร ปาปิม เต อังคปัจ์จังคาทิ อหํ ปัส์สามิ กิมังคํ ปน สกลสรีรํ นิกขม ลหุ ปาปิม เสกตามกำลังวัน แล้วจึงเสกน้ำรดด้วยคาถานี้ ๗ คาบ สัน ์ติปัก์ขา อปัต์ตนา สัน์ติ ปาทา อวัญ์จนา มาตาปิตา จ นิก์ยขัน์ตา ชาตเวทปฏิกกม สห สัจ์เจ กเต มัย๎หํ มหาปัช์ชลิโต สิขี วัช์เชสิ โสฬส กริสานิ อุทกํ ปัต๎วา ยถา สิขี สัจ์เจน เมสโม นัต์ถิ เอสา เม สัจ์จปารมีติ แล้วจึงเอาแป้งที่คลึงท้องนั้นมา ปั้นเปนรูปสิงห์ตัว ๑ รูปแร้งตัว ๑ รูปครุธตัว ๑ เอาผักยำ ๗ สิ่ง ดอกไม้ ๗ สิ่ง เอาใบมะม่วงกะล่อนรองบัตร์ เอาแป้งเอากระแจะแลน้ำมันหอมประพรมบัตร์บูชาแล้วเอาไปส่ง ทิศอาคเณย์ ๓ วันหาย ถ้าไม่หายให้แต่งยาขนานนี้กิน ท่านให้เอารากละหุ่งแดง ยางงิ้ว ขิงสด บดละลายน้ำแรมคืนกินหาย ถ้ายังไม่หายให้เอาขนานนี้ ท่านให้เอาโกฐเขมา โกฐเชียง โกฐหัวบัว โกฐพุงปลา เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนเข้าเปลือก เทียนเยาวภานี ดอกสัตบุษย์ ดอกบัวขม ดอกบัวเผื่อน ดอกลินจง ดอกจงกลนี ผลผักชีล้อม ผลผักชีลา แฝกหอม ผลกระดอม บรเพ็ด ขมิ้นอ้อย ขมิ้นเครือ กระจับบก แก่นขี้เหล็ก ยา ๒๓ สิ่งเอาส่วนเท่ากันต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย ยาชะโลมแก้เมื่อยขบขนานนี้ ท่านให้เอาใบขี้เหล็ก ใบผักเค็ด ใบน้ำเต้า ใบเงินใบทอง ใบหญ้านาง ดินประสิวขาว ดินสอพอง ยา ๘ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดทำแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าน้ำดอกมะลิสดก็ได้ ชะโลมหายดีนักได้ใช้มามากแล้ว ถ้าสัตรีมีครรภ์ได้ ๑๐ เดือน แลสัตรีผู้นั้นเปนคนบูราณมีชาติอันสูง เทพยดาจุติลงมาปฏิสนธิในครรภ์ผู้นั้น ถ้าเปนไข้ในอุทรสิ่งใดๆก็ดี ท่านให้ทำตามบูราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร์กลม ๓ ชั้น เอาแป้งคลึงท้องเศกด้วยคาถานี้ ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญ์จิจ์จ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สัจ์เจน โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพ์ภัส์ส ชาติยา ชาโต นาภิยํ สัม์ผัส์สานํ ปฏิฆาตาย อัพ๎ยาปัช์ฌปรมตายาติ แล้วจึ่งเอาแป้งคลึงท้องนั้นมาปั้นเปนรูปสิงห์ตัว ๑ รูปครุธตัว ๑ รูปแร้งตัว ๑ เอาผัก ๗ สิ่ง กับเครื่องมัจฉะมังสะ ทั้งปวง แล้วเอาแป้งหอมน้ำมันหอมประพรม เอาธูปเทียนจุดบูชาจงดี เมื่อจะบูชาให้ว่าคาถานี้ตามกำลังวัน

ปูรัต์ถิมัส๎มึ ทิสาภาเค สัน์ติ เทวา มหิท์ธิกา เตปิ ตุเม๎ห อนุรัก์ขัน์ตุ อาโรเค๎ยน สุเขน จ ภวตุ สัพ์พมังคลํ
รัก์ขัน์ตุ สัพ์พเทวตา สัพ์พ พุท์ธา นุภาเวน สทา โสตถี
รัก์ขัน์ตุ สัพ์พเทวตา สัพ์พ ธัม์มา นุภาเวน สทา โสตถี
รัก์ขัน์ตุ สัพ์พเทวตา สัพ์พ สังฆา นุภาเวน สทา โสตถี
ภวัน์ตุ เต

บูชาแล้วจึ่งเอาไปส่งทิศบูรพา ๓ วันหาย ถ้ายังไม่หายให้แต่งยาขนานนี้กิน ท่านให้เอาดอกบัวเผื่อน ชะเอมเทศ หมากสง จันทน์แดง จันทน์ขาว บดละลายน้ำนมโค น้ำดอกไม้ ก็ได้กินหายดีนัก ยาชะโลมขนานนี้ ท่านให้เอาจันทน์แดง จันทน์ขาว เชือกเขามวกแดง เชือกเขามวกขาว ชะลูด อบเชยเทศ ขอนดอก สน สัก กรักขี แก่นประดู่ เปลือกไข่เน่า เปลือกมะซาง เปลือกสันพร้านางแอ ดอกสัตบุษย์ ดอกบัวเผื่อน ดอกบัวขม ดอกลินจง ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิซ้อน ดอกมะลิลา ยา ๒๓ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ทำให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำดอกมะลิกินแลชะโลมแก้สาระพัดโรค ในครรภรักษาทั้งปวง ตั้งแต่เดือน ๑ ไปจนถึง ๑๐ เดือน เปนกำหนดที่สุดนั้น ถ้าเปนไข้สิ่งใดๆ ก็ดี ทั้งกินแลชะโลมหายสิ้น อย่าสงไสยเลย

( จบลักษณครรภรักษาแต่เพียงนี้ ให้แพทย์พึงรู้โดยสังเขป )


ปุน จปรํ บัดนี้ จะว่าด้วยลักษณะครรภ์วิปลาศ ต่อไปตามเรื่องดังนี้โดยสังเขป ปุ น จปรํ ยา อิต์ถี คัพ์ภมาธาเรยย เตโช สมุฏฐานํ กามวิตัก์กํ อุป์ปัน์นํ อุทรํ นปฏิสัน์ธิกํ วิตัน์ตรายํ สัต์ตา โหน์ตีติ (ยา อิต์ถี) หญิงจำพวกใด (อาธาเรย์ย) ทรงไว้ (คัพ์ภํ) ซึ่งครรภ์ (อุป์ปัน์นํ) อันบังเกิด (กามวิตัก์กํ) ซึ่งกามวิตกหนาไป (เตโชสมุฏ์ฐานํ) ด้วยไฟราคอันเปนสมุฏฐาน นั้นกล้านัก (สัต์ตา) สัตว์ทั้งหลาย (นปฏิสัน์ธิกํ) ก็มิอาจตั้งมูล ปฏิสนธิขึ้นได้ (วิตัน์ตรายํ) ก็มีอันตรายไปต่างๆ (โหน์ติ) ก็มี (อิติ) ด้วยประการดังนี้ (ยา อิต์ถี) หญิงพวกใดไม่ควรจะกินก็กิน (วิตัก์กาทิกํ) ซึ่งของอันเผ็ดร้อนเปนต้นต่างๆ (สุวิตาทิสํ) ซึ่งของอันจะให้ลงท้องเปนต้นต่างๆ (นานาวิสํ) คือ ยาที่จะให้แสลงโรคต่างๆ (อาโปสมุฏ์ฐานํ) เปนลักษณะแห่งธาตุน้ำกำเริบ (ตัส์ส ปุค์คลัส์ส) แห่งบุคคลผู้นั้นแล (กัป์ปวินาสํ) ก็มีอุปมาดังไฟประไลยกัลป์ อันจะพัดให้ฉิบหายเสียซึ่งสัตว์อันจะมาเอาปฏิสนธินั้น (อิมัส๎มึ คัพ์เภ) ในครรภ์แห่ง สัตรีนี้ (น ฐิตํ) ก็ไม่อาจตั้งมูลปฏิสนธิขึ้นได้ (อิติ) ด้วยประการดังนี้ (อปิจ) อนึ่งโสด (ยา อิต์ถี) สัตรีใด (โทสจิต์ตํ) มีจิตร์มากไปด้วยความโกรธ (ตุริตตุริตํ) ก็วิ่งไปมาโดยเร็ว (กทาจิ โกธัก์ขณํ) เมื่อขณะโกรธบางทีก็ทอดทิ้งซึ่งตัวเองลง (ปหาริยํ) ยกมือขึ้นทั้งสองประหาร (อัต์ตานํ) ซึ่งตนเอง (อปิจ) อนึ่งโสด (ขราทิยา) หญิงปากร้าย (อโทสกํ) มิรู้จักซึ่งโทษแก่ตน (ปริภาสนํ) ย่อมด่าตัดพ้อเปนอันหยาบช้า (สามิกํ) ซึ่งผัวแห่งตนก็ดี (อัญ์ญชนํ วา) ซึ่งผู้อื่นก็ดี (ปรกัป์ปโทสํ) เขาทำโทษคือว่าทุบถองตีโบยด้วย กำลังแรงนั้นต่างๆ สัตรีผู้นั้นก็เจ็บช้ำ (อุทรํ) ซึ่งครรภ์แห่งหญิงนั้น (ปตติ) ก็ตกไป (อิติ) ด้วยประการดังนี้ (อปิจ) อนึ่งโสด (ยา นารี) หญิงพวกใด (ธาเรย์ย) ก็ทรงไว้ (คัพ์ภํ) ซึ่งครรภ์ (อมนุส์โสวา) คือ ภูต ปิศาจ หากทำโทษต่างๆ (น ฐิโต) ครรภ์นั้นก็มิได้ตั้งขึ้น (สาต๎รคุเณน วา) บางทีต้องสาตราคม คุณไสยเขากระทำก็ดี (ปุต์ตํ) ลูก (อิมัส์มึ คัพ์เภ) อันอยู่ในครรภ์นั้น (ปัต์ตัน์เตว) ก็ตกไปแท้จริง (เอวํ) ด้วยประการดังนี้

( จบครรภ์วิปลาศทั้ง ๔ สถานโดยสังเขปแต่เพียงนี้ )


ปุน จปรํ ทีนี้จะว่าด้วยครรภ์ปริมณฑลต่อไปตามเรื่องดังนี้ ถ้าสัตรีผู้ใดมีครรภ์ตั้งแต่ได้ ๓ เดือน ขึ้นไปจนถึง ๑๐ เดือน แลเปนไข้ดุจกล่าวมาแต่หนหลัง จะแก้ด้วยสิ่งใดๆ ก็มิฟังท่านให้แต่งยาขนานนี้กิน โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐก้านพร้าว เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนเยาวภานี เทียนสัตบุศย์ ดอกสัตบุศย์ ดอกบัวเผื่อน ดอกบัวขม ดอกลินจง ดอกจงกลนี กฤษณา กะลำพัก ชะลูด ขอนดอก จันทน์แดง จันทน์ขาว สน กรักขี เทพทาโร สมุลแว้ง อบเชยเทศ รากสามสิบ ยา ๒๗ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ไข้ในครรภรักษาตลอดไปแต่ต้นจนปลายดีนัก

ภาคหนึ่งท่านให้เอา แก่นขี้เหล็ก แก่นสะเดา แก่นสน จันทน์แดง จันทน์ขาว รากหญ้านาง ผลมะขามป้อม ผลกระดอม บอระเพ็ด ผลมะตูมอ่อน หัวแห้วหมู ฝักราชพฤกษ์ ก้านสเดา ๓๓ ก้าน ยา ๑๓ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ครรภรักษาแลแก้ไข้เปนต่างๆ ให้จับให้ลงให้รากเปนโลหิต แลพิษโลหิตทำต่างๆ ถึงว่าคลอดแท้งลูก โลหิตทำให้ร้อนแลหนาว ให้ระส่ำระสายก็ดี ให้กินยานี้หายสิ้น ได้ใช้มามากแล้ว ถ้ามีครรภ์ให้ลงโลหิต ถ้าจะแก้ให้เอาสานส้ม พริกไทย ฝาง ขันทศกร ต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย ภาคหนึ่งเอากล้วยไม้ เข้าติดน่าตะโพน สานส้ม พริกไทย หน่อยหนึ่ง บดละลายน้ำมะงั่วกินเท่าผลพุดทราหาย ถ้ามีครรภ์ให้โลหิตตกทวารหนักทวารเบา ท่านให้เอาขิงแห้ง ชะเอม แก่นสนเทศ บดละลายน้ำสุรากินหาย ภาคหนึ่งท่านให้เอาเปลือกมะเดื่อดิน รากช้าพลู รากกล้วยตีบ ยา ๓ สิ่งนี้ทำเปน ๓ ส่วน เอาน้ำผึ้งส่วนหนึ่งบดกินเช้าหาย ภาคหนึ่งเอาขมิ้นอ้อย ไพล ผลผักชีล้อม บดละลายมูตร์โคกินหาย ถ้าไม่หายท่านให้เอาเปลือกมะม่วงคัน เปลือกพยอม (สามใบต่อ) รากทุงเทง ต้ม ๓ เอา ๑ กินจอกหนึ่งหาย ถ้ามีครรภ์ให้เปนบิด ท่านให้เอาเกสรบัวหลวง ผลทับทิมอ่อน เปลือกมะขาม ครั่ง บดละลายน้ำร้อนกินหาย ถ้าไม่หายเอาผลจันทน์หอม ๓ ผล ทะลายหมากดิบยา ๓ คืบ บดละลายน้ำสุรากินหาย ถ้าไม่หายให้เอาลูกบิดเท่าอายุ เอาเหล็กบิดไชลงที่ไม้สักสามรู แล้วบิดคลายออก เอาขุย ๑ ผลเบ็ญกานี เม็ดในมะกอก เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย ถ้าไม่หายเอาเม็ดในมะม่วงกะล่อน ๕ เม็ด สน สัก กรักขี กฤษณา ผลจันทน์เกาะ ผลเบ็ญกานี เปลือกปะโลง ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากันต้ม ๓ เอา ๑ เอาน้ำปูนใสเปนกระสาย ต้มกินหาย ยาชื่อมหาอุดมแก้บิดขนานนี้ ท่านให้เอาครั่ง ผลเบ็ญกานี สีเสียดเทศ ชันไม้ตะเคียน ขมิ้นอ้อย ผลจันทน์ ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากันทำเปนจุณแล้ว เอาใส่ในผลทับทิมสุม ไฟแกลบให้สุกแล้ว บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำปูนใส เอาน้ำผึ้งรำหัด กินหายดีนักได้ใช้มาแล้ว ถ้าหญิงมีครรภ์ได้ ๓ เดือน แลให้เปนบิดปวดมวนมูกเลือด เอาผลในมะกอกตำให้แหลก คางปลาช่อน ต้มกินหาย ถ้าหญิงมีครรภ์ได้ ๔ เดือน แลให้เปนบิดปวดมวนมูกเลือด ขนานนี้ท่านให้เอา จันทน์แดง จันทน์ขาว หว้านกีบแรด หว้านร่อนทอง สังกะระณี เนระพูสี ผลจันทน์ ดอกจันทน์ ผลเบ็ญกานี ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาผลตะบูนเท่ายาทั้งหลาย ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำผลพลับจีนกินหาย ยาชื่อกุมาระรักษาขนานนี้ ท่านให้เอาเทียนทั้ง ๕ ผลเบ็ญกานี ผลจันทน์ ดอกจันทน์ เนระพูสี ผลสาระพัดพิษ หว้านกีบแรด หว้านร่อนทอง จันทน์ทั้ง ๒ กะถินแดง รากไคร้เครือ ผลตะบูน สันพร้านางแอ ๓ ส่วน ผลตะลุมพุก ๔ ส่วน ตุมกาแดง ๕ ส่วน ยา ๒๙ สิ่งนี้ ทำให้เปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำจันทน์กินแก้บิด แลสมาน ลำไส้ รักษากุมารในครรภ์ไว้ แลแก้สัตรีโทษ แลอติสารครรภรักษาหายแล

ถ้าหญิงมีครรภ์แลให้ลงโลหิตก็ดี แลให้ตกหนอง เปนมูกเปนเลือดก็ดี ท่านให้เอา รากเท้ายายม่อม สน เอาสิ่งละ ๑ บาท ต้มด้วยสุราครึ่ง ๑ น้ำครึ่ง ๑ กินหาย ถ้าหญิงมีครรภ์ได้ ๗ เดือน ๘ เดือน แลกุมารในครรภ์นั้นไม่ไหวไม่ติง ไม่ดิ้นไม่รนเลย ถ้าจะแก้เอา แห้วสด กระจับสด เกสรบัวหลวง ดอกจงกลนี รากรักซ้อน รากสามสิบ เทียนเข้าเปลือก ขันทศกร ยา ๘ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำนมโคกิน กุมารในครรภ์ไหวตัวติงตัว ได้ดีนัก ภาคหนึ่งท่านให้เอา แห้วสด กระจับสด ชะเอมเทศ หญ้าเกล็ดหอยใหญ่ เปลือกสะเดา ยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดละลายน้ำนมโคกิน กุมารดิ้นรนได้ดีนัก

ภาคหนึ่งท่านให้เอา ดอกจงกลนี ดอกบัวหลวง รากขนาก ชะเอมเทศ ขันทศกร ยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดละลายน้ำนมโคกิน กุมารที่อยู่ในครรภ์นั้นเปนปรกติดี

ถ้าหญิงมีครรภ์แต่เดือน ๑ ไปจนถึง ๒ เดือน ๓ เดือน แลให้เปนพรรดึกแล้วให้จุก ให้แดกอก ก็ดี ถ้าจะแก้ท่านให้เอาเบ็ญจกระดอม แก่นขี้เหล็ก ต้ม ๓ เอา ๑ กินหายแล กล่อม กุมารในครรภ์มิให้เปนอันตรายดีนัก

ถ้าหญิงมีครรภ์ได้ ๔ เดือน ๕ เดือน แลให้ผูกเปนพรรดึกก็ดีเปนบิดก็ดี ถ้าจะแก้ท่านให้เอาผลเถาคันที่สุกนั้นมาล้างเอาเนื้อออกเสีย เอาแต่เมล็ดในห่อผ้าทุบให้แหลก แล้วแช่น้ำไว้คืนหนึ่ง แล้วจึ่งเอาหอยโข่งสดทั้งเปลือก มาต้มขึ้นกับเถาคันให้สุก แล้วจึ่งกินแต่ถ้วยน้ำชาหนึ่งหายแล

ถ้าหญิงมีครรภ์ได้ ๖ เดือน ๗ เดือน แล้วให้เปนพรรดึก ให้จุกเสียด ถ้าจะแก้ท่านให้เอา ไพล ใบสลอด ยา ๒ สิ่งนี้ เอาสิ่งละ ๑ บาท ขิงสด ๒ สลึง ต้ม ๓ เอา ๑ แล้วเมื่อจะกิน ให้เอาพริกไทย ๙ เม็ด กระเทียม ๓ กลีบ เกลือ ๓ เม็ด จันทน์หอมปรุงลง กินสักครู่หนึ่ง จึ่งบดใบพลูแก่ทาด้วยหายดีนัก

ถ้าหญิงมีครรภ์ได้ ๘ เดือน ๙ เดือน ๑๐ เดือน แลให้เปนพรรดึกก็ดี เปนบิดก็ดี ถ้าจะแก้ท่านให้เอา ดอกบัวน้ำทั้ง ๕ ดอกจำปา ดอกกระดังงา ยา ๗ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท เอาตรีกฏูก มหาหิงคุ์ ชะเอมเทศ ยา ๕ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท ตำเปนจุณบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำผึ้ง น้ำร้อน น้ำอ้อยก็ได เอาพิมเสนรำหัดกินหายดีนัก

ถ้าหญิงมีครรภ์แลกุมารนั้นดิ้นรนนัก ถ้ามิดังนั้นมารดากินของแสลง คือของร้อนแลเผ็ดเข้าไป กุมารนั้นจึ่งดิ้นรนนัก ถ้าจะแก้ให้ท่านเอายาชื่อว่ากล่อมนางนอนนั้นให้กิน ตั้งแต่ครรภ์ได้เดือน ๑ ไปจนถึง ๑๐ เดือน เปนกำหนด เพื่อจะมิให้ครรภ์เปนอันตรายด้วยพิษต่างๆ คือ อสรพิษขบเอาแม่ก็ดี แม่ออกทรพิษก็ดี หรือเปนฝีภายในทั้ง ๕ ประการก็ดี อันบังเกิดแก่หญิงซึ่งมีครรภ์อ่อนแลแก่ก็ดี พิษนั้นมากนักดุจกล่าวมานี้ ท่านให้แต่งยาชื่อว่ากล่อมกุมารขนานนี้ขึ้นไว้ให้กินหาย หวังจะกันซึ่งอันตรายในครรภ์ทั้งปวง แต่บรรดาที่จะเปนต่างๆ ให้ถึงซึ่งความฉิบหายนั้น ยาชื่อว่ากล่อมกุมารขนานนี้ ท่านให้เอาเทียนทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๙ เกสรบัวทั้ง ๕ รากไคร้เครือ สังกะระณี ชะลูด ขอนดอก ชะเอมเทศ น้ำประสานทอง จันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา กะลำพัก ผิวมะตูมอ่อน ชะมด พิมเสน ยาทั้ง ๓๒ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๒ สลึง แล้วทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้ เปนกระสายบดทำแท่งไว้ ถ้าจะแก้กระสับกระส่าย ละลายน้ำดอกไม้ ชะมด พิมเสน รำหัด กิน ถ้าจะแก้เชื่อม ละลายน้ำกฤษณากิน ถ้าจะแก้มูกเลือกละลายน้ำเปลือกแคแดงแซกฝิ่นกิน ถ้าลงหนักละลายน้ำกล้วยตีบกิน ถ้าจแก้เสมหะติดลำคอ ละลายน้ำมะแว้งเครือกิน ถ้าจะแก้ร้อนละลายน้ำดอกไม้ทั้งกินทั้งชะโลม แก้ในกุมารรักษาได้ทุกประการหายดีนัก ถ้าหญิงมีครรภ์แก่อยู่แล้ว กุมารดิ้นรน กระสับกระส่ายนัก แลให้ร้อนในอุทรเปนกำลัง ท่านให้เอาเปลือกมะตูมฝนด้วยน้ำปูนใสทาให้ทั่วท้อง แก้กระวนกระวายกุมารอยู่ในครรภ์นั้นก็เปนปรกติ

ถ้าหญิงมีครรภ์แก่แลคลอดบุตรนั้นยากนัก ท่านให้เอาขมิ้นอ้อย ๓ ชิ้น ฝานดังนี้ () สมอเทศ ๙ ผล สมอไทย ๙ ผล สมอพิเภก ๙ ผล เถาวัลย์เปรียงยาวคืบหนึ่ง ๓ ท่อน ใบมะกาเต็มกำมือ กลั้นใจตัดหัวตัดท้าย ต้ม ๓ เอา ๑ กินให้ลงไป ๒ เวลา ๓ เวลา บุตรนั้นคลอดง่ายสดวกดีนัก หญิงมีครรภ์บุตรไม่ออก ท่านให้เอาขี้เทา ลูกโคในท้อง ใบปีบบดทาฝ่าเท้า ถ้าบุตรคลอดแล้วให้เอาน้ำล้างยานั้นเสียโดยเร็ว ถ้าไม่ล้างไส้พุงจะขาดออกมา เปนยาเสดาะลูก ดีนัก ได้ใช้มาแล้ว

ยาชักมดลูก ขนานนี้ท่านให้เอา รากมะยมตัวผู้ รากส้มป่อย รากมะขามขี้แมว ใบขนุน ยางแสมเทล ต้ม ๓ เอา ๑ กินเปนยาชักมดลูกดีนัก ได้ใช้มามากแล้ว

ถ้าหญิงคลอดบุตรแลรก ขาดอยู่ในครรภ์นั้น ท่านให้เอายอดฝ้ายแดง ๗ ยอด พริกไทย ๗ เม็ด ขิง ๗ ชิ้น กระเทียม ๗ กลีบ บดด้วยสุรากินเปนยาเสดาะรก ดีนัก ได้ใช้มามากแล้ว

ถ้าหญิงมีครรภ์แลกุมารตายในครรภ์นั้น ท่านให้เอาโคนกล้วยตานีเน่า ผลฟักเขียว ผักแว่น เอาส่วนเท่ากัน บดพอก ท้องน้อยครู่หนึ่งบุตรจะตก ออกมา เปนยาเสดาะลูกตายในท้องดีนัก

ถ้าหญิงมีครรภ์แลให้เปนลมจับนิ่งไป ให้ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ให้หน้ามืดไปคนเรียกก็ไม่ได้ยิน ท่านให้แต่งยานัดถุ์ ขนานนี้ ให้เอาพริกไทยล่อน เปลือกไข่ฟัก ดีปลี เบี้ยตัวผู้เผาไฟ ใบหนาด เทียนดำ น้ำประสานทอง รังหมาร่า ชะเอม ข่าแห้ง อบเชยเทศ เอาสิ่งละ ๑ บาท กานพลู ๒ สลึง ขิงแห้ง ๑ บาท พิมเสน แมลงมุมตายซาก ๓๓ ตัว ยา ๑๕ สิ่งนี้ ทำให้เปนจุณแล้วจึ่งเอา ชะมดเชียง พิมเสนแซกบดให้เปนปรมาณู ไว้นัดถุ์แก้ลมอันชื่อว่า อุทรสุนทรวาต แลลมวาตภัคค์ แลลมอันชื่อว่าวาโยเนาวนารี ลมอันบังเกิดแก่สัตรีอันมีครรภ์ก็ดี ออกลูกแล้วก็ดี แลโลหิตตีขึ้นทำเพศต่างๆ ดุจดังปีศาจเข้าสิงอยู่ในตัวก็ดี ให้เอายาขนานนี้นัดหายยาขนานนี้ชื่อ ธนูกากะ กาย่อมกลัวธนูฉันใดก็ดี อันว่าลมโลหิตปีศาจทั้งหลายนั้นย่อมกลัวยาขนานนี้ดังกากลัวธนูฉนั้น

ถ้าหญิงมีครรภ์แลให้จุกให้เสียดให้รากแลให้ลงให้เหงื่อตกนักเพื่อลมอุทร วาต เปนป่วงลมก็ดี ถ้าจะแก้ท่านให้เอา เทพทาโรเกล็ดปลาช่อนเผาไฟ ใบพลวงเผาไฟ รากขัดมอน ผลจันทน์ ขิงสด กระเทียมกรอบ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๒ สลึง พิมเสน ๑ บาท ยา ๙ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำลูกจากกินหาย ยาชะโลมแก้เหงื่อตกท่านให้เอาก้ามปูทเล ผลถั่วภู ดินสอพอง ผิวมะตูมอ่อน เปราะหอม หว้านน้ำ พิมเสน ยา ๗ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ชะโลมแก้ตัวเย็นหายดีนัก

( จบลักษณะครรภปริมณฑลโดยสังเขปเพียงนี้ )


ตัส๎มึ อปรภาเค กุมารปฏิสัน์ธิกํ ทสมาเสสุ ปกติยา อนัน์ตราเยน เอกวาโต นาม กัม์มัช์ชวาโต นิก์เขโป โหติ ปัต์ตสีเส อุฏ์ฐายาติ (ตัส๎มึ ขเณ) ในขะณะนั้น (กุมาเร) ในเมื่อ กุมารกุมารีทั้งหลาย (ปฏิสัน์ธิกํ) มาเอาปฏิสนธิ (มาตุคัพ์กํ) ในครรภ์แห่งมารดา (อปรภาเค) อยู่จำเนียรกาลมาเมื่อน่า (อนัน์ตราเยน) หาอันตรายมิได้ (ปกติยา) ก็มีชีวิตรเปนปรกติอยู่ (อุทเร) ในอุทรแห่งมารดา (ยาว ทสมาเส) ตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้นตราบเท่าถ้วนทศมาศ คือ ๑๐ เดือนเปนกำหนด ตามธรรมดาประเพณี (เอกวาโต) ยังมีลมจำพวกหนึ่ง (กัม์มัช์ชวาโต นาม) ชื่อว่า กัมมัชชวาต (นิก์เขโป) ก็บังเกิดพัดกำเริบแห่งเส้นแลเอ็นที่รัดรึงตัวกุมารนั้นไว้ (ปัต์ตสีเส) ก็ให้กลับเอาศีร์ษะลงเบื้องต่ำ (นัก์ขัต์ตนิก์ขมํ) ฤกษยาม ดีแล้ว กุมารแลกุมารีทั้งหลายนั้นก็คลอดออกจากครรภ์แห่งมารดานั้น (ต้นฉบับเปนภาษาบาฬีอยู่กุลบุตรผู้มีปัญญาน้อยก็จะไม่เข้าใจ จึงแปลออกเปนภาษาไทยดังนี้) ในเมื่อกุมารแลกุมารีทั้งหลาย คลอดออกจากครรภ์แห่งมารดา อันจิตรคิดว่าจะแทนคุณแห่งมารดานั้น ก็เคลิ้มไปให้ลืมเสียสิ้น เพราะว่าสดุ้งตกใจกลัว ด้วยลุอำนาจแก่ลมกัมมัชชาวาตนั้น อุปไมย ดังบุรุษอันตกลงจากที่อันสูง โดยประมาณได้ร้อยชั่วบุรุษ อันความสดุ้งตกใจก็มีอุปไมยดังนั้น ถ้าจะอุปมา ความเจ็บนั้นฉันใดก็ดี ก็มีอุปไมยดังช้างสารตัวกล้าอันบุคคลขับไล่ให้ออกจากช่องดาล อันน้อยขัดมิได้ก็จำไปด้วยกำลังกลัวหมอแลควาน อันว่าความเจ็บปวดสุดที่จะพรรณา เหตุดังนั้น กุมารแลกุมารีทั้งหลายจึ่งบังเกิดโรคพยาธิต่างๆเพราะหมอผดุงครรภ์แล แม่มด ข่มขี่เอาด้วยกำลังแรง อันว่ากุมารแลกุมารีที่อยู่ในครรภ์นั้น กระดูกแลเส้นเอ็นยังอ่อนอยู่คลาดจากกันสิ้น ซึ่งว่าดังนี้ด้วยกุมารแลกุมารีเปนปุถุชน อันว่าประเพณีพระบรมโพธิสัตว์เจ้านั้น จะได้ลุอำนาจแก่ลมกัมมัชชวาต แลสดุ้งตกพระไทยไหวหวั่นนั้นหามิได้ แลเมื่ออยู่ในท้องมารดานั้นจะได้ทนทุกขเวทนาเหมือนปุถุชนนั้นก็หามิได้ ทรงนั่งผินพระภักตร์ออกสู่ประเทศอุทร แห่งสมเด็จพระพุทธมารดาพระพุทธองค์ทรงสมาธิดุจดังพระธรรมกถึก สำแดงธรรมเทศนาจบ แล้วแลลงจากธรรมาศน์ ฉนั้นพระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฐมจินดาร์นี้ ว่าแพทย์ผู้ใดจะพยาบาลรักษากุมารแลกุมารีสืบต่อไปเมื่อน่า ให้ดูกุมารแลกุมารีเมื่อแรกตกฟาก นั้นก่อน อันว่ากุมารแลกุมารีทั้งหลาย เมื่อลุอำนาจแก่ลมกัมมัชชวาต พัดให้กลับศีร์ษะลงเบื้องต่ำนั้น เมื่อกุมารแลกุมารีนั้นตกใจดิ้นเกลือกไปมือคว้าเท้าถีบฉีกสายรกนั้นให้ขาด เสียสิ้น อันว่าโลหิตในอุทรแห่งมารดา แลโลหิตในสายรกอันขาดออกนั้น กระจายออกอยู่ในอุทรประเทศ แห่งมารดานั้น ก็พลัดเข้าไปในปากแห่งกุมารแลกุมารีนั้นบ้าง แลออกตามช่องทวารของมารดานั้นบ้าง เหตุนั้นจึงว่าไว้ให้แพทย์พึงรู้ดังนี้ ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาคว่ำออกมาแลร้องขึ้น

อันว่ากุมารแลกุมารีทั้งหลายก็รากโลหิตที่อมอยู่นั้นออกมาจากปากประมาณ เท่า ฟองแดงไก่ ถ้าเปนดังนี้ท่านทายว่ากุมารแลกุมารีผู้นั้นเลี้ยงง่าย โรคนั้นเบาบางจะมิสู้มีตาน ทราง เลยจนโตใหญ่ ถึงจะมีมาก็ตามธรรมเนียมกุมารนั้น แม้จะมีโรคมาประการใดแพทย์จะรักษาก็ง่ายนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใด คลอดจากครรภ์แห่งมารดาหงายออกมาแล้วร้องขึ้น อันว่าโลหิตที่กุมารอมอยู่นั้น ก็เลื่อนเข้าไปในคอตกลงไปในอุทรแห่งกุมาร ท่านทายว่าเลี้ยงยากนักจะเกิดโรคต่างๆ เขม่า ตานทรางทั้งปวงจะบังเกิดมากนัก ถ้าแลค่อยวัฒนาการขึ้นก็จะบังเกิดโรคหิตแลฝีต่างๆ แล้วจะให้เปนตานทรางป้าง ม้ามกระสาย แลเปนท้องรุ้งพุงมาร เปนฝีภายในทั้ง ๕ ประการ ก็เพราะโทษโลหิตร้ายที่กุมารกลืนเข้าไปนั้น จึงให้บังเกิดโรคต่างๆดุจดังกล่าวมานี้ ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาตะแคงออกมาจะเปน เบื้องซ้ายหรือเบื้องขวาก็ตาม

อันว่าโลหิตที่กุมารอมอยู่นั้นก็พลัดเข้าไปได้บ้างตกออกมาบ้าง ท่านทายว่ากุมารนั้นจะเลี้ยงไม่ยากนักไม่ง่ายนักเปนปานกลาง โรคไภยจะเกิดเปนปานกลางมิพอเปนไรนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาแล้วแลตายด้านไปร้องมิออกได้ ถึงจะหงายจะคว่ำก็ดีจะตะแคงเบื้องซ้ายเบื้องขวาก็ดี ถ้าร้องมิออกได้แต่ว่ายังหายใจอยู่ ท่านให้พลิกตัวกุมารนั้นให้คว่ำลงเสียก่อน แล้วจึ่งแก้ให้ร้องขึ้น ถ้ายังร้องมิออกได้ ห้ามอย่าให้แม่มดรับก่อน ให้พ่นด้วยหัวหอมแลเปราะหรือไพลตามเคยนั้นเถิด ถ้าร้องขึ้นได้อันว่าโลหิตที่กุมารอมอยู่นั้นพลัดออกจากปากได้กุมารนั้นจึ่ง จะไม่สู้มีโรคดังกล่าวมาแต่หนหลังนั้น ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดอกจากครรภ์มารดานั้นยากนัก ให้ขัดขวางด้วยเหตุสิ่งใดๆก็ดี บางทีหมอผดุงครรภ์แม่มดมิได้รู้จักกำหนดแห่งกุมารนั้นจะคลอดเมื่อใด ประการหนึ่งไม่รู้ผันแปรแก้ไขในการกุมารนั้นเลย ก็ข่มเหงเอาออกมาด้วยกำลังแรงของตน กุมารนั้นคลอดโดยขัดขวางแลคอกุมารนั้นเคล็ดแคลง บางทีกุมารนั้นกระทบลงกับฟากก็มีบ้าง แลกุมารผู้นั้นเมื่อค่อยวัฒนาการขึ้นมาก็มักเปนฝีที่คางที่ฟองดันแลที่คอฝี ทั้ง ๓ ประการนี้ย่อมเปนแต่ยังเด็กก็มี บางทีอายุได้ ๑๕, ๒๐, ๓๐, ปี แล้วจึ่งเปนก็มี แลให้เปนฝีเอ็น ฝีประคำร้อย , ฝีคัณฑมาลา , ฝีทั้ง ๓ ประการนี้ย่อมเปนด้วยกระทบช้ำชอกมา แต่เมื่อคลอดจากครรภ์มารดานั้น ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใด คลอดจากครรภ์มารดาได้ ๗ วันนั้น ถ้าจะใคร่รู้ว่ากุมารนั้นจะเลี้ยงง่ายหรือยาก ท่านให้ดูเมื่อได้ครบ ๗ วันนั้น ถ้าเห็นสีที่ยอดอกแห่งกุมารนั้นแดงดังดอกสัตบุษย์ แลดอกตะแบกช้ำ บางทีเปนสีควันเทียนทั้ง ๓ อย่างนี้ ถ้าเห็นสีใดสีหนึ่งก็ดี แลโตประมาณเท่าใบพุดทรานั้น ท่านทายว่ากุมารนั้นจะเลี้ยงยากนัก ถ้าเห็นสีดังหม้อใหม่ ท่านทายว่ากุมารนั้นจะเลี้ยงเปนปานกลาง ถ้าเห็นสีดังหม้อใหม่อ่อนๆท่านทายว่ากุมารนั้นจะเลี้ยงง่ายนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๓ วัน ท่านให้ดูที่นาภีพ้นสะดือขึ้นมาถึงยอดอก ถ้าเห็นเปนแผ่นอยู่เท่าใบพุดทราแลใบมะขามก็ดี ท่านว่าให้เกรงลมอันชื่อว่าสุนทรวาต ใน ๓ สัตตาหะ หรือสัปดาหะ คือใน ๒๑ วันข้างน่าไป ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเปนดังกล่าวมานี้ ถึงแก้ไว้รอด ไปเมื่อปลายมือก็เปนต่างๆ ถ้าจะแก้ให้แก้ด้วยยาทุเลา ถ้าจะถ่ายยาเพื่อแผ่นเสมหะที่บังเกิดในอุทรนั้น ให้กระจายเสียให้ได้จึ่งจะคลายโรคนั้น ถ้าแลมิฟังแลแผ่นเสมหะนั้นใหญ่ขึ้นกว่าเก่า ให้แพทย์พึงรู้วาใน ๓ สัตตาหะ คือ ๒๑ วันจะไม่รอดถ่ายเดียว ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเปน ดาลเสมหะอยู่ข้างอุระเบื้องขวา ถ้าเปนดังกล่าวมาแต่หลังนั้น ท่านว่ากุมารนั้นมักดูสูง กินเข้าดื่มนมมักอาเจียรแลให้อุจจาระปัสสาวะเหลืองดังนี้ เปนกำเนิดแห่งกองลมวาตภัคค์ ถ้าแลแผ่นเสมหะยังค้างอยู่ จักทำให้กายนั้นซูบผอม ถ้าแลแผ่นเสมหะนั้นเติบขึ้นกว่าเก่า จักทำให้ลงท้องขึ้นแล้วจะให้ชักเท้ากำมือกำตาช้อนดูสูง แล้วจะให้เชื่อมให้มึนเมื่อยหอบ แลให้อาเจียรกินเข้าดื่มนมไม่ได้ ถ้าแลกุมารกุมารีผู้เปนดังนี้ท่านว่าจะรอดส่วน ๑ จะไม่รอด ๒ ส่วน ถ้าแลตัวร้อนเปนเวลาให้ชักเท้ากำมือกำตาช้อน ดูสูง เปนดังกล่าวมานี้ท่านว่าไม่รอดเลยถ่ายเดียว ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใด แรกคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๗ วัน ๑๑ วัน ๑๕ วัน ๒๑ วันนั้น แลให้ขอบตาเขียวนอนมักสดุ้ง ตาช้อนดูสูง ให้ชักเท้ากำมือกำ หลังแข็งท้องขึ้นลิ้นกระด้างคางแข็ง ท่านว่ากำเนิดลมสุนทรวาต แลลมวาตภัคค์แลสะพั้นไฟ ซึ่งมาว่าทั้งนี้เพราะกุมารอมก้อนโลหิตแห่งมารดาออกมาแล้วกลืนเข้าไป จึ่งบังเกิดโทษนั้นต่างๆ ถ้าแลกุมารกุมารีเปนดังกล่าวมานี้ทายว่าจะตาย ๑๐ ส่วน จะรอดสักส่วน ๑ อย่าสนเท่ห์เลย ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาแล้วแลกำเนิดอันจะเปนเหตุที่จะให้ บังเกิดโรคต่างๆนั้น คือสำรอก ๗ ครั้ง เมื่อรู้ชันคอนั้นครั้ง ๑ เพราะเส้นเอ็นนั้นไหว ทรางจึ่งพลอย ทำโทษเอาครั้ง ๑ เมื่อรู้นั่งกระดูกสันหลังคลาดทรางจึ่งพลอยทำโทษครั้ง ๑ เมื่อรู้คลานนั้นเพราะว่าตะโพกแลเข่านั้นเคลื่อนทรางจึ่งพลอยทำโทษครั้ง ๑ เมื่อดอกไม้ (คือฟัน) ขึ้นทรางจึ่งพลอยทำโทษครั้ง ๑ เมื่อรู้ย่างเพราะว่ากระดูกทั้ง ๓๐๐ ท่อนนั้นสะเทือนไหว แลเส้นเอ็นกระจายสิ้น ท่านว่าสำรอกกลางทรางก็พลอยทำโทษครั้ง ๑ เมื่อรู้ยืนรู้ย่าง เพราะว่าไส้พุงตับปอดนั้นคลอน ท่านว่าสำรอกใหญ่ให้ระวังจงดีเถิด ทรางก็พลอยทำโทษครั้ง ๑ ซึ่งว่ามาทั้งนี้ธรรมดาวิไสยมนุษย์ทุกๆคน มิได้เว้นเลย เหตุดันี้ท่านจึ่งประกาศสรรพคุณยา ไว้ให้กุมารกินเปนยาประจำท้องทุกเดือน หวังจะกันเสียซึ่งสำรอกแลตาน ทรางตามประเพณีดุจดังกล่าวมานี้

ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใด คลอดจากครรภ์มารดาได้เดือน ๑ ท่านให้เอา ใบกระเพรา ใบเสนียด ใบตานหม่อน บรเพ็ด บดละลายน้ำท่า ให้กินประจำท้องกันสำรอกเด็กในเดือน ๑ ดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๒ เดือน ท่านให้เอาใบคนทีสอ ใบเสดา ใบผักขวง ใบขอบชะนางแดง บรเพ็ด บดละลายน้ำร้อนให้กินเปนยาประจำท้อง กันสำรอกใน ๒ เดือน ดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๓ เดือน ท่านให้เอาใบสวาด ใบขอบชะนางขาว ใบกระพังโหม บรเพ็ด บดละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๓ เดือนดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๔ เดือน ท่านให้เอาผักกระเฉด ใบทับทิม ใบตานหม่อน ใบเสนียด บรเพ็ด บดละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๔ เดือนดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๕ เดือน ท่านให้เอาใบผักคราด ใบหญ้าใต้ใบ ใบกระทืบยอด ใบกระพังโหม บรเพ็ด บดละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๕ เดือนดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๖ เดือน ท่านให้เอาใบฝ้ายแดง ใบกระทุ่มนา ใบของชะนางแดง ใบหนาด บดทำแท่งละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๖ เดือนดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๗ เดือน ท่านให้เอาใบนมพิจิตร์ ใบมะกล่ำเครือ ใบสมอพิเภก ขมิ้นอ้อย บรเพ็ด บดทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๗ เดือนดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๘ เดือน ท่านให้เอาใบมะเดื่อ ใบพิมเสน ไพล ขมิ้นอ้อย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๘ เดือนดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๙ เดือน ท่านให้เอาใบมะขวิดอ่อน ใบสะแก ไพล ขมิ้นอ้อย บรเพ็ด บดทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๙ เดือนดีนัก ถาแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๑๐ เดือน ท่านให้เอาใบคนทีสอ ใบคนทีเขมา ขมิ้นอ้อย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อน ให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๑๐ เดือนดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๑๑ เดือน ท่านให้เอาใบเสนียด ใบผักคราด ใบปีบ ใบระงับ ใบขี้กาแดง ใบขี้กาขาว ใบโคกกะออม ใบขี้เหล็ก ใบสะเดา ไพล กระทือ ตรีกระฏุก บดทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๑๑ เดือนดีนัก ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๑๒ เดือน ท่านให้เอาใบเทียนย้อมมือกำมือ ๑ ขมิ้นอ้อย บรเพ็ด ใบมะคำไก่ ใบหนาด ใบคนทีสอ ตรีกระฏุก ไพล ขิง การะบูร เม็ดผักกาด กระเทียม หอม สานส้ม ดินประสิวขาว บดทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อนให้กินประจำท้องกันสำรอกใน ๑๒ เดือนดีนักอย่าสงไสยเลย

ถ้าแลกุมารสำรอกให้สอึก ท่านให้เอาเข้าตอก เกลือบดละลายน้ำมะงั่วกินหาย ถ้าแลกุมารสำรอกให้เปนหวัดก็ดีลงท้องก็ดี ท่านให้เอาแมลงมุมตายซาก ๗ ตัว หางนกยูงเผาไฟ เปรียง พระโค บดละลายน้ำร้อนกินหาย ถ้าแลกุมารสำรอกให้ลงแลราก ท่านให้เอาลูกมะตูมอ่อน ผักเสี้ยนผี ใบคนทีสอ ต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย ถ้าแลกุมารสำรอกเท่าใดๆก็ดี ท่านให้เอาเปลือกมะขามยาวคืบหนึ่งต้มด้วยน้ำอ้อยแดง ต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย ถ้าแลกุมารให้ลงท้องนัก ให้เอาไม้วัดแต่สะดือกุมารนั้นลงไปถึงปลายเท้า แล้วจึ่งเอาไม้ไปวัดต้นมะขามตั้งแต่พื้นดินขึ้นไป แล้วจึ่งทำเคล็ดกลับไม้เสียแล้วจึ่งถากย้อนขึ้นไป แต่พันปลายไม้นั้น ๑ พริก ๗ เม็ด ขิง ๗ ชิ้น กระเทียม ๗ กลีบ บดละลายน้ำเหล้ากินหายดีนัก

ถ้ากุมารเลี้ยงยากท่านให้เอาดอกชุมเห็ดเทศ ขมิ้นอ้อยบดทา ตัวกุมารดีนัก ภาค ๑ ท่านให้เอาไพล ๓ ชิ้น พริกไทย ๓ เม็ด บดแล้วจึ่งเสกด้วยคาถานี้ สัพ์เพ เทวา ปิสาเจว อาฬวกาทโยปิ จ ขัค์คํ ตาลปัต์ตํ ทิส๎วา สัพ์เพ ยัก์ขา ปลายัน์ติ แล้วพ่นกระหม่อม ทารักแร้ ทาท้องน้อย แล้วจึ่งทำยาผูกข้อมือ กันสาระพัดตานทรางทั้งปวง ท่านให้เอาหญ้าพันงูแดง ขุดเมื่อตวันเที่ยงทั้งต้นทั้งราก หว้านน้ำแดง ขอบชะนางแดง โกฐสอ บดปั้นเปนลูกประคำ ตากให้แห้ง แล้วเสกด้วยคาถานี้ ๑๘ คาบ กลิยเค ฯลฯ ปลายัน์ติ แล้วจึ่งเอาผูกข้อมือกุมารเลี้ยงง่าย กันสาระพัดโรคทั้งปวงดีนัก ภาคหนึ่งยาทากระหม่อม ท่านให้เอาคราบงูเห่า คราบแมลงมุม ไพล ขมิ้นอ้อย บดทากระหม่อม แล้วให้ทาหัวนมมารดากุมารนั้นด้วยดีนัก ภาคหนึ่งยาทาตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งปวงแลจะเปนไข้อภิฆาฎ ก็ดี ปักกะมิกาพาธก็ดี ท่านให้เอาใบมะขวิด คราบงูเห่า หอมแดง สาบแร้ง สาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง บดทำแท่งไว้ละลายน้ำนมโคทาตัวกุมาร ชำระมลทินโทษทั้งปวงดีนัก

ยาชื่อว่าวินาศพิษขนานนี้ ท่านให้เอาใบน้ำเต้า ใบหนาด ใบผักเค็ด ใบระงับ ใบสมี ขมิ้นอ้อย พริก ขิง เบี้ยตัวผู้เผาไฟ ๓ เบี้ย แมลงมุมตายซาก ๓ ตัว รังหมาล่าเผาไฟ ลำพันยาทั้งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ เมื่อทำยา ๒ ขนานนี้แล้วท่านให้เสกด้วยพระคาถานี้ ๗ คาบ วิท์ธคาโม มหาราชา กุม์ภัณ์ฑยัก์โข มหาราชา วา ภูตปิสาจเทวานุภาเวน กุมาเร จ สุราคณา ภูต ปิสาจยัก์ขคณา เทวา อาคัจ์ฉัน์ตุ เอหิ เอหิ แล้วจึ่งฝนทาตัวกุมารทั้งปวง หาไภยอันตรายทั้งหลายทั้งปวงมิได้เลย

( จบลักษณะครรภ์ประสูตร โดยสังเขปแต่เพียงนี้ )

 


ทีนี้จะกล่าวสรรพยาสำหรับรักษากุมารต่อไปดังนี้ ยาชำระลำไส้ ข้างในมิให้ทรางบังเกิดขึ้นมาได้ ขนานนี้ท่านให้เอาใบสวาด ใบคนทีสอ ใบกระเพรา ใบมะตูม ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาใบสลอดเท่ากับส่วนยาทั้งหลาย แต่ใบไม้ทั้งนี้ให้นึ่งเสียก่อน แล้วเอาขมิ้นอ้อย ไพล บดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินตามกำลัง ถ้าจะให้ลงให้มาก ละลายน้ำใบกระเพรากิน แล้วจึ่งแต่งยาชำระนอกลำไส้ให้กินต่อไปดังนี้ ยาชำระนอกลำไส้ขนานนนี้ท่านให้เอาใบไคร้หอม ใบสวาด ใบกระเพรา ใบจิงจ้อ ยาทั้งนี้ ตำเอาน้ำสิ่งละ ๑ จอก แล้วเขี้ยวให้ข้นดีแล้ว จึ่งเอายาดำ ๑ สลึง ใส่ลงกวนด้วยกัน แล้วจึ่งเอามาปั้นเปนเม็ดเท่าลูกเดือย ละลายน้ำร้อนกินตามกำลัง เด็กอายุแต่เดือน ๑ ขึ้นไปถึง ๗ ขวบให้กิน เนื้อหนังบริบูรณ์งาม แลให้เจริญอ้วนพีชำระโรคทั้งปวงแต่บรรดาที่เกิดนอกลำไส้นั้น มักทำเปนรังเปนเยื่อไย แลเปนเมล็ดมะเขือติดเสมหะติดโลหิตก็ดี จึ่งทำให้ปวดมวนแลเปนไข้สบัดร้อน ยาขนานนี้ดีนัก แล้วจึ่งแต่งยาขนานนี้ให้กินต่อไป ท่านให้เอาขมิ้นอ้อย ลูกเบ็ญกานี ใบสวาด ยอดสะแก ใบฝ้ายแดง ใบเทียน ใบทับทิม ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน ให้เอาใบกระเพราเท่ากับยาทั้งหลาย บดทำแท่งไว้กินตามกำลัง ถ้าให้ปวดให้มวนนักแซกดีงูเหลือมกินหาย แล้วจึ่งแต่งยาชื่อว่าประสะ กระเพรานั้นให้กินต่อไป

ยาชื่อว่าประสะกระเพราขนานนี้ ท่านให้เอาตานดำ ลูกตานขะโมย เปลือกสันพร้านางแอ ไคร้เครือ เปลือกตะขบ ไพล ขมิ้นอ้อย หญ้าใต้ใบ สมอทั้ง ๓ จันทน์ทั้ง ๒ เทียนเยาวภานี น้ำประสารทอง สานส้ม ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน กระเพราเท่ากับยาทั้งหลาย ยา ๑๗ สิ่งนี้ทำให้เปนจุณเอาสุราเปนกระสายบดปั้นเปนแท่งไว้ เมื่อจะกินแซก ดีงูเหลือมรำหัดพิมเสน กินแก้พิษตานพิษทราง ชูไฟธาตุ แลขับชีพจร ให้เดินสดวก ถ้าจะกินประจำท้องไปทุกวันกินเข้าได้ เมื่อเด็กท้องขึ้น ถ้าจะให้ระบายลม ละลายน้ำ ใบกระเพรากิน ถ้าตกมูกตกเลือด ละลายน้ำจันทน์ทั้ง ๒ กินถ้าไข้ให้ตัวร้อนเปนเวลา ละลายน้ำสมอพิเภกกิน ถ้าทรางทำพิษขึ้นให้สลบละลายน้ำดีตะพาบน้ำกินหายดีนัก

ยาชื่อเบ็ญจตานขนานนี้ท่านให้เอา รากตานหม่อน รากตานเสี้ยน รากตานดำ รากตานขะโมย รากตานโตนด จันทน์ทั้ง ๒ ไคร้เครือ เปลือกสันพร้านางแอ พิศหนาด เอาสิ่งละ ๑ บาท ลูกจันทน์ ๒ สลึง ยา ๑๑ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ ถ้าจะกินเช้าละลายดีงูเหลือมรำหัด ถ้ากินกลางวันละลายน้ำดอกไม้กิน ถ้ากินเย็นละลายน้ำจันทน์กิน ถ้าจะแก้ตัวร้อนชะโลมก็ได้ ถ้าจะให้ระบายลมให้แบ่งยาออกเสียกึ่งหนึ่งแล้วจึ่งเอา ใบสวาด ใบสลอด ยา ๒ สิ่งนี้นึ่งเสียก่อนแล้วประสมเท่ายาทั้งหลาย บดละลายน้ำมะขามเปียกกินทุเลาดีนัก ให้แพทย์ทั้งหลายที่มีปัญญายักย้ายเอาตามคัมภีร์ที่ควรกันกับโรคนั้นเถิด

ยาทุเลาแก้กุมารท้องขึ้นเช้าขนานนี้ท่านให้เอา ใบคนทีสอ ใบกระเพรา ใบผักคราด ใบผักเสี้ยนผี ใบตานหม่อน ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู มหาหิงคุ์ ยาดำ พริก ขิง ดีปลี รงทอง ยา ๑๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันทำเปนจุณ เอาน้ำข่าเปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายน้ำร้อนกิน แก้กุมารท้องขึ้นเช้าดีนัก ยาแก้กุมารท้องขึ้นขนานนี้ ท่านให้เอายาดำ ใบตานหม่อน ใบสวาด ใบชุมเห็ด เอาสิ่งละ ๒ สลึง เทียนขาว กระวาน กานพลู ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เอาสิ่งละ ๑ สลึง เนระภูสี ดีปลี หญ้าใต้ใบ เอาสิ่งละ ๑ สลึง มหาหิงคุ์หนัก ๑ บาท ใบกระเพรา ๒ บาท ยา ๑๔ สิ่งนี้ ทำเปนจุณ เอาน้ำข่าเปนกระสายบดทำแท่งไว้เท่าเม็ดนุ่น ถ้าเด็กอายุเดือน ๑ ให้กินเม็ด ๑ ให้กินตามอายุเด็กดีนัก

ยาชื่อทั้งขึ้นทั้งล่องขนานนี้ท่านให้เอา พริกไทย ขิง ดีปลี กระเทียม น้ำประสานทอง เอาสิ่งละ ๑ สลึง ชะเอม มหาหิงคุ์ ยางโพ เอาสิ่งละ ๑ บาท เกลือสินเธาว์ ๑ เฟื้อง ผิวมะกรูด ๒ บาท ๒ สลึง ใบกระเพรา ๑ ตำลึง ๑ บาท ๑ สลึง ๑ เฟื้อง ยา ๑๐ สิ่งนี้ ตำให้ละเอียดเอาสุราเปนกระสาย บดทำแท่งไว้เท่าเม็ดพริกไทย กินตามกำลัง ละลายน้ำร้อนก็ได้น้ำใบกระเพราก็ได้ ดูตามโรคขึ้นหรือล่อง นั้นเถิด ได้เคยใช้มาแล้วดีนัก

ยาทาท้องให้ระบายลม ท่านให้เอายาดำ มหาหิงคุ์ รงทอง ฝักราชพฤกษ์ มะขามเปียก ไพล ขมิ้นอ้อย น้ำประสานทอง บดละลายตั้งไฟให้อุ่นทาท้องดีนัก

ยาแก้หละแลแก้ทรางทั้งปวง ซึ่งทำให้ลงท้องแลท้องขึ้นนั้น ท่านให้เอาผักโหมหนามทั้งต้นทั้งราก หญ้าพันงูแดง ทั้งต้นทั้งราก ยาทั้ง ๒ สิ่งนี้ขั้วให้เกรียม เอาน้ำปูนใสเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสแซกพิมเสนกินก็ได้ ทาปากก็ได้ได้ใช้มาแล้ว

ยากวาดถอนเสมหะ ในคอเด็ก ท่านให้เอา กำมะถันแดง เม็ดในมะนาว กระเทียม รากมะยงคุ์ป่า น้ำประสานทอง ดีจรเข้ ยา ๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกวาด เด็กให้อาเจียร ถอนเสมหะในทรวงอกดีนัก ได้ใช้มาแล้วอย่าสงไสยเลย

ยาแก้ลมทราง ๗ จำพวก อันเกิดประจำทรางทั้ง ๗ วัน แลแก้ลมชื่อว่าสุนทรวาตนั้นเปนต้นตั้งขึ้นแต่สะดือแลท้องน้อย ให้ปวดท้องแลท้องขึ้นก่อน แล้วให้ลงท้องให้หลับตา ให้ชักเท้ากำมือกำ ให้ท้องแลหน้าเขียว ถ้าจะแก้ท่านให้เอา พิมเสน การะบูร ผิวมะกรูด เอาสิ่งละ ๑ บาท มหาหิงคุ์ ๒ บาท ใบหนาด กระเทียม พริกไทย ขิง เอาสิ่งละ ๑ ตำลึง ยา ๘ สิ่งนี้ตำให้ละเอียด บดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกิน แก้ลมจุกเสียดขบแทงแลลมอิริ้น ลมทราง ทั้งปวงหาย ภาคหนึ่งยาแก้ลมสุนทรวาต แลลมทรางทั้ง ๗ วันนั้น ท่านให้เอา พริกไทย ขิง ดีปลี กระเทียม หว้านน้ำ ผิวมะกรูด ไพล มหาหิงคุ์ ยาดำ การะบูร เอาสิ่งละ ๑ บาท ใบกระเพราเท่ายา ทั้งหลาย ยา ๑๑ สิ่งนี้ตำให้ละเอียด บดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะกรูดกิน ถ้าจะแก้ท้องขึ้นละลายน้ำปูนใสก็ได้ แล้วจึ่งแซก รง เจ็ดตพังคี ทาท้องหายดีนัก ภาคหนึ่งท่านให้เอา สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม สิ่งละ ๑ สลึง ลูกโหรพา ลูกผักชี สีเสียด ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู จันทน์เทศ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ลูกเบ็ญกานี ๓ สลึง ยา ๑๒ สิ่งนี้ตำให้ละเอียดบดทำแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสแซกดีงู ฝิ่นขมิ้นชันกินแก้ลม ซึ่งทำให้ลงท้องนักหายแล ภาคหนึ่งยาต้ม ท่านให้เอาหญ้าลูกเคล้าเปลือกแทงทวย ใบเทียน ใบทับทิม กระทือ ไพล ข่า ขมิ้นอ้อย หัวหอม ยา ๙ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาเหล้าครึ่ง ๑ น้ำท่าครึ่ง ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ กินหายดีนัก

อนึ่ง ถ้าทรางแดง ขึ้นหัวตับ ให้ลงเปนโลหิต ๔ วัน ๕ วัน ก่อนแล้วให้ไอเปนกำลัง ให้ตาเหลืองให้เจ็บเปนเวลาแล้วตับหย่อนลงไปชายโครงข้างขวา ถ้าจะแก้ท่านให้เอาผลเบ็ญกานีส่วน ๑ กระเทียม ๒ ส่วน ฝางเสน ๓ ส่วน บดทำแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสกินตามกำลังหาย ยาพอก ชายโครงให้ตับนั้นหดขึ้นไป ท่านให้เอา หน่อไม้ เขม่าเหล็ก ปูนขาวแต่น้อย บดพอก ๓ วันหาย ถ้ายังไม่หดสนิท ให้แต่งยาขนานนี้กินท่านให้เอา ตรีผะลา มะขามป้อม รากไอ้เหนียว รากเล็บมือนาง เปลือกไข่เน่า หัวแห้วหมู ผลมะตูมอ่อน ฝักราชพฤกษ์ เกสรบัวหลวง ดอกบุนนาค ยาดำ สานส้ม เอาสิ่งละ ๑ บาท เทียนดำ เทียนขาว น้ำประสานทอง เอาสิ่งละ ๒ สลึง ผลขี้กาแดงผ่า ๒ เอา ๑ บรเพ็ด ๓ องคุลี ขมิ้นอ้อย ๓ ชิ้น ใบกระเพราหนัก ๓ ตำลึง ๓ บาท ๒ สลึง เอาสุราส่วน ๑ น้ำท่า ๒ ส่วน ต้ม ๓ เอา ๑ กินหายดีนัก ได้ใช้มาแล้วอย่าสงไสยเลย

( กล่าวตั้งแต่ครรภทวารกำเนิดไปจนถึงที่สุดแห่งครรภประสูตร์ จบบริบูรณ์โดยสังเขป )

 


พระคัมภีร์ประฐมจินดาร์ผูก ๑ ปริเฉท ๓ ว่าด้วยลักษณะกุมารทั้งหลาย กุมารออกจากครรภ์ ฝังรกแห่งกุมาร กุมารอยู่ในเรือนเพลิง โดยสังเขป

ปุน จปรํ ลำดับนี้ พระอาจารย์เจ้าจะกล่าวถึงกุมารแลกุมารีคลอดออกจากครรภ์มารดานั้นต่อไป ลักษณะเมื่อกุมารคลอดออกตั้งแต่วัน ๑ ไปจนถึงเดือน ๑ เมื่อยังอยู่ในเรือนไฟมารดามักบังเกิดเปนอันตรายต่างๆ ในเรือนไฟ ก็เปนด้วยโลหิตพิการต่างๆคือโลหิตตีขึ้นเปนต้น คือให้นอนอังไฟไม่ได้เปนปริโยสาน ถ้าแลเปนดังกล่าวมานี้ ท่านห้ามว่าอย่าให้กุมารผู้นั้นกินนมเลย เพราะโทษน้ำนมนั้นดิบ อนึ่งโทษโลหิตกับน้ำนมน้ำเหลืองนั้นระคนกันเข้าอยู่ ครั้นให้กุมารกินเข้าไป ก็จะบังเกิดโรคต่างๆดุจดังกล่าวมานี้ เมื่อกุมารอยู่ในเรือนไฟนั้นให้เปนเขม่า ครั้นหล่นลงแล้วก็เข้าจับหัวใจแลทรวงอก จะทำให้สีปากแดงดุจดังสีชาดไปทาน้ำรักอันเปียก แลชาดนั้นก็จะดำเปนสีลูกหว้า แลทรางอันหล่นลงมาเข้าท้องนั้น ก็เข้าจับเอาหัวตับ ครั้นออกจากเรือนไฟได้ ๒ วัน ๓ วันก็ดี ได้เดือนหนึ่งสองเดือนก็ดี เขม่านั้นจึงหล่น ในเมื่อสิ้นเขม่าแล้วทรางจึงบังเกิดขึ้นเพราะเส้นเอ็นทั้ง ๓๐๗ เส้นเปนสายโลหิตแห่งมารดาอันรัดรวบกันอยู่ที่หัวนมกุมารบริโภคเข้าไปจึงเปน โรค แลสัตรีบางจำพวกหาอันตรายในเรือนไฟนั้นมิได้ หากว่าสายโลหตินั้นวิปริตเอง ชื่อว่าเบ็ญจสัตรี มีตัวพยาธิกินอยู่เปนเจ้าเรือนแห่งตน คือ กินอยู่ในหัวใจ ในตับ ในปอด ในนาภี แลทรวงนม กิมิชาติ์ ทั้ง ๕ จำพวกนี้ ย่อมกระทำให้อกแห้ง มีตัวดังตัวด้วงปากนั้นดำแหลม ตัวนั้นขาวสมมุติว่างานม กุมารทั้งหลายบริโภคนมดังนี้ จึ่งบังเกิดโรคพยาธิต่างๆ ให้แพทย์พึงรู้ดุจดังกล่าวมานี้เถิด
ปุน จปรํ ลำดับนี้พระอาจารย์เจ้าจะกล่าวด้วยลักษณะฝังรกกุมารนั้นสืบไป ถ้าสัตรีผู้ใดคลอดบุตร์แล้วได้ ๑ วัน ๒ วัน ๓ วันก็ดี ท่านห้ามว่ายังไม่ให้ฝังรกกุมารนั้น เพราะว่าพราย กุมภัณฑ์ จะหอมกลิ่นแลจะมากิน ครั้นกินแล้วจะลามเข้าเอาตัวมารดา จะทำให้เปนอันตรายต่างๆต่อไป ท่านกำหนดไว้ให้ฝังรกนับตั้งแต่ได้ ๗ วันขึ้นไปจนถึงเดือน ๑ จึ่งให้ฝัง เมื่อจะฝังรกนั้น ท่านให้เอาแป้งหอมน้ำมันหอม เข้าตอกดอกไม้ กฤษณาจวงจันทน์ ธูปเทียนบูชาบวงสรวงแก่เทพยาเดินหน แลบูชาพฤกษเทวดา ภูมิ์เทวดา แลเทวดาทั้งนี้ให้นมัสการเสียก่อนแล้วจึ่งฝังราก ตามตำราซึ่งท่านกล่าวไว้ดังนี้เถิด ถ้าแลบุคคลผู้ใดจะฝังรกกุมารในเดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ ทั้ง ๓ เดือนให้ฝังทิศหรดี กุมารนั้นจึ่งจะมีอำนาจ ท่านห้ามไม่ให้ฝังทิศทักษิณ กุมารนั้นจะเปนอันตราย ถ้าแลบุคคลผู้ใดจะฝังรกกุมารในเดือน ๗ เดือน ๘ เดือน ๙ ทั้ง ๓ เดือน นี้ท่านให้ฝังทิศบูรพา แลพายัพ กุมารผู้นั้นจะดีมีความเจริญนัก ห้ามไม่ให้ฝังทิศอาคเณย์ แลหรดี กุมารนั้นจะเปนอันตราย ถ้าแลบุคคลผู้ใดจะฝังรกกุมารในเดือน ๑๐ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ ทั้ง ๓ เดือนนี้ ท่านให้ฝังทิศอิสาณ แลทักษิณ กุมารนั้นจะได้เปนใหญ่กว่าคนทั้งหลาย ห้ามไม่ให้ฝังทิศพายัพ กุมารนั้นจะเปนอันตราย ถ้าแลบุคคลผู้ใดจะฝังรกกุมารในเดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ ทั้ง ๓ เดือนนี้ ท่านให้ฝังทิศอาคเณย์แลประจิม กุมารนั้นจะอยู่ดีเปนศุขหาอันตรายมิได้ ห้ามไม่ให้ฝังทิศพายัพแลอิสาณ กุมารนั้นจะเปนอันตราย ถ้าแลบุคคลผู้ใดมิรู้ในคัมภีร์ตำรานี้ แลไปฝังรกกุมารโดยทิศซึ่งท่านห้ามไว้นั้น อันตรายจะมีแก่มารดา แลทารกนั้นเปนอันเที่ยง

อปิจ อนึ่งโสด ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดา ถ้ารกนั้นเปนสังวาลย์ พันตัวกุมารออกมา ๒ แล ๓ , ๔ หรือ ๕ รอบก็ดี ท่านให้เอาย่างไฟไว้ให้แห้งกรอบ แล้วเอาไปบดโรยลงในเข้าให้กุมารนั้นกิน ไม่รู้อ้อนแลร้องไห้เลยทั้งหาอันตรายมิได้ แลปราศจากโรคทั้งปวงตราบเท่าใหญ่โต ทั้งจะมีบุญกว่าคนทั้งหลายด้วย

อปิจ อนึ่งโสด ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดรกพันคอออกมาก็ดี พันตัวกลมออกมาก็ดี ท่านให้เอารกนั้นลงในหม้อทนน ๑๐๐๐ แล้วเอาเหล็กแทงกลางย่างไฟไว้ให้แห้ง แล้วจึ่งเอามาบดโรยลงในเข้าให้กุมารกิน กุมารผู้นั้นมิรู้ร้องไห้เลย ทั้งจะมีปัญญากว้างขวางกว่าคนทั้งหลาย ทั้งรูปร่างกุมารนั้นจะงดงามด้วย ถ้าจะให้เปนเสน่ห์แก่กุมาร ให้เอาชัน ผนึกปากหม้อรกแล้วเอาไปฝังต้นไม้ใหญ่ ซึ่งอยู่กลางที่ตำบลคนเดินชุกชุม แล้วเอาสรรพหนามหมกไว้ให้คนทั้งหลายเห็น กุมารผู้นั้นจะเปนที่พิศวาสดิ์แก่คนทั้งหลาย เปนมหาเสน่ห์วิเศษนักอย่าสงไสยเลย

อปิจ อนึ่งโสด ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดรกพันคอก็ดี ไม่พันคอก็ดี ท่านให้ทำตามบุราณ ถ้าเปนหญิงจะให้เปนสิ่งอันใด ก็ตามแต่ใจบิดามารดาจะปรารถนา แล้วให้เอาสิ่งอันนั้นวางลงในหม้อรกกุมารนั้น แล้วเอาไปฝังไว้ตามทิศดังกล่าวแล้วแต่หลังนั้น อันว่ากุมารกุมารีที่บังเกิดมานั้น ก็จะประพฤติตามบิดามารดากระทำนั้น ถ้าแลกุมารนั้นเปนชายจะให้กล้าแขงรู้ในไตรเพทย์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดี ก็ให้ทำตามบิดามารดาปรารถนา เอาสิ่งอันนั้นวางลงในหม้อรกแห่งกุมารผู้นั้นแล้ว เอาไปฝังไว้ตามทิศดังกล่าวมาแล้วแต่หลังนั้น อันว่ากุมารผู้นั้นก็จะประพฤติ์ตามที่บิดามารดากระทำนั้น ถ้าแลบุคคลผู้ใดจะฝังรกกุมารไปเบื้องน่านั้น ให้ฝังตามทิศดุจกล่าวมาแต่หลังนั้น เมื่อจะฝังให้เสกด้วยพระคาถานี้ ๓ คาบ เปนพระคาภาเศกน้ำ อิเม กุมารา วสัน์ติฐาเน อัต์ถ ภวามิหํ อเนกชาติ สตสหัส์เสสุ ตัต๎ถตัต๎ถ มา ทลิท๎โท ภวามิหํ แล้วเอาน้ำที่เสกนั้นมารดหม้อรกในหลุม แล้วจึ่งสวดพระคาถานี้ ๓ คาบ ภวตุ สัพ์พมังคลํ รัก์ขัน์ตุ สัพ์พเทวตา สัพ์พพุท์ธา สัพ์พธัม์มา สัพ์พสํ ฆานุภาเวนสทา โสต์ถี ภวัน์ตุ เต แล้ว จึ่งเอาดินกลบลงเสีย จึ่งเอาต้นเอากิ่งไม้ที่มีอยู่ในตำราพรหมชาติ ตาม ชนม์พรรษา กุมารเกิดนั้นปักลงไว้ปากหลุมรก แล้วจึ่งเสกน้ำรดไม้ที่ปักนั้นด้วยพระคาถานี้ ๓ คาบ สัน์ติ ปัก์ขา อปัต์ตนา สัน์ติ ปาทา อวัญ์์จนา มาตาปิตา จ นิก์ขัน์ตา ชาตเวทปฏิก์กม สหสัจ์เจ กเต มัย์หํ มหาปัช์ชลิโต สิขี วัช์เชสิ โสฬส กรีสานิ อุทกํ ปัต๎วา ยถา สิขี สัจ์เจน เม สโม นัต์ถิ เอสา เม สัจ์จปารมีติ รดน้ำแล้วจึ่งให้สวดพระคาถานี้ ๓ คาบ สัพ์พพุท์ ธานุภาเวน สัพ์พธัม์มานุภาเวน สัพ์พสํ ฆานุภาเวน พุท์ธ, ธัม์ม, สํ ฆ, รตนํ ติณ์ณํ รตนานํ อานุภาเวน จตุราสีติสหัส์สธัม์มัก์ขัน์ธานุภาเวน ปิฏกัต์ตยานุภาเวน ชินสาวกานุภาเวน สัพ์เพ เต โรคา สัพ์เพ เต ภยา สัพ์เพ เต อัน์ตรายา สัพ์เพ เต อุปัท์ทวา สัพ์เพ เต ทุน์นิมิต์ตา สัพ์เพ เต อวมังคลา วินัส์สัน์ตุ อายุวัฑ์ฒโก ธน วัฑ์ฒโก สิริวัฑ์ฒโก ยสวัฑ์ฒโก พลวัฑ์ฒโก วัณ์ณวัฑ์ฒโก สุขวัฑ์ฒโก โหตุ สัพ์พทา ทุก์ขโรคัพ๎ภยา เวรา โสกา สัต์ตุจุปัท์ทวา อเนกา อัน์ตรายาปิ วินัส์สัน์ตุ จ เตชสา ชยสิท์ธิ ธนํ ลาภํ โสต์ถิ ภาค๎ยํ สุขํ พลํ สิริ อายุ จ วัณ์โณ จ โภคํ วุฑ์ฒี จ ยสวา สตวัส์สา จ อายู จ ชีวสิท์ธี ภวัน์ตุ เต แล้วจึ่งกลับมา

อนึ่งเมื่อแต่งเครื่องบวงสรวง บูชาพระภูมิ์ แล้วให้ออกชื่อพระภูมิ์ให้ต้องนามของพระภูมิ์ทั้งบิดามารดาของพระภูมิ์ด้วย ดังนี้ บิดาพระภูมิ์ชื่อกายทัต มารดาพระภูมิ์ชื่อสันธาธิบดีเทวี อันว่าพระภูมิ์ นั้นมีลักษณะ ๕ ประการมีนามต่างๆดังนี้ พระภูมิ์รักษาอยู่ในบ้านนั้นชื่อพระไชยมงคลพระองค์หนึ่ง พระภูมิ์รักษาอยู่ในสวนชื่อพระธรรมโหราพระองค์หนึ่ง พระภูมิ์รักษาอยู่ในวัดนั้นชื่อพระไวยทัตพระองค์หนึ่ง พระภูมิ์รักษาอยู่ในท้องนาแลโรงโคนั้นชื่อพระเยาวแผ้วพระองค์หนึ่ง พระภูมิ์รักษาอยู่ในโรงบ่าวสาว นั้น ชื่อพระสรรพคนธรรพ์พระองค์หนึ่ง นามพระภูมิ์เปน ๕ พระองค์ด้วยกันดังนี้ ถ้าบุคคลผู้ใดจะแต่งเครื่องบูชาแก่พระภูมิ์ ให้รู้จักลักษณรู้จักนามพระภูมิ์ทั้ง ๕ พระองค์นี้ ให้ออกชื่อให้ต้องพระนามของเธอๆ จึ่งจะรับเครื่องสการบูชาบวงสรวงของผู้นั้น

อปิจ อนึ่งโสด ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันอาทิตย์ กำเนิดแม่ซื้อ กุมารผู้นั้นสถิตย์อยู่บนจอมปลวก ถ้าจะฝังรกให้ไปฝังที่จอมปลวกจึ่งจะดี ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันจันทร์ กำเนิดแม่ซื้อกุมารผู้นั้นสถิตย์อยู่บ่อน้ำ ถ้าจะฝังรกให้ไปฝังที่บ่อน้ำจึ่งจะดี อนึ่งโสดถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันอังคาร กำเนิดแม่ซื้อกุมารผู้นั้นสถิตย์ศาลเทพารักษ์ ถ้าจะฝังรกให้ไปฝังที่ศาลเทพารักษ์จึ่งจะดี ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันพุฒ กำเนิดแม่ซื้อกุมารผู้นั้นสถิตย์อยู่ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ถ้าจะฝังรากให้ไปฝังที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์จึ่งจะดี ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันพฤหัศบดี กำเนิดแม่ซื้อกุมารผู้นั้นสถิตย์อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่ ถ้าจะฝังรกให้ไปฝังที่สระน้ำแลบ่อน้ำใหญ่จึ่งาจะดี ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันสุกร์ กำเนิดแม่ซื้อกุมารผู้นั้นสถิตย์อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ ถ้าจะฝังรกให้ฝังที่ต้นไทรใหญ่จึ่งจะดี ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันเสาร์ กำเนิดแม่ซื้อกุมารผู้นั้นสถิตย์อยู่ที่ศาลพระภูมิ์ ถ้าจะฝังรกให้ไปฝังที่ศาลพระภูมิ์จึ่งจะดี ถ้าแลบุคคลผู้ใดจะฝังรกกุมารสืบไปเบื้องน่านั้น ให้ทำตามตำราซึ่งท่านกำหนดไว้ในคัมภีร์ปฐมจินดาร์ กุมารแลกุมารีจึ่งจะอยู่เย็นเปนศุขทุกประการ ดุจดังพระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้นี้เถิด

อปิจ อนึ่งโสด ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดอยู่ในเรือนไฟ ตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดาได้ ๗ วันไปจนถึงเดือน ๑ ถ้าแลเปนไข้สิ่งใดๆก็ดี คือให้บิดตัวให้หลังร้อน ให้นอนสดุ้ง แลร้องไห้มิหยุด ให้ใหลหลงเพ้อมะเมอร้องไห้แลหัวเราะ ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดมีอาการเปนดังกล่าวมานี้ ท่านว่ากุมารกุมารีผู้นั้นต้องแม่ซื้อ แลแม่ซื้อนั้นหากหลอกหลอน เอง ถ้าจะแก้ท่านให้ทำบัตร์ ๔ มุม ใบหนึ่งกับเครื่องมัจฉมังสะทั้งปวงเหล้าเข้าแล้วให้บูชาด้วยพระคาถานี้ ๓ คาบ ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญ์จิจ์จ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สัจ์เจน โสต์ถิ เต โหตุ โสต์ถิ คัพ์ภัส์ส ครั้นจบแล้วจึ่งเอาบัตร์ไปวางบวงสรวงที่หลุมฝังรกนั้นจึ่งจะหาย ถ้ายังไม่หายท่านให้ทำยาทากระดูกสันหลังหวังจะให้กันสรรพตานทราง ทั้งปวง ไม่ให้ตั้งขึ้นได้ ขนานนี้ท่านให้เอาลูกจันทน์หวายตะค้า ฝางเสน ยา ๓ สิ่งนี้ฝนด้วยน้ำมันงูเหลือมทาแก้สรรพตานทรางทั้งปวงหาย

อปิจ อนึ่งโสด ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดยังอยู่ในเรือนเพลิง แลให้กุมารกุมารีผู้นั้นท้องขึ้นมิรู้วายเลย แล้วให้หน้าเขียวให้มือเย็นเท้าเย็น แลให้ตาช้อนดูสูงแล้วให้ชักเท้ากำมือกำ ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดมีอาการเปนดังกล่าวมานี้ ท่านว่ากุมารกุมารีผู้นั้นต้องผีรกแห่งกุมารนั้นเอง ถ้าจะแก้ท่านให้ทำบัตร์กลมอันหนึ่ง เอาเข้าสารตกตีนครก ตามแต่จะได้ตำเปนแป้ง จึ่งปั้นเปนอึ่งยางตัว ๑ รูปกบตัว ๑ ผักตบ ๗ ดอก กับมัจฉมังสาเหล้าเข้าใส่ในบัตร์กลมแล้วเอาไป เสีย ให้ข้างตีนครกด้วยมนต์นี้ ๓ คาบ โอม์ปัส์สัก์ โก อกาส๎ร การทถาปาย ปิมหาพิสมัยไตรตรึง โอม์ มิดๆ เมี้ยนๆ สวาห ถ้ายังไม่หายท่านให้ทำยานี้กินแลทาแก้ต่อไป ขนานนี้ท่านให้เอาเทียนดำ หิงคุ ยางโพ ขิงแห้ง เอาสิ่งละส่วน เทียนแดง ๒ ส่วน กระเทียม ๓ ส่วน ใบกะพังโหม ๘ ส่วน ยา ๖ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำร้อนกินบ้าง ทาท้องบ้าง ทากระดูกสันหลังบ้าง ทากระหม่อมบ้าง แลทาฝ่ามือแลฝ่าเท้าบ้าง ทารักแร้แลขาหนีบ น่องแลขาคู้บ้างหายดีนักได้เชื่อแล้ว

อปิจ อนึ่งโสด ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีชวด คือเทพดาผู้หญิงไม้มิ่ง นั้น คือไม้มะพร้าว

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีฉลู คือมนุษย์ผู้ชาย ไม้มิ่งนั้นคือไม้ตาล

ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีขาล คือผีเสื้อผู้ชาย ไม้มิ่งนั้นคือไม้รัง

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีเถาะ คือมนุษย์ผู้หญิง ไม้มิ่งนั้นคือไม้งิ้ว

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีมะโรง คือเทพดา ผู้ชาย ไม้มิ่งนั้นคือไม้กัลปพฤกษ์

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีมะเสง คือมนุษย์ผู้ชาย ไม้มิ่งนั้นคือไม้โพบาย

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีมะเมีย คือเทพดาผู้หญิง ไม้มิ่งนั้นคือไม้กล้วย (ต้นกล้วย)

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีมะแม คือเทพดาผู้หญิง ไม้มิ่งนั้นคือไม้ทองหลาง

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีวอก คือผีเสื้อ ผู้ชาย ไม้มิ่งนั้นคือไม้ขนุน

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีระกา คือผีเสื้อผู้ชาย ไม้มิ่งนั้นคือไม้เวฬุ (ไม้ไผ่)

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีจอ คือผีเสื้อผู้หญิง ไม้มิ่งนั้นคือไม้บัวบก

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดปีกุน คือมนุษย์ผู้ชาย ไม้มิ่งนั้นคือบัวหลวง

ในถ้อยคำอันนี้ของพระมหาเถรเจ้าผู้ชื่อว่าตำแย ซึ่งเปนผู้ตกแต่ง พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ พระคัมภีร์ครรภรักษานี้ตั้งแต่กุมารปฏิสนธิในครรภ์มารดาได้ ๗ วันไปจนกำหนดคลอด กล่าวมาจนถึงกุมารอยู่ในเพลิงก็จบแต่เพียงนี้

พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าแพทย์ผู้ใดก็ดีหมอตำแยแม่มดผู้ใดก็ดี แลจะถือครรภ์ให้กุมารคลอดไปเบื้องน่านั้น ให้บูชาสรวงพระมหาเถรตำแยก่อน จึ่งประสิทธิทุกประการ



พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ผูก ๑ บริเฉท ๔ ว่าด้วยสังโยชน์ ลักษณะสัตรีดีแลชั่ว แลรสน้ำนมดีแลชั่ว ซึ่งจะให้กุมารบริโภคมีคุณแลโทษนั้น ๖ จำพวก โดยสังเขป

อหเมว กิต์ติยาย ตัส์ส สังโยชนัส์ส ฐิโต โข อิสิ ริท์ธิยาธโรนาม ลภติ โลกิยฌานํ อภิญ์าย ลัก์ขณํ อิต์ถิยา สุท์ทุสํ ฉัพ์พัค์คิยาปิ กริส์สามีติ (อิสิ) อันว่าพระฤๅษี (ริท์ธิยาธโร นาม) ผู้ชื่อว่าพระฤทธิยาธรดาบศ (ลภติ) ได้แล้ว (โลกิยฌานํ) ซึ่งอภิญญาฤทธิ์ ยิ่งด้วยโลกิยฌาน (อภิญ์ญาย ) มีปรีชาญาณเห็นแลรู้แจ้ง (ฐิโต โข) นำมาตั้งไว้แท้จริง (ลัก์ขณํ) ซึ่งลักษณะแห่งหญิงทั้งหลาย (สุท์ทุสํ) อันดีแลชั่วต่างๆ (ฉัพ์พัค์คิยา) ก็มี ๖ จำพวก (อหํ) อันว่าข้า (โกมารภัจ์โจเอว) ชื่อว่าโกมารภัจแท้จริง (กริส์สามิ) จักทำตาม (ตัส์ส สํโยชนัส์ส) ซึ่งพระคัมภีร์สังโยชน์นี้ (กริต์ติยาย) ให้ตั้งไว้โดยพิศดาร (อิติ) ด้วยประการดังนี้

โดยอธิบายในคัมภีร์สังโยชน์นี้ ว่ายังมีพระดาบศองค์ ๑ ชื่อว่าฤทธิยาธรดาบศ เธอนั้นได้ซึ่งฌาน อันเปนโลกีย์ หยั่งรู้ลักษณะหญิงแลน้ำใจสัตรีภาพทั้งหลาย อันดีแลชั่วต่างๆนั้น แลท่านพระองค์นี้ได้เปนอาจารย์ของชีวกโกมารภัจ ชีวกโกมารภัจจึ่งนมัสการถามถึงโรคแห่งกุมารว่า ข้าแต่พระผู้เปนเจ้า อันว่ากุมารแลกุมารีทั้งหลายซึ่งบังเกิดมาในโลกย์นี้ ย่อมบังเกิดโรคนั้นต่างๆจะเหมือนกันหามิได้ ในท้องพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ กำเนิดทรางนั้นว่าถ้ากุมารแลกุมารีผู้ใดคลดจากครรภ์ในวัน ๒, ๕, ๖, นั้นว่าโรคเบาบาง ฉันใดแลผู้เปนเจ้าโรคนั้นจึ่งกลับมากไปเล่า ที่ว่ากุมารแลกุมารีคลอดจากครรภ์ในวัน ๑, ๓, ๔, ๗ นั้นว่าร้ายนักเลี้ยงยากแลโรคนั้นก็มาก ฉันใดแลพระผู้เปนเจ้า โรคนั้นจึ่งเบาบางกลับเปนดีไปเล่า คลอดวันที่ดีกลับร้าย คลอดวันที่ร้ายกลับดีดังนี้เปนประการดังฤๅ ที่ร้ายนั้นรักษาง่าย ที่ดีรักษายาก ส่วนที่ร้ายรักษาไม่รอดนั้น กุมารแลกุมารีเกิดมาในวัน ๑, ๓, ๔, ๗, นั้น ในท้องพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ กำเนิดทราง นั้นร้ายนักเลี้ยงก็ยาก กุมารกุมารีเกิดมาในวันเหล่านี้จะมิตายเสียสิ้นแลหรือ ก็ที่เกิดมาในวัน ๒, ๕, ๖, นั้น ในท้องพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ว่ามิพอเปนไรเลี้ยงง่ายก็ตกซึ่งว่ากุมารกุมารี เกิดมาในวันเหล่านี้ จะไม่รู้ตายแล้วหรือพระผู้เปนเจ้า

ฝ่ายพระฤๅษีฤทธิยาธรดาบศจึ่งวิสัชชนา ว่า สัตว์เกิดมาในภพสงสาร นี้ ซึ่งเกิดมาในวันที่ดีไม่มีสิ่งอันใดขัดขวาง พันแผน ทรางที่ร้ายแล้ว แต่ว่าเลี้ยงยากนั้น เหตุทั้งนี้ก็เพราะน้ำนมของมารดานั้นให้โทษแก่กุมารนั้นเอง อนึ่งกุมารจะเกิดในวันที่ร้ายแล้วต้องแผนทรางที่ร้าย แต่ว่าเลี้ยงง่ายนั้นอาไศรยน้ำนมแห่งมารดานั้นดี กุมารได้บริโภคจึ่งวัฒนาการเจริญขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะน้ำนมสัตรีดีแลร้ายมีอยู่ ๖ จำพวก ท่านจงทราบด้วยประการดังนี้ พระฤๅษีสิทธิดาบศ เธอจึ่งนำเอาลักษณะน้ำนมอันชั่ว ซึ่งกุมารบริโภคเปนโทษ ๒ ประการมาแสดงก่อนโดยสังเขปดังนี้

(๑) หญิงจำพวกหนึ่ง มีกลิ่นตัวคาวดังน้ำล้างเนื้อ ลูกตาแดง เนื้อขาวเหลือง นมยาน หัวนมเล็ก เสียงพูดแหบเครือดังเสียงการ้อง ฝ่ามือแลเท้ายาว ห้องตัวยาว จมูกยาว หนังริมตาหย่อน สดือลึก ไม่พี ไม่ผอม สันทัดคน กินของมาก ลักษณะหญิงอย่างนี้ชื่อว่าหญิงยักขินี เปนหญิงมีกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไปมักเกิดโรคต่างๆ แม่นมอย่างนี้ท่านให้ยกเสียอย่าพึงเอา

(๒) หญิงจำพวกหนึ่ง มีกลิ่นตัวดังบุรุษ ตาแดง ผิวเนื้อขาว นมดังคอน้ำเต้า ริมฝีปากกลม เสียงแข็งดังเสียงแพะ ฝ่าเท้าใหญ่ข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่ง เจรจาปากไม่มิดกัน เดินไปมามักสดุด ลักษณะหญิงอย่างนี้ชื่อว่าหญิงหัศดี เปนหญิงกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไป ดุจดังเอายาพิศม์ ให้บริโภคแม่นมอย่างนี้ท่านให้เลือกออกเสียอย่าพึงเอา ลักษณะแม่นม ๒ จำพวกนี้ ท่านว่าหนาไปด้วยกามราคนั้นแรงนัก ซาบซ่านไปทั่วทุกขุมขน ถ้าให้กุมารบริโภคเข้าไป ถึงกุมารจะไม่มีโรคว่าจะให้มีโรคเปนไปต่างๆก็ว่า เพราะน้ำนมชั่วเปนนมแสลงโรค ไม่ดีดุจกล่าวมานี้

ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะแห่งแม่นมที่ดี ซึ่งกุมารดื่มน้ำนมมิได้เปนโทษนั้นมีอยู่ ๔ จำพวกต่อไปดังนี้

(๑) หญิงจำพวกหนึ่ง มีกลิ่นตัวหอมดังกล้วยไม้ ไหล่ผายสะเอวรัด หลังราบ สัณฐานตัวดำแลเล็ก แก้มใส มือแลเท้าเรียว เต้านมดังอุบลพึ่งแย้ม ผิวเนื้อแดง เสียงดังเสียงสังข์ รศน้ำนมนั้นหวานมันเจือกัน ลักษณะหญิงอย่างนี้ท่านจัดเปนหญิงเบ็ญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดดีนัก

(๒) หญิงจำพวกหนึ่ง มีกลิ่นตัวดังดอกอุบล เสียงดังเสียงแตร ไหล่ผาย ตะโพกรัด แก้มพอง นิ้วมือแลนิ้วเท้าเรียวแฉล้ม เต้านมดังบัวบาน ผิวเนื้อเหลือง น้ำนมข้นมีรศหวาน ลักษณะหญิงอย่างนี้ท่านจัดเปนหญิงเบ็ญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดดีนัก

(๓) หญิงจำพวกหนึ่ง มีกลิ่นตัวไม่ปรากฎหอมหรือเหม็น เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เต้านมกลม หัวนมงอนดังดอกอุบลพึ่งจะแย้ม รศน้ำนมนั้นหวาน มันสักหน่อย ลักษณะหญิงอย่างนี้ท่านว่าเปนหญิงเบ็ญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดน้ำนมดีนัก

(๔) หญิงจำพวกหนึ่ง มีกลิ่นตัวหอมเผ็ด เสียงดังเสียงจักกระจั่น ปากดังปากเอื้อน ตาดังตาทราย ผมแข็งชัน ไหล่ผาย ตะโพกผาย หน้าผากส้วย ท้องดังกาบกล้วย นมพวง น้ำนมขาวดังสังข์ รศน้ำนมมันเข้มสักหน่อย เลี้ยงลูกง่าย ลักษณะหญิงจำพวกนี้ท่านจัดเปนหญิงเบ็ญจกัลยาณี ให้เลือกเอาไว้ให้กุมารบริโภคเถิดน้ำนมดีนัก ลักษณะแม่นม ๔ จำพวกนี้เปนแม่นมเบ็ญจกัลยาณี ท่านจัดสรรเอาไว้ถวายพระมหาบุรุษราชเจ้าได้เสวยครั้งนั้น เรียกว่าทิพโอสถ ประโยธร ดุจน้ำสุรามฤต ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดได้บริโภค ดุจดื่มกินซึ่งโอสถอันเปนทิพย์ น้ำนมที่กล่าวมาทั้ง ๔ จำพวก ถึงว่ากุมารผู้นั้นจะมีโรคก็อาจบำบัดเสียได้ซึ่งโรคให้วินาศฉิบหายทุกประการ เพราะน้ำนมมีคุณดังโอสถแลมิได้แสลงโรคดีนัก

หญิง ๔ จำพวกนั้นท่านจัดออกเปน ๔ ตระกูล คือหญิงเกิดในตระกูลกระษัตริย์จำพวก ๑ หญิงเกิดในตระกูลเสรษฐีแลเสนาบดีจำพวก ๑ หญิงเกิดในตระกูลพ่อค้าจำพวก ๑ หญิงเกิดในตระกูลชาวนาจำพวก ๑ เปน ๔ จำพวกด้วยกันดังนี้ แต่ท่านว่าให้ดูลักษณะตามดีแลชั่ว ดุจกล่าวมาแต่หลังนั้น ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษากุมารไปเบื้องน่า ให้พิจารณาดูน้ำนมแห่งแม่นม แลน้ำนมแห่งมารดานั้นก่อน ถ้าเห็นว่าน้ำนมนั้นยังเปนมลทิน อยู่ ท่านให้แต่งยาประสระน้ำนม นั้นเสียก่อน จึ่งจะสิ้นมลทินและโทษทั้งปวง ถ้าแพทย์จะพิจารณาดูน้ำนมดีแลร้ายนั้น ให้เอาน้ำใส่ขันลงแล้วให้แม่นมนั้นหล่อนมลงดู ถ้าแลสีน้ำนมขาวดังสีสังข์แลจมลงในขันสัณฐานเหมือนดังลูกบัวเกราะ นมอย่างนี้จัดเอาเปนน้ำนมอย่างเอก ถ้าหล่อน้ำนมลง และน้ำนมนั้นกระจาย แต่ว่าข้นจมลงถึงก้นขันแต่ไม่กลมเข้า น้ำนมอย่างนี้จัดเอาเปนน้ำนมอย่างโท ถ้าพ้นจากน้ำนม ๒ ประการนี้แล้ว ถึงจะมีลักษณะประกอบไปด้วยยศศักดิ์ชาติตระกูลปานใดก็ดี ถ้ามีกุศล หนหลังยังติดตามบำรุงรักษาไม่ให้เกิดโรคาพยาธิ รสน้ำนมนั้นเปรี้ยว ขม ฝาด จืด จาง แลมีกลิ่นอันคาวนั้น ก็จัดเปนน้ำนมโทษทั้งสิ้นดุจกล่าวมาดังนี้

ยังมีน้ำนมพิการอีก ๓ จำพวก คือสัตรีขัดฤดู จำพวก ๑ สัตรีอยู่ไฟมิได้แลน้ำนมนั้นเปนน้ำนมดิบ จำพวก ๑ สัตรีมีครรภ์อ่อนเปนน้ำเหลือง ใหลหลั่งลงในน้ำ เปนสายโลหิตกับน้ำนมระคนกันจำพวก ๑ ถ้าสัตรีมีลักษณะแลน้ำนมอันชั่วดุจกล่าวมานี้ ถ้าแลให้กุมารกินเข้าไป ดุจหนึ่งให้บริโภคยาพิษ ก็จะบังเกิดโรคาพยาธิต่างๆ ถ้าแพทย์จะพยาบาลให้พึงพิจารณาโรคาพยาธิแลชาตินรลักษณ์ แห่งแม่นมนั้นก่อน ถ้าประกอบไปด้วยโทษประการหนึ่งประการใดก็ดี ให้ประกอบยาประจุโลหิต แลรุน้ำนม บำรุงธาตุให้โลหิตแล น้ำนมนั้นบริบูรณ์ก่อนจึ่งจะสิ้นโทษร้าย ถ้าแลน้ำนมลอยเรี่ยรายอยู่ไม่คุมกัน เข้าได้ ท่านว่าเปนเพราะโลหิตกำเริบให้แต่งยาประจุโลหิตร้ายเสียก่อน โลหิตจึ่งจะงามน้ำนมจึ่งจะบริบูรณ์

ยาประจุโลหิตขนานหนึ่ง ท่านให้เอาเทียนทั้ง ๕ โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ สมอไทย ๑ สมอพิเภก ๑ ลูกผักชีล้อม ๑ ลูกผักชีลา ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ น้ำประสานทอง ๑ ดอกสัตบุศย์ ๑ เบี้ยตัวผู้ ๑ สังข์ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ พริก ๑ ขิง ๑ การบูร ๑ รวมยา ๒๐ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน เอาผลสลอดประสระ ตามวิธีสุทธิ แล้วเอากึ่งยา ทั้งหลายตำเปนผงบดละลายน้ำร้อนกินหนัก ๒ สลึง ลงสดวกขับโลหิตร้ายพิการ ตลอดถึงกุมารด้วยดีนัก แล้วจงแต่งยาบำรุงโลหิตให้งามนั้นกินต่อไป

ยาบำรุงโลหิตขนานนี้ท่านให้เอารากเถาวัลย์เปรียง ๑ สลึง กำลังวัวเถลิง ๑ สลึง ครั่ง ๑ สลึง ฝาง ๑ สลึง เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ สลึง ลูกจันทน์ ๑ สลึง ตรีกะฏุก ๑ สลึง ตรีผลา ๑ สลึง โกฐสอ ๑ สลึง โกฐหัวบัว ๑ สลึง จันทน์ทั้งสอง ๑ สลึง ลูกผักชีทั้งสอง ๑ สลึง หญ้ารังกา ๑ สลึง เปลือกมูกมัน ๑ สลึง หัวแห้วหมู ๑ สลึง สะค้าน ๑ สลึง รากช้าพลู ๑ สลึง เจตมูลเพลิง ๑ สลึง ฝางเสน ๑ สลึง เลือดแรด ๒ บาท ดอกคำฝอย ๑ สลึง บรเพ็ด ๔ บาท รวมยา ๓๓ สิ่งนี้ต้มก็ได้ตำเปนผงก็ได้ กินบำรุงโลหิตแลบำรุงไฟธาตุทั้งประสระน้ำนมด้วยดีนัก แล้วจึ่งแต่งยาประสระน้ำนมนั้นให้กินต่อไป

ยาประสระน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอาโกฐทั้ง ๕ หนึ่ง เทียนทั้ง ๕หนึ่ง กรุงเขมา ๑ ขิงแห้ง ๑ รากกระพังโหม ๑ ชะมดต้น ๑ ตำเอาน้ำทนาน ๑ เปนกระสายต้ม ๓ เอา ๑ พลีกินจงดี เปนยาประสระน้ำนมบริบูรณ์ดีนัก

ถ้าแลน้ำนมหล่อลงในน้ำ เห็นสีนั้นเขียวดังน้ำหอยแมงภู่ต้มนั้นท่านให้ชิมดู ถ้ารสน้ำนมนั้นเปรี้ยวเปนเพราะลมกำเริบ ให้แต่งยากินแก้ลมเสียก่อน แล้วจึ่งแต่งยาประสระน้ำนมให้กินต่อไป

ยาทานมขนานนี้ ท่านให้เอาโกฐสอ ๑ บดละลายน้ำมันเนยทานม บำบัดโรคแห่งกุมารดีนัก

ยาต้มประสระน้ำนม ชื่อวิรุฬหะนาภีธิคุณขนานนี้ ท่านให้เอาหว้านน้ำ ๑ แห้วหมู ๑ สมอไทย ๑ รากเพ็ศณุกรรม์ ๑ ขิง ๑ อุตพิด ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินน้ำนมบริสุทธิ์ดีนัก

ถ้าแลน้ำนมหล่อลงในน้ำก็ละลายไปกับน้ำนั้น แล้วให้เอาน้ำนมมาชิมดู ถ้ารสน้ำนมนั้นฝาดเปนเพื่อธาตุไฟแลกำเดา กำเริบ ท่านให้แต่งยาแก้ธาตุไฟเสียก่อน แล้วจึ่งแต่งยาประสระน้ำนมให้กินต่อไป

ยาต้มประสระน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอาโกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ รากไทยย้อย ๑ เปลือกพิกุล ๑ แห้วหมู ๑ งาช้าง ๑ เขากวางอ่อน ๑ รากเสนียด ๑ โคกกระออม ๑ รวมยา ๑๗ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินน้ำนมบริสุทธิ์ดีนัก

ถ้าแลรสน้ำนมนั้นคาว กลิ่นเหม็นดังสาบแพะ เกิดเพื่อปถวีธาตุ แลเสมหะกำเริบ ให้แต่งยา แก้ปถวีธาตุแลเสมหะก่อน แล้วจึ่งแต่งยาประสระน้ำนมให้กินต่อไป

ยาทาหัวนมขนานนี้ ท่านให้เอาโคกกระออม ๑ ดินปิ้ง ๑ บดด้วยน้ำเหล้าทานมให้ถ้วน ๓ วันก่อน แล้วจึ่งแต่งยาต้มให้กินต่อไป ยาต้มประสระน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอาลูกมะตูมอ่อน ๑ แห้วหมู ๑ ขิงแห้ง ๑ รากขัดมอน ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้น้ำนมหายคาวดีนัก

ยาต้มประสระน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอาสมอไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ แห้วหมู ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินแปร น้ำนมร้ายให้เปนดีแล

ยาต้มแปรน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอารากทรงบาดาน ๑ รากคันทรง ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ หว้านเหลือง ๑ น้ำนมราชสีห์ต้น ๑ น้ำนมราชสีห์เครือ ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันต้ม ๓ เอา ๑ เมื่อจะกินแซกเหล้ากิน แปรน้ำนมร้ายให้เปนดีแล

ยาแก้น้ำนมมิออกขนานนี้ ท่านให้เอาเปลือกสะเดา ๑ เปลือกมะหาด ๑ เปลือกไม้สัก ๑ รากตะขบ ๑ รากมะกอกน้ำ ๑ รากมะกอกบก ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากันตำเปนผงเอาน้ำมะพร้าวนาฬิเก เปนกระสาย บดทำแท่งไว้กิน น้ำนมพล่าน ดีนัก

ยาแก้น้ำนมกลัด ไม่ออกขนานนี้ ท่านให้เอาเปลือกมะทราง ๑ ลูกพุดทราอ่อน ๑ ลูกมะกอก ๑ มะขามเปียก ๑ ลูกมะแว้งเครือ ๑ ขันทศกร ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ แก้น้ำนมกลัดออกมากดีนัก

ถ้าแลน้ำนมหล่อ ลงในน้ำจางเปนสายโลหิต ก็ดี เปนน้ำเหลืองก็ดี เกิดเพื่ออาโปธาตุกำเริบ เพราะฤดูนั้นขัด แลสัตรีมีครรภ์อันอ่อน ครั้นกุมารบริโภคเข้าไป ก็อาจให้เปนโรคต่างๆได้ ท่านให้แต่งยาแก้อาโปธาตุเสียก่อน แล้วจึ่งแต่งยาประสระน้ำนมให้กินต่อไป

ยาทาประสระน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอาสังข์ ๑ ดอกอุบล ๑ โกฐสอ ๑ บดด้วยน้ำนมทานมก่อน แล้วจึงแต่งยาประสระน้ำนมให้กินต่อไป

ยาต้มประสระน้ำนมโทษ ขนานนี้ ท่านให้เอาต้นท้าวยายม่อม ๑ เทพธาโร ๑ ลำพัน ๑ สมอไทย ๑ อุตพิด ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ต้ม ๓ เอา ๑ กินชำระ น้ำนมโทษดีนัก

ถ้าแม้ว่าฤดูขัด ท่านให้เอาน้ำนมโคสดบริสุทธิ์นั้นมาประสมกันกับน้ำมะพร้าวนาฬิเก กินบ้าง ทาบ้าง บำบัดโทษแห่งกุมารดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา เข้าตอก กัญญา ๑ รากอัญชันขาว ๑ ขันทศกร ๑ โกฐชฎามังสี ๑ กรามช้าง ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากันตำเปนผง บดด้วยน้ำผึ้งกินบำบัดโทษแห่งกุมาร ๘ ประการหายดีนัก

บัดนี้จะกล่าวด้วยลักษณะน้ำนมโทษอีก ๓ จำพวก คือมารดาอยู่ไฟมิได้ ท้องเขียวดังท้องค่าง ครั้นมารดาออกจากเรือนไฟแล้ว แลให้กุมารดื่มน้ำนมนั้นเข้าไป ก็อาจให้เปนโรคต่างๆด้วยดื่มน้ำนมเปนโทษทั้ง ๓ ประการดังนี้

คือน้ำนมจางสีเขียวดังน้ำต้มหอยแมงภู่ประการ ๑ น้ำนมจางมีรสอันเปรี้ยวประการ ๑ น้ำนมเปนฟองลอยประการ ๑ น้ำนมทั้ง ๓ ประการนี้ ย่อมเบียดเบียฬกุมารกุมารีทั้งหลายซึ่งได้บริโภคนั้นกระทำให้เกิดโทษต่างๆ บางทีกระทำให้ลงท้อง บางทีกระทำให้ท้องขึ้น บางทีกระทำให้ตัวร้อน บางทีกระทำให้ปวดมวน โทษทั้งนี้เปนมลทินโทษแห่งน้ำนม เพราะน้ำนมดิบให้โทษเปน ๓ ประการดังนี้

ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษากุมาร ให้พิจารณาดูสัตรีผู้เปนแม่นมนั้นก่อน ถ้ารู้ว่าน้ำนมดิบให้แต่งยาแก้ เสียก่อน จึ่งให้กุมารผู้นั้นบริโภคต่อไป จึ่งจะบำบัดโรคแห่งกุมารผู้นั้น ให้ปลดเปลื้องไป

ยาทาน้ำนมดิบขนานนี้ ท่านให้เอา ตรีกระฏุก ๑ จุกโรหินี ๑ รากนมสวรรค์ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงแล้วเอาใส่ลงในนมโคเคี่ยวไฟแต่พอดี แล้วเอาไว้ให้เย็นจึ่งเอามาทานม เมื่อจะให้กุมารกินนั้นเอาน้ำมะพร้าวนาฬิเกมาล้างนมเสียก่อนจึ่งให้กิน ยาขนานนี้อาจบำบัดโทษ ในน้ำนมดิบทั้ง ๓ ประการ แลโทษในกุมารทั้ง ๑๐ ประการนั้นหายดีนัก

ยากินแก้น้ำนมดิบขนานนี้ ท่านให้เอาดีปลี ๑ ดอก ทับทิม ๑ ลูกมะตูมอ่อน ๑ รากแฝกหอม ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันตำเปนผงบดละลายน้ำผึ้งกิน แก้น้ำนมดิบหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา เทียนทั้ง ๕ เปลือกโลด ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดละลายน้ำผึ้งกินบ้าง ทานมบ้างแก้น้ำนมดิบหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอาขมิ้นเครือ ๑ ลูกมูกหลวง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ มะเขือขื่นทั้งลูกทั้งราก ๑ รากชะเอม ๑ เปลือกมะทราง ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันต้ม ๓ เอา ๑ กินบำบัดโทษน้ำนมดิบหายดีนัก

ยาประจำธาตุไม่ให้ธาตุวิปริตได้ขนานนี้ ท่านให้เอาหญ้าปีนตอ ๒ สลึง ใบกระเพรา ๖ บาท ใบตานหม่อน ๑ บาท ใบสวาด ๖ สลึง รวมยา ๔ สิ่งนี้ ตำเปนผงเอาน้ำเหล้าเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ ถ้าเด็กอายุได้เดือนหนึ่งให้กินแต่เม็ด ๑ กินทวีตามอายุเด็กนั้นขึ้นไป อาจบำบัดได้แต่เช้าถึงเที่ยงดีนัก

ยาประจำธาตุ ไม่ให้ธาตุวิปริต ขนานนี้ ท่านให้เอาลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ดีปลี ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง กระชาย ๑ สลึง ใบกระเพรา ๑ ใบตานหม่อน ๑ ใบคนทีสอ ๑ สิ่งละ ๑ บาท รวมยา ๑๐ สิ่งนี้ ตำเปนผง เอาน้ำเหล้าเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากิน ถ้าเด็กอายุได้เดือน ๑ ให้กินเม็ด ๑ กินทวีตามอายุเด็กขึ้นไป ยาขนานนี้อาจบำบัดได้แต่เที่ยงถึงค่ำ แต่ค่ำถึง ๑๑ ทุ่มเปนกำหนด

ยาชื่อเบ็ญจโกฐ แก้กุมารกินน้ำนมโทษขนานนี้ ท่านให้เอาโกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ โกฐหัวบัว ๑ กานพลู ๑ จันทน์เทศ ๑ ชะเอม ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง น้ำตาลทราย ๑ เฟื้อง รวมยา ๙ สิ่งนี้ตำเปนผงเอาน้ำดอกไม้เปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายด้วยน้ำผึ้งน้ำมะนาวก็ได้ ให้กุมารกินแก้น้ำนมโทษต่างๆ แลแก้พิษทรางในอกในคอ แก้ไอสอึกดีนัก

ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษากุมารกุมารีไปเมื่อน่านั้น ให้พิจารณาน้ำนมซึ่งเปนมลทินโทษแห่งแม่นมนั้น ดุจกล่าวมาแล้วแต่หนหลัง ถ้าเห็นเปนโทษแท้แล้ว ให้แต่งยาประจุโลหิตเสียก่อน แล้วจึ่งแต่งยาบำรุงธาตุ ยาประสระน้ำนม แลยาทานมนั้นต่อไปให้นมนั้นปราศจากมลทินโทษ อันว่าสรรพยา ซึ่งจะบำรุงแลประจุโลหิตนั้นมีวิตถาร อยู่ในพระคัมภีร์มหาโชติรัตโน้นแล้ว แลในคัมภีร์สังโยชน์ที่ท่านประกอบลงไว้นี้ พอเปนราวทาง ว่ามาทั้งนี้โดยบุคคลที่ยากเย็นเข็ญใจ จึ่งต้องรักษาพยาบาลกันดังนี้เว้นไว้แต่กระษัตริย์แลเสรษฐี คหบดี ผู้มีบุญญานุภาพมากท่านจัดสรรเอาแม่นม ที่ปราศจากมลทินโทษที่น้ำนมบริสุทธิ์หาอันตรายมิได้เอง จะได้ต้องรักษาพยาบาลกันดุจเราท่านทุกวันนี้หามิได้เลย

ยาประจุโลหิตน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอายาชื่ออินทจรหนัก ๑ ตำลึง ยาดำหนัก ๑ บาท รังหมาล่าหนัก ๒ บาท ดีเกลือหนัก ๒ บาท รวมยา ๔ สิ่งนี้บดเข้าด้วยกันกินแล้วลงดีนัก

ยาชำระโลหิตน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอาเทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ เฟื้อง เจตมูลเพลิง ๑ ดองดึง ๑ สิ่งละ ๑ สลึง ยาดำ ๑ กระเทียม ๑ การบูร ๑ สิ่งละ ๑ บาท ลูกสลอด ๑ ประสระ แล้วเท่ายา ทั้งหลาย รวมยา ๑๑ สิ่งนี้ ตำเปนผงละลายน้ำร้อนกิน ถ้าธาตุหนัก ให้กินแต่ ๑ เฟื้อง ธาตุเบา ให้กินแต่ ๒ ไพ กินเปนยาผายลม ชำระโทษ ถ้าลงหนักไปให้เอาฟักเขียวกับน้ำตาลหม้อต้มกินหยุดแล

ยานี้อาจบำบัดได้ซึ่งโลหิตเปนโทษนั้น โลหิตน้ำนมเน่าเสียร้าง มาได้ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ก็ดี กลายเปนริดสีดวงแห้ง ก็ดี ย่อมแปรไปเปนฝีในท้องก็ดี หายสิ้นดีนักแล

ยาชำระโลหิตน้ำนมขนานนี้ ท่านให้เอาสหัสคุณทั้ง ๒ ลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เทียนทั้ง ๕ หว้านหางช้าง ๑ รากหางช้าง ๑ รากตองแตก ๑ ตรีกฏุก ๑ กระเทียม ๑ ยาดำ ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท ข่าแห้ง ๑ ไพลแห้ง ๑ กานพลู ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท หอมแดง ๓ บาท สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ เอาสิ่งละ ๑ ตำลึง รวมยา ๒๓ สิ่งนี้ตำเปนผง บดด้วยน้ำมะขามเปียกกินหนัก ๑ สลึง ให้กินไปทุกวัน เปนยาชำระอาจบำบัดโทษน้ำนมให้ถึงซึ่งพินาศฉิบหาย

พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้ดังนี้ อันว่าแพทย์ทั้งหลายมิได้ถือเอา ซึ่งพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ อิ่มไปด้วยโลภด้วยหลงมีใจอันถือทิฏฐิมานะ อันว่าแพทย์ผู้นั้น ชื่อว่ามีตาอันบอดประกอบไปด้วยโทษ ด้วยประการดังนี้
โดยอธิบายว่าแพทย์ผู้ใดมิได้เรียนซึ่งคัมภีร์ฉันทศาสตร์มิได้รู้จักกำเนิด แห่งทราง แลสรรพคุณยาทั้งหลาย ได้แต่ตำราซึ่งท่านเขียนไว้ก็ไปเที่ยวรักษา ด้วยใจโลภจะใคร่ได้ทรัพย์แห่งท่านประการ ๑ ถือทิฏฐิมานะว่าตัวรู้กว่าคนทั้งหลายประการ ๑ หลงใหลถือผิดเปนชอบประการ ๑ มีความโกรธแก่ท่านประการ ๑ ทั้ง ๔ ประการนี้ ท่านว่าเปนหมอโกหก อย่างนี้ในเมืองโสฬศมหานคร ท่านจับเอาตัวมาฆ่าเสียเปนอันมาก ท่านทั้งปวงพึงรู้เถิด

อนึ่งแพทย์มิได้รู้จักกำเนิดโรคแห่งท่านนั้น แลวางยาให้ผิดแก่โรคมีดุจพระบาฬีกล่าวไว้ดังนี้ (ปถมํ สัต์ติ ยถา) วางยาผิดโรคครั้งหนึ่งดุจประหารด้วยหอก (ทุติยํ อัค์คิ ยถา) วางยาผิดโรคสองครั้งดุจเผาด้วยไฟ (ตติยํ อัส์สนี ยถา) วางยาผิดโรคสามครั้งดุจต้องสายฟ้า คือฟ้าผ่า (ชวรํ) อันว่าโรค (กุป์ปิตา) ก็จะกำเริบขึ้นกว่าเก่า (สตสหัส์สํ) ได้ร้อยเท่าพันเท่า (โส เวช์โช) อันว่าแพทย์ผู้นั้น (กาลกิริยํ) ครั้นกระทำซึ่งกาลกิริยา ตายแล้ว (นิรยคโต) ก็จะไปเอาปฏิสนธิ ในนรก (นิรยปาโล) ก็จะมีหมู่นายนิระยะบาล (ปริวาริโต) จะแวดล้อม (ตยา) อันท่าน (เวทิตัพ์โพ) พึงรู้ (อิติ) ด้วยประการดังนี้

ปฐมจินดาร์ผูก ๒ บริเฉท ๑ ว่าด้วยลักษณะรูปสัตรีแล รูปกุมาร ว่าด้วยลักษณะรูปสัตรีแลรูปกุมาร ว่าด้วยลักษณะปักษี แลปิศาจ กระทำโทษ ว่าด้วยลักษณะน้ำนมมีโทษ ๓ ประการ ว่าด้วยลักษณะดวง ทรางโจร ทรางแดง ทรางเหลืองมาเกิด ว่าด้วยลักษณะทรางนิลปัฏนิลหละมาเกิด โดยสังเขป

ปุน จปรํ ลำดับนี้จะว่าด้วยกุมารทั้งหลาย อันบังเกิดโรคเปนต้น ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขป

อันว่าลักษณะนนทปักษี กระทำโทษแก่กุมารนั้น ให้ท้องขึ้นท้องร้อนหลังร้อนดังนี้ อันว่าลักษณะกาฬปักษี กระทำโทษแก่กุมารนั้น ให้รากออกทางปากแลจมูกดังนี้ อันว่าลักษณะอสุนนทปักษี กระทำโทษแก่กุมารนั้น ให้สดุ้งร้องไห้ทั้งหลับแลผวาร้องตกใจขึ้นดังนี้ อันว่าลักษณะเทพีปักษี กระทำโทษแก่กุมารทั้งหลายนั้นให้ท้องขึ้น ให้มือแลเท้าเย็นเปนเหน็บให้หัวร้อนดังนี้ ถ้ากุมารผู้ใดเจ็บครลทั้ง ๔ ประการดังนี้ แต่เขตร์ถึง ๑๑ เดือน แต่ขวบ ๑ กับ ๖ เดือนปี ๑ ตาย ทรางเกิดเปนที่อากาศแลทราง ๘ จำพวก ถ้ากุมารผู้ใดบังเกิดเปนดังนี้ ได้ชื่อว่าอมุษย์รูปแพทย์จะรักษายากนัก เมื่อขณะออกจากไฟแล้วเขม่าขึ้นมาร้ายที ๑ เมื่อรู้ชันคอธาตุให้ลงท้องให้อาเจียรเปนตานทรางแลเหือดหัดร้ายที ๑ เมื่อรู้ยืนยันกระหม่อมลั่นแลเส้นเอ็นนั้นไหวร้ายที ๑ เมื่อรู้บริโภคอาหารแลอาหารนั้นแปลกธาตุจะเกิดตานทรางขึ้นร้ายที ๑ เมื่อรู้ย่างแลตับปอดไส้พุงทั้งปวงคลอน แลเปนมูกเลือดเปนตานทรางขึ้นร้ายที ๑ ถ้าแปรดังนี้มีสุนทรวาต ทราง เหตุว่ายอดทรางนั้นบาง แลเสมหะที่ปกยอดทรางก็บาง ให้เจ็บเปนประการต่างๆ แลบังเกิดเปนทราง ๑๐ ประการ คือ ทรางแดง ๑ ทรางขาว ๑ ทรางเขม่า ๑ ทรางขุม ๑ ทรางช้าง ๑ ทรางเสี้ยน ๑ ทรางขวัก ๑ ทรางไฟ ๑ ทรางโจร ๑ ทรางตะมอย ๑ เปน ๑๐ ประการ ถ้าทรางช้างนั้นทำให้คอฟก ถ้าทรางเสี้ยนเปนดังยอดผดทำให้คัน ถ้าทรางขวักเปนที่คอหนีบให้คัน ถ้าทรางโจรให้เปื่อยมีแม่ลายดังปลากระทิงให้ปวดทั้งตัว ห้ามอย่าให้มารดานั้นกินเนื้อ ๑๐ ประการ รักษายากนัก

อนี่งชื่ออทิศรูป นั้นกระหม่อมใหญ่แลกระหม่อมลึกก็ดี เมื่ออยู่ในเรือนไฟเขม่าขึ้นแล้วหายไป แต่เมื่ออยู่ในเรือนไฟนั้นเสมหะแลโลหิตเปนธาตุ

อนึ่งนนทปักษีนั้นถ้ามีครรภ์เดือน ๕, ๖, ๗, แลออกวัน ๑, ๓, ๔, ๗, ถ้าออกเวลาตวันบ่ายเลี้ยงยากนัก เกิดทรางแดง, ทรางโจร, ทรางไฟ, ทรางสะกอ, แลทรางนิลปัฏ นิลหละมาเกิด
ปุน จปรํ พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๒ บริเฉท ๑ นั้นต่อไป ว่าด้วยรูปสัตรีมีลักษณะ ๘ ประการเปนต้นดังนี้ อันว่ารูปสัตรีภาพมีลักษณะ ๘ ประการนั้น คืออุดมรูปต้องด้วยนรลักษณ์ เบ็ญจกัลยาณี อาการ ๓๒ ประการ ดำหรือแดง, ขาวหรือเหลืองก็ดี ถ้าขาวเหลืองโลหิตนั้นสัณฐานดำ แดงโลหิตนั้นขม

อนึ่งมนุษย์รูป นั้น รูปเปนปานกลางต้องลักษณะ ๕ ประการ ถ้ามิต้องประการใดประการ ๑ ขาวก็ดีดำก็ดีดุจดังกัน อนึ่งอาตุกรูปแลพานรูป ขาวก็ดีดำก็ดีดุจดังกัน อนึ่งไชยรูปนั้นมีลักษณะ ๔ ประการ คือดำแลแดงขาวแลเหลืองก็ดี ให้พิจารณาดูรูปสัตรีภาพเปนดังนี้

อนึ่งถ้าสัตรีใดขาวไหล่รวบเลี้ยงลูกมิคง อนึ่งสัตรีใดตาพองแลตาขาวมากกว่าตาดำเลี้ยงลูกมิคง อนึ่งถ้าสัตรีใดนมห่างตกราวข้าง หญิงนั้นมักแท้งลูก อนึ่งถ้าสัตรีใดนมแบะตกพวงเอวกลม ไหล่ผายหลังราบแขนส้วย สีเนื้อดังการะเกด ตาลิบคือตาทราย กลิ่นตัวหอมดังการะเกด สัตรีนั้นต้องนรลักษณ์ ๘ ประการดีนัก
อนึ่งอันว่าประเทศที่เกิดนั้นก็มี ๔ ประการ คือเกิดในประเทศ น้ำตม แลน้ำเค็มหวานแลหวานต่อกัน อันว่าบุคคลนั้นเมื่อบังเกิดโรคมีเสมหะเปนต้นเหตุ ถ้าบุคคลผู้ใดเกิดในประเทศที่สูง เมือ่เกิดโรคนั้นมีกำเดาเปนต้นเหตุ ถ้าผู้ใดเกิดในประเทศน้ำตมแลน้ำฝนต่อกัน เมื่อบังเกิดโรคนั้นมีลมเปนต้นเหตุ ถ้าผู้ใดเกิดในประเทศป่าแดงแลที่มีกรวดทราย เมื่อบังเกิดโรคมีโรคเรื้อนเปนต้นเหตุ อันนี้บอกประเทศที่เกิดเปนที่ตั้งสมุฏฐาน โรค

ปุน จปรํ ลำดับนี้จะกล่าวด้วยกุมารทั้งหลายมีลักษณะ ๔ ประการ คืออทิศรูปประการ ๑ หริตรูปประการ ๑ มนุษย์รูปประการ ๑ หมัศรูปประการ ๑ แลลักษณะรูป ๔ ประการนี้มีแก่กุมารกุมารีทั้งหลายอันบังเกิดมาในโลกนี้

อันว่ามหัศรูปนั้น มีสัณฐานกระหม่อมน้อยห่าง ไส้พองอัณฑะยาน เมื่ออยู่ในเรือนไฟบห่อน จะมีตานทรางแลเขม่า เหตุด้วยกินนมแม่นั้นร้อน ครั้นออกจากเรือนไฟแล้วจึ่งเปนเขม่าแลทราง ไส้นั้นพองเปนขด ร้องไห้เสียงแหบเปนเสียงแมว แลท้องขึ้นให้รากออกทางจมูก อนึ่งหริตธาตุนั้นให้หวั่นไหวบังเกิดโรคร้ายทีหนึ่ง

อนึ่งว่าลักษณะอทิศรูปนั้น เมื่ออยู่ในเรือนไฟเขม่าขึ้นแต่พอประมาณ ทรางขึ้นในลิ้นจนปลายลิ้น ครั้นหล่น แล้วแต่ในเรือนไฟนั้นให้ลงแลอาเจียรก็ดี เสมหะก่อเปนธาตุให้บังเกิดทราง ๒ ประการ

อันว่าลักษณะหริตรูปนั้น เมื่ออยู่ในเรือนไฟเขม่าขึ้นในทรวงอกจนปลายลิ้น ครั้นได้ ๕ วันก็ตกลงไป ทำท้องให้ลงให้ราก ไอก็ดีเปนประการต่างๆ โลหิตเปนธาตุให้เกิดทราง ๒ ประการ ดังนั้น

อันว่าลักษณะมนุษย์รูปนั้น เมื่ออยู่ในเรือนไฟหาเขม่าตานทรางมิได้ ครั้นออกไฟแล้วจึ่งให้บังเกิดทราง ๘ จำพวก มีกำเดาเปนธาตุ แลทรางนั้นตั้งแต่งนาภีขึ้นมาถึงหัวอก ยอด ๑ แต่ทรวงอก ขึ้นมาถึงคอยอด ๑ แต่ลำคอขึ้นมาถึงคางเพดาลุยอด ๑ แต่เพดาลุขึ้นมาถึงกระหม่อม อยู่ในกระหม่อม ๓ ยอด อยู่กลางสันหลัง ๓ ยอด

อนึ่งชื่อว่ามหัศรูปนั้น ออกไฟแล้วได้ ๓ เดือน ๖ เดือน ปีจอเทพีปักษีขึ้นมา ปีจออสุนนทปักษีขึ้นมา ปีกุนกาลปักษีลงมา ปีกุนอสุนนทปักษีลงมา นนทปักษีทรางโจรครีบกรด กาฬปักษี ทรางแดงนิลปัฎมาบังเกิด เทพีปักษีทรางไฟปฐมกรรม์ อสุนนทปักษีครีบกรดดาดตะกั่ว อันว่ามหัศรูป นั้น กระหม่อมใหญ่ไส้พอง อัณฑะยาน เมื่ออยู่ในเรือนไฟหาเขม่าตานทรางมิได้ อันว่าหริตรูป นั้นกระหม่อมเปนร่อง เมื่อออกไฟแล้วเขม่าขึ้นแต่ปลายลิ้นสักหน่อยทรางนั้นชื่อทรางแดงตัวผู้ อันว่าอทิศรูปนั้นกระหม่อมลึก เมื่ออยู่ในเรือนไฟทรางขึ้นแล้วหลบไป ถ้าจะรักษาร้ายนัก อันว่ามนุษย์รูปนั้นชื่อทรางโจร เมื่ออยู่ในครรภมารดานั้น ให้มารดาอยากของคาวแลกุมารนั้นเมื่อคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๓ เดือน ๖ เดือนก็ดี จึ่งกระทำให้ผอมแห้งไปจะรักษาร้ายนัก มหัศรูปนั้นชื่อทรางนิลมาเกิด อทิศรูปนั้นชื่อทรางแดงตัวผู้มาเกิด อมนุษย์รูปชื่อทรางโจรมาเกิด อันว่าทราง ๘ จำพวกนี้ ก็บังเกิดมีแก่กุมารกุมารีทั้งปวงนั้น

ปุน จปรํ ลำดับนี้จะกล่าวด้วยยาทาหละ ทาทรางทาเขม่าต่อไปดังนี้ ยาทาหละขนานนี้ ท่านให้เอาชาดหรคุณ ๑ พิมเสน ๑ ใบนมพิจิตร์ ๑ ใบระระ ๑ ขี้แมลงสาบ ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดทำแท่งไว้เอาเกลือ รำหัดทาหละแลยอดทรางที่ขึ้นลิ้นนั้นหายดีนัก

ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาชาดหรคุณไทย ๑ ชาตหรคุณจีน ๑ ชาดก้อน ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ น้ำประสานทอง ๑ สีเสียด ๑ จุณสี ๑ ขี้แมลงสาบ ๑ เมล็ดมะกอกเผาไฟ ๑ รากดินขั้ว ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำเกลือทาหละแลทรางหายแล

ขนานหนึ่ง ท่านให้เอา ใบทองหลางใบมน ๑ น้ำประสานทอง ๑ น้ำตาลโตนด ๑ ยา ๑ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดปั้นแท่ง ไว้ทาหละ หายแล

ยาน้ำมันทาเขม่าขนานนี้ ท่านให้เอาน้ำเปลือกหว้าจอก ๑ น้ำพริกไทยจอก ๑ น้ำกรามช้างจอก ๑ น้ำสีเสียดเทศจอก ๑ น้ำมันงากึ่งจอก ๕ สิ่งนี้หุงให้คงแต่น้ำมัน ทาเขม่า หายดีนักแล

ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาเทียนเทศ ๑ ใบชิงช้าชาลี ๑ บดด้วยน้ำผึ้งทาเขม่าหายดีนัก

ขนานหนึ่ง ท่านให้เอายาดำ ๑ กระเทียม ๑ น้ำประสานทอง ๑ บดทาเขม่าแลทรางหายดีนัก
ยาแก้พิษทรางขนานนี้ ท่านให้เอาลูกสวาด ๑ กระเทียม ๑ น้ำประสานทอง ๑ การบูร ๑ น้ำปูนใส ๑ น้ำมันงาดิบ ๑ ยา๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดทาแก้ปวดดับพิษทรางหายดีนัก

ยาแก้ทรางหล่น ลงไปทำท้อง ขนานนี้ ท่านให้เอาใบแมงลัก ๑ ใบผักเสี้ยนผี ๑ ใบบรเพ็ด ๑ เขากวาง ๑ กรามช้าง ๑ หวายตะค้า ๑ จันทน์แดง ๑ เนรภูสี ๑ ยา ๘ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันตำเปนผง บดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่า กินดีนัก

ยาเหลืองน้อย แก้พิษทรางขนานนี้ ท่านให้เอาสานส้ม ๑ น้ำประสานทอง ๑ เมล็ดในมะกรูด ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เมล็ดในส้มส้า ๑ เมล็ดในมะงั่ว ๑ เปลือกมะรุม ๑ เปลือกทองหลางใบมน ๑ หอมแดง ๑ ดีปลี / กำมะถันแดง ๑ ยา ๑๑ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะกรูด มะงั่วก็ได้ น้ำเปลือกทองหลางก็ได้ ตามแต่โรคนั้นเถิด

ยาเหลืองใหญ่ขนานนี้ ท่านให้เอาพริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ กระชายแห้ง ๑ กระเทืองแห้ง ๑ ไพลแห้ง ๑ ขมิ้นอ้อยแห้ง ๑ กระเทียมแห้ง ๑ หอมแดง ๑ ลูกสารพัดพิษ ๑ ต้นสังกระณี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ลูกประคำดีควาย ๑ เมล็ดผักกาด ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ กำมะถันแดง ๑ ลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ ดีปลี ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินแก้พิษตานทรางดีนัก

ยาชื่อมหานิลขนานนี้ ท่านให้เอาลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ น้ำประสานทอง ๑ เทียนทั้ง ๕ หนึ่ง ขมิ้นอ้อย ๑ ขิงแห้ง ๑ กระเทียมสุก ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอารากดิน เท่ายา ทั้งหลายขั้วให้เกรียม ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำท่า กินแก้พิษตานทรางหายดีนัก

ยารุกุมารขนานนี้ ท่านให้เอาใบพลับพลึง ๑ ไพล ๑ เมล็ดผักกาด ๑ หว้านน้ำ ๑ น้ำมันงูเหลือม ๑ ยา ๕ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากันตำคุลีการ กันเข้าอุ่นไฟให้ร้อน ห่อผ้าประทับชายโครง ให้เสมหะในโครงนั้นเลื่อนลงไปอยู่ท้อง เปนยาแก้พิษตานทรางหายดีนัก

ยาชื่อเกสรารุเสมหะขนานนี้ ท่านให้เอาเกสรบัวหลวง ๑ เกสรบุนนาค ๑ ไคร้หอม ๑ จันทน์ขาว ๑ ชะเอม ๑ ขิง ๑ เมล็ดราชพฤกษ์ ๑ รากขี้กาทั้งสอง ๑ น้ำประสานทอง ๑ หญ้าตีนนก ๑ ยา ๑๑ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันต้ม ๓ เอา ๑ เมื่อจะกินแซกขันทศกร ๑ กินตามกำลัง กุมารแก้ตัวร้อนเพื่อเสมหะแลกำเดา แก้พิษตานทรางทั้งกินอาหารก็ได้เจริญอรรคนี ผล

ยารุเสมหะเน่าขนานนี้ ท่านให้เอายาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ใบกระเพรา ๑ ผักเสี้ยนผี ๑ ลูกกระดอม ๑ บรเพ็ด ๑ น้ำประสานทอง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ยา ๘ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำกินตามกำลัง รุเสมหะเน่าทั้งปวงดีนัก

ยารุกุมารขนานนี้ ท่านให้เอาการบูรส่วน ๑ รงทองส่วน ๑ พริกไทยส่วน ๑ ขิงส่วน ๑ ยาดำ ๒ ส่วน ลูกสลอด ๘ ส่วน รวมยา ๖ สิ่งนี้ตำเปนผง เอาน้ำส้มมะขามเปียกเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้เท่าเมล็ดพริกไทย ถ้ากุมารอายุขวบหนึ่งกิน ๓ เมล็ด ถ้าธาตุหนักกิน ๕ เมล็ด ละลายน้ำเหล้ากินดีนัก

ยาชื่อเทพสัมฤทธิ์ทุเลาธาตุขนานนี้ ท่านให้เอาสานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ น้ำประสานทอง ๑ ฝักส้มป่อย ๑ ลูกประคำดีควาย ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้เท่าเมล็ดพุดทรา ละลายน้ำเหล้า น้ำมะนาวก็ได้ กินเมล็ด ๑ ถ้าไม่ลงกิน ๓ เมล็ดลงดีนัก

ยาแก้ขัดอุจจาระขนานนี้ ท่านให้เอาถ่านไม้สัก ๑ ลูกจันทน์ขั้ว ๑ รงทองเอาใบบัวที่ตายกลางสระนั้นมาห่อลงปิ้งไฟให้ไหม้ แล้วจึ่งประสมเข้าด้วยกัน ละลายน้ำมะนาวกินคูธตก ดีนัก

ยาแก้ปัสสาวะมิออกขนานนี้ ท่านให้เอาโคกกระสุน ๑ ยอดขี้เหล็ก ๑ ขมิ้นอ้อย ๗ ชิ้น ต้ม ๓ เอา ๑ ให้กุมารกิน มูตร์ ออกดีนัก

ขนานหนึ่งเอาด่างใบบัวหลวง ละลายน้ำผึ้งรวงกินประจุ ปัสสาวะออกดีนัก

ยาแก้กุมารอ่อนลงท้อง นักขนานนี้ ท่านให้เอาลูกมะตูมอ่อน ๑ ลูกทับทิม ๑ ดีปลี ๑ รากหนาด ๑ ขิงสด ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดละลายน้ำผึ้งกินหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ใบคนทีสอ ๑ ใบผักเสี้ยนผี ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน บดละลายน้ำหยัด เหล้ากินแก้ตานทรางหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา มหาหิงคุ์ ๑ น้ำประสานทอง ๑ ลูกจันทน์ ๑ สมอเทศ ๑ การบูร ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาเจตมูลเพลิงเท่ายาทั้งหลาย ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ ละลายให้กุมารกินหายดีนัก

ปุน จปรํ ลำดับนี้จะกล่าวด้วยกุมารทั้งหลาย เอากำเนิดใน ๑๕ วันก็ดี เดือน ๑ ก็ดี ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน ก็ดี แต่เดือน ๑ เกิดเปนเขม่าตานทราง เลือดกระสายแลเอ็นทั้ง ๓๗ จึงเกิดทรางทั้ง ๙ จำพวก จำพวกหนึ่งเกิดขึ้นภายใน ย่อมกินไส้พุง ตับปอดแลหัวใจนั้นก็มี อนึ่งชื่อว่าเบ็ญจขันธ์ ถ้าผู้ใดรู้จักวิเศษนัก คือทรางฝ้ายดวงดังนี้ () ขึ้นในลิ้นในปากก็มีมิเปนไรเลย ทรางขุมดวงดังนี้ () ถ้าว่ากลางนั้นซีดขาวสองวันตานก็จะหาย ทรางเข้าเปลือกเปนในลิ้นในปากดุจดังลิ้นวัว ครั้นถึงสองวันก็หล่นลงไปที่ท้อง ทรางเข้าดวงดังนี้ () ทรางควายดวงดังนี้ ถ้าดำถึง ๑๒ วัน ตาย ทรางม้าดวงดังนี้ () ครั้นถึง ๒ วัน ก็ติดกันเข้ามีสีดำเขียวร้ายนัก ทรางช้างดวงดังนี้ () ถ้าหวำแลกลางแดงมักให้ลงท้อง ทรางโจรดวงดังนี้ มักขึ้นไส้พุงแลหัวตับกระดูกสังหลัง เมื่อแก่หนักขึ้นมาดุจดอกบุกใหญ่ดังนี้ () แลทรางดังนี้ () ถ้าแดงให้หวำทรางไฟดวงดังนี้ () ถ้าขึ้นกลางลิ้นนั้นดำริมแดงร้ายนัก ครั้นตกโลหิตก็ตาย

อนึ่งแพทย์ทั้งหลายผู้จะพยาบาล ให้พิจารณาดูลักษณะอาการแลประเภทให้รู้ดังนี้ก่อน ถ้ากินไส้พุง ให้ลงท้อง ถ้ากินหัวใจให้ตก โลหิตสดแลเสมหะ ถ้ากินหัวตับโลหิตตกพอประมาณ ถ้ากินคอหอยให้คอแลปากแห้ง ถ้ากินนอกไส้แลในอกให้ระหายน้ำ

อนึ่งถ้ากุมารผู้ใด เมื่อตื่นนอนแลปากแดงแล้วให้น้ำลายตก ทรางจับที่ลิ้นก่อนจึงขึ้นคอ เมื่อป้อนเข้าให้ไอแลรากแล้วก็หล่น ลงไปให้ทำท้อง ครั้นนานมาให้อยากน้ำแล้วให้สันหลังแข็ง ถ้าลักษณะดังนี้คือทรางโจรกระทำ ให้เปนไข้หวัด แล้วให้ผอมเหลืองให้ตัว ดุจดังเปนปาน อันว่าทรางฝ้ายนั้นให้ขาวจับไพรปากแล้วให้น้ำลายตก ถ้าเหลืองเข้าแล้วแพทย์พึงรักษาด้วยยาชื่อละอองพระบาท อันว่าทรางริดสีดวงนั้นกระทำให้ปากเปื่อยร้ายนักครั้นแก่ไปให้บิดท้อง

ถ้าจะแก้ให้เอายาขนานนี้ ท่านให้เอาหญ้าไทร ๑ ใบ ตานหม่อน ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบสวาด ๑ ใบมะกล่ำเครือ ๑ ผักคราด ๑ ใบมะยมตัวผู้ ๑ มะกรูด ๑ ชะมด ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ายาฝิ่นรำหัด กินแก้บิดหาย ถ้าเปนละอองพระบาท เมื่อแรกให้ขาวขึ้นมา ครั้นคล้ำเหลืองเข้าให้น้ำลายตกร้ายนัก ถ้าจะแก้ให้แก้ด้วยมนต์นี้ อุม์มาครูปมุก์ขา วา คัน์ต๎วาส๎วาห อุม์มาครูปมุก์ขา วา คัน์ต๎วาส๎วาห คู่กันกับมนต์ เสก หมากแลไพลก็ได้ ๗ คาบ เคี้ยวป้อนปากกุมาร แก้ละอองพระบาทหาย

ยาแก้ละอองพระบาท ขนานนี้ท่านให้เอา ใบกระเพรา ๑ พริก ๗ ขิง ๗ กระเทียม ๗ เกลือ ๗ ต้มกินหายแล

ขนานหนึ่งท่านให้เอา น้ำประสานทอง ๑ ฝิ่น ๑ เบ็ญกานี ๑ น้ำตาล ๑ กระเทียม ๑ เอาเกลือรำหัด บดให้เลอียดชุบสำลี อมแก้ในลิ้นในปากหาย

ยาแก้ละอองพระบาทลงไปทำท้อง ขนานนี้ท่านให้เอาลูกเบ็ญกานี ๑ เนรภูสี ๑ จันทน์แดง ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินหาย

ยาแก้ละอองพระกฤษ ขนานนี้ท่านให้เอา รากเถาหญ้านาง ๑ ดีงูเหลือม ๑ ฝนละลายน้ำเหล้ากินหาย

ยาแก้ทรางแดง ขนานนี้ท่านให้เอา กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ เขากวาง ๑ สมุลแว้ง ๑ เนรภูสี ๑ จันทน์แดง ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาน้ำเหล้าเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ทั้งกินทั้งทาหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา น้ำประสานทอง ๑ ขิง ๑ กระเทียม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ พิมเสน ๑ กระดูกงูทับทาง ๑ นอแรด ๑ งาช้าง ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ เขี้ยวหมู ๑ รวมยา ๑๗ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันบดปั้นแท่งไว้ทาทราง แดง ดำ ขาว เหลือง หายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ งาช้าง ๑ นอแรด ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ เขี้ยวหมู ๑ กระดูกงูทับทาง ๑ โกฐทั้ง ๕ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ดีตะพาบน้ำ ๑ ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๑๘ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำเหล้ากินแก้ทรางทั้งปวงหาย

ขนานหนึ่งท่านให้เอา หอยอีรมเผาไฟ ๑ หมึกหอม ๑ รากคันซุน ๑ ชาดหรคุณ ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดละลายน้ำมันงาดิบทา ทรางหาย

ยาแก้ทรางโจร ขนานนี้ท่านให้เอา บรเพ็ด ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบอังกาบ ๑ ใบพลูแก ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินหายแล

ขนานหนึ่งท่านให้เอา เจตมูลเพลิง ๑ ดินกิน ๒ หัวอุตพิษ ๒ ตรีกระฏุก ๓ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากิน แก้ทรางโจรหายแล

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ขมิ้นอ้อย ๑ พริก ๑ ขิง ๑ กระเทียม ๑ ใบกระเพรา ๑ ยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินแก้ทรางโจรหายแล

ยาชื่อเบ็ญจนารายน์ ขนานนี้ท่านให้เอา ลูกราชดัด ๑ ยาดำ ๑ ลูกประคำดีควาย ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากิน แก้ทรางโจรตกมูกตกโลหิตหาย

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ข่า ๑ ส่วน ไพล ๒ ส่วน ยาดำ ๓ ส่วน ขมิ้นอ้อย ๔ ส่วน ใบกระเพรา ๕ ส่วน รวมยา ๕ สิ่งนี้ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากิน แก้ทรางโจรทรวงอก หายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ผักคราด ๑ ตานหม่อน ๑ ขอบชะนางทั้งสอง ๑ ยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเอาน้ำ ละลายพริก ๗ ขิง ๗ กระเทียม ๗ กินตัวพยาธิตาย ทั้งอุจจาระที่เหม็นนักนั้นก็หาย

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ตานดำ ๑ ตานขโมย ๑ พริกไทย ๑ ผักเสี้ยนผี ๑ กุ่มทั้งสอง ๑ เกลือ ๑ กระดูกเสือ ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ การบูร ๑ หุงด้วยน้ำมันงาดิบทั้งกินทั้งทาก็ได้ แก้ทรางโจร ถ้าให้ หลังแข็งทาก็หายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ไพล ๑ ขิง ๑ ข่า ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวอุ่นไฟให้ร้อน ทั้งกินทั้งทา หาย

ยารุทราง ขนานนี้ท่านให้เอา ลูกสลอด ๑ ใบมะกา ๑ ใบราชพฤกษ์ ๑ หญ้าใต้ใบ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ใบกระเพรา ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาสลอด ๑ ส่วน เอาใบไม้ทั้ง ๕ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๒ ส่วน ตำเปนผงบดปั้นแท่งเท่าเมล็ดนุ่น กินตามกำลังกุมารดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา เมล็ดผักกาด ๑ เทียนดำ ๒ ส่วน สลอด ๓ ส่วน รวมยา ๓ สิ่งนี้ตำเป็นผง เอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้เท่าเมล็ดพริกไทย กินตามกำลังกุมารเป็นยาประจุเสมหะน้ำเหลืองหายดีนัก
ยาหยอดตา ขนานนี้ท่านให้เอา รากกระทกรก ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เปลือกหอยโข่ง ๑ ยา ๓ สิ่งนี้แช่น้ำหยอกตาแก้หมอกหาย

ขนานหนึ่งท่านให้เอา รากผักคราด ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รากพันงูแดง ๑ เกลือ ๗ เมล็ด แช่น้ำหยอดตาห้ามไม่ให้ทรางขึ้นได้ดีนัก

ยาแก้ต้อขึ้นตาให้ขาวไปทั้งตา ขนานนี้ท่านให้เอาไพล ๑ รากอังกาบ ๑ รากอัญชันขาว ๑ ยา ๓ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาน้ำมะนาวเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ฝนหยอดตาทรางโจรหาย

ยาแก้เอ็น ขนานหนึ่งท่านให้เอา ใบมะระ ๑ ใบ หางจรเข้ ๑ ใบตำลึงแฉก ๑ (ตำลึงตัวผู้) ขมิ้นอ้อย ๑ ดินประสิวขาว ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดพอกหายแล

ยาแก้ลิ้น ขนานหนึ่งท่านให้เอา น้ำประสานทอง ๑ กานพลู ๑ ใบหนาด ๑ ไคร้หอม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ใบกะเพรา ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเป็นผงเอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ เมื่อจะกินรำหัดพิมเสนแซกน้ำผึ้งรวงกิน แก้ลิ้นดูดนมมิได้หายดีนัก

ยาแก้กุมารกินเข้าไม่ได้ ขนานนี้ท่านให้เอา บอรเพ็ด ๑ ใบกะเพรา ๑ ไคร้หอม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำผึ้งรวงกิน กินข้าวได้ดีนัก

สิทธิการิยะ จะกล่าวถึงกุมารกุมารีทั้งหลาย อันเกิดโรคร้ายต่างๆคือตานทราง คือน้ำนมแห่งแม่แลแม่ซื้อ คือนนทปักษีประการ ๑ ปุศกะปักษีประการ ๑ ถ้าเปนไข้ให้สั่นไปทั้งตัว ให้ร้อนกระวนกระวายแลอยากน้ำนักเปนสำคัญ พึงรู้เถิดว่า นนทปักษีกระทำโทษ

ถ้าปุศกะปักษีกระทำโทษพิการแลปัดพิษ แล้วให้ประกอบยาขนานนี้ให้กิน ท่านให้เอารากถั่วแปบ บดด้วยน้ำมันดิบ บำบัดโทษทั้งหลาย มีต้นว่าปุศกะปักษีกระทำโทษ

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ใบกระเพรา ๑ รากผักแว่น ๑ ยาสองสิ่งนี้ บดทำลูกสะเดาผูกข้อมือข้อเท้ากุมาร กันปักษีทั้งปวงดีนัก ถ้าไม่ผูกข้อมือข้อเท้า จะเผาทามือทาเท้าก็ได้ดุจกัน

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ดอกสะเดา ๑ กระเมง ๑ พรมมิ ๑ ใบถั่วแระ ๑ ใบรักขาว ๑ ตำเอาน้ำละลายระคน ด้วยน้ำมันดิบ ทากุมารบำบัดโทษปุศกะปักษีทั้งปวงหายแล

ขนานหนึ่งท่านให้เอา รังแตน ๑ ผักแว่น ๑ ใบอังกาบ ๑ ใบมะคำไก่ ๑ สมุลแว้ง ๑ ใบอุโลก ๑ ใบอัญชันขาว ๑ บดกับน้ำมันดิบทากุมารบำบัดโทษทั้งปวง

ยาชื่อเบญจภังคี ขนานนี้ท่านให้เอา ยอดมะขวิด ๑ ยอดโพบาย ๑ ยอดทอง ๑ ยอดมะตูม ๑ ยอดมะเดื่อ ๑ บดทาตัวกุมารแล้วอาบน้ำเสีย บำบัดเคราะห์แห่งกุมารแลโลหิตทุกประการ อนึ่งให้แต่งเครื่องพลีกรรม ด้วยขนมนมเนย น้ำผึ้งรวง ถั่ว งา สุรา รสสุคนธ์ ดอกไม้ ประดับบูชาแล้ว เอาไปเสียที่หนทางสามแพร่ง เมื่อเวลาค่ำ บำบัดโทษแห่งกุมาร

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ผิวไม้ไผ่ ๑ ชันตะเคียน ๑ เนย ๑ ยา ๓ สิ่งนี้เผารม

สิทธิการิยะ ลำดับนี้จะกล่าวด้วยปีศาจกระทำโทษ แก่กุมารทั้งหลาย มีลักษณะ ๔ ประการ คือ นนทปักษีประการ ๑ กาลปักษีประการ ๑ อสุนนทปักษีประการ ๑ เทพีปักษีประการ ๑ (๑) อันว่าลักษณะนนทปักษีกระทำโทษแก่กุมารเมื่ออยู่ในเรือนไฟนั้น เข้าในไส้เปนเสมหะให้เจ็บทั้งตัว และให้รากสำรอกไหลออกมาทางจมูก (๒) อันว่าลักษณะกาลปักษีทำโทษนั้น เมื่อมารดาออกไฟแล้วได้ ๕ เดือน ปีศาจออกนอกไส้ให้ไส้เปนขดลั่นดังอยู่จ้อๆ แลให้ร้องไห้ เปนครู่แล้วให้ทอดใจใหญ่ร้องไห้เมื่อหลับ (๓) อันว่าลักษณะอสุนนทปักษีกระทำโทษแก่กุมารนั้นให้อยากน้ำให้นอนมิหลับกินเข้า มิได้ ให้ตัวร้อนปิศาจอยู่ตับ (๔) อันว่าลักษณะเทพีปักษีกระทำโทษแก่กุมารนั้นให้ง่าเท้า ง่ามือ เมื่อออกจากเรือนไฟแล้วได้ ๓ เดือน ๔ เดือนก็ดี ย่อมให้เหลือกตาซ้ายขวา แลช้อนตากระหม่อมพร่อง อันว่านนทปักษีเข้าในไส้นั้นออกโดยทวารหนัก อันว่ากาลปักษีกระทำโทษนั้นออกโดยทางปัสสาวะ อันว่าอสุนนทปักษีนั้นเข้าโดยจมูกออกทางจักษุ อันว่าเทพปักษีนั้นเข้าโดยนมออกโดยเท้า

ถ้าจะแก้นนทปักษีนั้น ท่านให้เอาใบหนาด ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ประสมกันเข้าบดทาตัวกุมารนั้น นนทปักษีกลัว

ถ้าจะแก้กาลปักษี ท่านให้เอาสาบแร้ง ๑ สาบกา ๑ เขาควาย ๑ ประสมกันเข้าเผารม กาลปักษีกลัว

ถ้าจะแก้อสุนนทปักษี ท่านให้เอาขนนก ๑ ขนกา ๑ ประสมกันเข้าเผา อสุนนทปักษีกลัว

ถ้าจะแก้เทพีปักษี ท่านให้เอาพลับพลึง ๑ สุพรรณถัน ๑ ประสมกันเข้าเผา เทพีปักษีกลัว

นนทปักษีนั้นเข้าเมื่อเช้าตรู่ ออกเมื่อสิ้นแสงตวัน กาลปักษีนั้นเข้าเมื่อเข้านอน ออกเมื่อตวันขึ้น อสุนนทปักษีนั้นเข้าเมื่อตวันเที่ยง ออกเมื่อเที่ยงคืน เทพีปักษีนั้นเข้าเมื่อตวันเย็น ออกเมื่อเช้าก่อนงาย

อนึ่งเดือน ๕, ๖, ๗, ๘, พระสีพรมยักษ์ อยู่ทิศเปนใหญ่กว่าปีศาจทั้งหลาย เข้ามาทำโทษแก่กุมารทั้งปวง อนึ่งเดือน ๙, ๑๐, ๑๑, ๑๒, พระสีหัศบดีอยู่ทิศเปนใหญ่กว่าฝูงปีศาจทั้งปวง เข้ามากระทำโทษแก่กุมารทั้งหลาย อนึ่งเดือน ๑, ๒, ๓, ๔, พระสีกุมารยักษ์อยู่ทิศเปนใหญ่กว่าภูตปีศาจทั้งปวง เข้ามากระทำโทษแก่กุมารทั้งหลาย นนทปักษีเข้านั้นสัตว์เดียรฉานร้องกุมารตกใจจึ่งเข้า เมื่อออกสัตว์รบกัดกันจึงออก กาลปักษีเมื่อเข้านั้น ไม้ไล่หักครืนเครงสัตว์รบกัดกันจึงเข้า เมื่อออกสัตว์รบกัดกันจึงออกอสุนนทปักษีเมื่อจะเข้านั้น มีผู้มาแต่ไกลเอาสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า มาหาจึงเข้า เมื่อออกมีคนทุ่มเถียงกันจึงออก เทพีปักษีเมื่อเข้านั้นได้ยินเสียงลมพัดแลฟ้าร้อง เสียงฆ้องกลองจึงเข้า เมื่อจะออกนั้นเสียงมนุษย์ร้องไห้จึงออก

อนึ่งถ้ากุมารเปนไข้กินข้าวย่อมให้รากแลลงท้อง แลนอนมิหลับท่านให้ทำกระบาล ๒ อัน เอาดินปั้นรูปสรรพสัตว์กระบาล ๑ สรรพผีกระบาล ๑ หม้อใหม่ ใบ ๑ จึงเอาแป้งปั้นแม่ลูก ๓ คน อุ้มกันใส่ในหม้อนั้น เอาน้ำมะพร้าวผล ๑ เทียนเล่ม ๑ จุดตาม ที่ปากหม้อ เอาไปลอยเสีย ทั้งกระบาลหายแล

อนึ่งในคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ผูก ๑ บริเฉท ๔ ว่าด้วยสังโยชน์นั้น พระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ว่า สตรีมีลักษณะน้ำนมอันเปนโทษนั้นด้วยเหตุ ๓ ประการ คือบริโภคอาหารแสลงมิชอบด้วยธาตุประการ ๑ อาหารมิควรบริโภคมาบริโภคประการ ๑ สตรีมีน้ำใจระคนไปด้วยมาตุคาม เปนนิจประการ ๑ ครั้นกุมารบริโภคน้ำนม ๓ ประการนี้จึงเปนโทษ อันนี้แจ้งอยู่ในคัมภีร์สังโยชน์โน้นแล้ว

ยาแก้น้ำนมโทษ ขนานนี้ท่านให้เอา กรุงเขมา ๑ ขิง ๑ กระพังโหม ๑ โกฐทั้ง ๕ ชะมด ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ต้มใส่น้ำ ๕ ทนานเขี้ยว เอาแต่ ๓ ทนานจงดี ให้แม่ลูกอ่อนกินชำระน้ำนมบริสุทธิ์ดีนัก

พระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ว่า ผู้ที่จะเปนที่พึ่งแก่กุมารนั้น ด้วยเสียงอันให้อ่อนแลให้แข็ง แลให้ห้ามอาหารที่มิควรจะบริโภค แลให้กินนมประการหนึ่ง ถ้ากุมารเปนไข้ท่านให้เอาเปรียง พระโคสด น้ำมะพร้าวนาฬิเก ระคนกินชำระน้ำนม อาจบำบัดโทษแห่งกุมารทุกประการ

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ตรีกระฏุก ๑ จุกโรหินี ๑ ตำเป็นผงระคนเข้าด้วยน้ำนมโค เคี่ยวให้กุมารกินแก้ไขเพื่อกำเดาหาย

ยาชื่อผลาธิคุณ ขนานนี้ท่านให้เอา ลำพัน ๑ ขิงแห้ง ๑ แห้วหมู ๑ อุตพิษ ๑ ต้มให้แม่ลูกอ่อนกินชำระ น้ำนมบริสุทธิ์ดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา โคกกระออม บดด้วยน้ำทาตัวกุมารและทาหัวนมมารดาไว้ให้แห้งแล้วล้างเสีย จึงให้กุมารกินบำบัดโทษ ๓ ประการดีนัก

อนึ่งให้ชิมน้ำนมนั้นดู ถ้าน้ำนมนั้นฝาด ให้เอาขันตักน้ำที่ใสมาหล่อ น้ำนมลองดู ถ้าเห็นหายไปกับน้ำ ก็ยังเกิดโทษอยู่ด้วยกำเดา ถ้าหล่อลงในน้ำแล้วน้ำนมนั้นจมข้นขาวบริสุทธิ์ หามลทินโทษมิได้เลย

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ไม้เท้ายายม่อม ๑ เทพธาโร ๑ ลำพัน ๑ อุตพิษ ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ ให้แม่ลูกอ่อนกินชำระน้ำนมโทษดีนัก
สิทธิการิยะ ลำดับนี้จะว่าด้วยลักษณะทรางโจรเปนดังนี้ () เมื่อแรกคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๓ วัน ทรางนั้เกิดในสันหลัง ๔ ยอด อยู่ในกระหม่อม ๔ ยอด ครั้นได้ ๓ เดือนก็สำแดงออกมาที่ปากทีหนึ่ง ยอดดำเชิงแดง ขึ้นต้นกรามทั้ง ๒ ข้างก็ดี แลให้ลงท้องแต่ในเขตร์ ๓ เดือนไปจน ๑๐ ขวบ (หรือ ๑๐ เดือน) ให้ลงเปนดังส่าเหล้า เมื่อได้ ๓ เดือน สำแดงออก มาทั้งตัวให้ลายดังปลากะทิง แลทรางนั้นมีแม่ ให้แสบทั่วสรรพางค์กาย ครั้นได้ ๖ เดือนทรางนั้นก็จมกลับเข้าไปในสันหลัง เข้าไปขึ้นในไส้แลชายตับนั้น ถ้าขึ้นตับให้อุจจาระดำออกมา ถ้าขึ้นในไส้อ่อน ให้อุจจาระสีเขียวดังใบไม้ ถ้าขึ้นในหัวใจให้รากโลหิตสดออกมา ถ้าขึ้นในคอให้คอแห้ง ถ้าขึ้นในกระเพาะเข้า ให้อยากเข้าอยากน้ำ ถ้าขึ้นในนาภีให้หลังโกง แลขัดปัสสาวะ มักเปนนิ่ว แลให้ปัสสาวะขาวดุจน้ำปูน เมื่อกลับเข้าไปข้างใน ขึ้นในหัวเหน่า ยอด ๑ บริวารขึ้นประจำแม่ทรางนั้น ๓๐ ยอด ขึ้นในตับยอด ๑ บริวารขึ้นด้วย ๖๐ ยอด ขึ้นในนาภียอด ๑ บริวารขึ้นด้วย ๔๐ ยอด ขึ้นในหัวอกยอด ๑ บริวารขึ้นด้วย ๕๐ ยอด ขึ้นในหัวใจยอด ๑ บริวารขึ้นด้วย ๗๐ ยอด ขึ้นในลำคอยอด ๑ บริวารขึ้นด้วย ๘๐ ยอด ขึ้นในจักษุทั้ง ๒ ข้างๆละ ๑ ยอด บริวารขึ้นด้วยข้างละ ๒๐ ยอด แลบริวารทรางโจรนั้น ๓๕๐ ยอด

ถ้าแพทย์จะใคร่รู้ไซ้ ให้พิจารณาดูลักษณะทรางที่เกิดในกระหม่อมก็ดีในจักษุก็ดี เมื่อจะใกล้ตายเปนดังนี้ ขึ้นจุกในลำคอจะกินเข้ากินนมมิได้ ขึ้นในเหงือกทั้ง ๒ ข้างนั้น บริวารอันอยู่ในกระหม่อมก็มาขึ้นที่ขาตะไกรทั้ง ๒ ข้าง แดง ดำ ขาว เหลืองก็ดี ถ้าแตกแล้วเมื่อใดตายเมื่อนั้น ถ้าขึ้นในเหงือก ในคอในไรฟัน แล้วทรางนั้นขึ้นมาประจำอยู่ในจักษุ ๒ ยอด ลงไปสันหลังประจบกันเปน ๖ ยอด เมื่อได้ ๓ เดือนเป็นทีหนึ่ง เมื่อได้ ๖ เดือนเปนทีหนึ่ง แต่ ๙ เดือนไปจน ๑๑ เดือน เปนทีหนึ่ง ถ้าเปนดังนั้นให้ลงท้องดังน้ำไข่เน่าแลน้ำล้างเนื้อ ถ้าเปนโลหิตตกแลบุพโพ ตกก็ดี ห้ามไม่ให้วางยารุ ยาผาย จะแก้ยากนัก ถ้าขืนวางยารุตายเปนเที่ยง อนึ่งบริวารทรางโจรเมื่อจะขึ้นแก้ม แม่นั้นแต่วันละ ๕ ยอดบ้าง ๖ ยอด ๗ ยอดบ้าง ถ้าบริวารจะขึ้นนั้น ขึ้นม้ามให้ม้ามหย่อนลงมาชายโครง แลให้เปนไข้ตัวร้อนตาเหลืองแลท้องแน่น ให้ขนลุกขนพอง แลให้พร่องอก แลผอมเหลือง ถ้าขึ้นชายตับเปนลายดังจุดตา แลลามออกไปเปนขอบเลื่อนเข้าหากัน ถ้าขึ้นในไส้ให้ไส้พองออก แลท้องนั้นเหลืองแลลงมิหยุด ถ้าขึ้นในกระดูกสันหลังทุกข้อ ลงกระดูกรักษายากมักตาย ถ้าทรางโจรอันขึ้นเท้า แต่แรกคลอดจากครรภ์มารดานั้น ครั้นได้วันหนึ่ง ทรางเกิดขึ้นในเท้า ๕ ยอด เปนดังนี้ () ขึ้นฝ่าเท้าข้างละ ๑ ยอด ขึ้นที่กลางเท้ายอด ๑ ขึ้นที่หลังเท้า ๓ ยอด ถ้าผู้ชายขึ้นเท้าขวา ๕ ยอด ถ้าขึ้นเท้าซ้าย ๓ ยอดตาย เขม่าขึ้นแต่ในเรือนไฟ เพราะว่าทรางลมมาบังเกิดอยู่ในเท้าทั้ง ๒ ข้าง ครั้นได้ ๓ เดือนก็จมหายเข้าไปถึงหัวเข่า ถ้าแพทย์ผู้ใดจะใคร่รู้ให้พิจารณาจงดี ให้รู้ลักษณะทรางอันขึ้นมา แต่ฝ่าเท้าถึงหัวเข่าแลต้นขาเปนดังนี้ () แลขึ้นแข้งขาทั้ง ๒ ข้างคมดังหนามกะเบนอ่อน ทรางนั้นขึ้นชิดกระดูกสันหลังแลกระดูกทั้งปวงแลขึ้นทุกเส้นเอ็น ครั้นถึงหัวเหน่าก็ขึ้นจับที่ลำไส้ยอด ๑ ขึ้นมาจับที่นาภียอด ๑ ขึ้นมาจับชายตับยอด ๑ ขึ้นจับหัวใจยอด ๑ ขึ้นจับลำคอยอด ๑ ขึ้นจับเพดาลุข้างละยอด อนึ่งข้างขวาขึ้นมาแต่ในท้อง ข้างซ้ายขึ้นมาจับแต่เอวแลคอยอด ๑ ขึ้นมาจับกลางหลังหัวสบัก ยอด ๑ อันที่ขึ้นมาในลำไส้นั้น จะบอกไว้ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้แจ้ง ว่าบริวารทรางโจรที่ทำให้ตายได้นั้นแลมาเกิดแก่กุมารทั้งหลาย ให้เจ็บเปนประการต่างๆด้วยความเจ็บนั้นทั่วสรรพางค์กาย เมื่อแม่ทรางขึ้นที่สำคัญทุกแห่งแล้วบริวารนั้น จึงขึ้นตามแม่ตั้งแต่หัวเหน่าขึ้นไปนาภี แม่นั้นยอด ๑ บริวารมาขึ้น ๘ ยอดก่อน เมื่อขึ้นนั้น ให้ตั้งเปื่อยออกไปเปนขุม ภายนอกนั้นสูงเปนหัวบุก แต่มีตัวดุจดังไรเกลื่อนออก หากันแล้ว จึงลามขึ้นไปที่กระเพาะเข้าแลชายตับ ถ้าขึ้นแต่ลำไส้นั้นหากให้ลง ถ้าขึ้นถึงกระเพาะเข้าแล้วให้อยากน้ำเปนกำลัง ถ้าขึ้นถึงชายตับให้ตกโลหิต ถ้าขึ้นม้ามให้ตัวร้อนท้องร้อนหลังร้อน แลระส่ำระสายทุรนทุรายให้เมื่อยให้สลบ ครั้นขึ้นได้วัน ๑ ก็ด้าน ลงไปแล้วไปขึ้นในจักษุข้างขวาก่อน ครั้นได้ ๗ วันจึงข้ามมาจับตาข้างซ้าย ครั้นได้ ๘ วัน ให้หลบ ทีหนึ่งจึงทรางในตับแลม้ามก็ขึ้นมาจับหัวใจ แล้วขึ้นจุกลำคอ ๓ ดวง ครั้นได้ ๙ วันตาย เมื่อตายแล้วก็สำแดงออกมาในสันหลัง แดงบ้าง ดำบ้าง เขียวบ้าง ถ้าแพทย์ผู้ใดจักใคร่รู้จักกำเนิดทรางโจร ให้พิจารณาดูเถิดเปนดังนี้

ทรางนิลมาบังเกิด เปนดังนี้ () เมื่อแรกคลอดจากครรภ์มารดาได้วัน ๑ ทรางนั้นก็มาเกิดในกระหม่อม ๓ ยอดลงมาขึ้นในสันหลัง ๕ ยอด อันขึ้นในกระหม่อม ๓ ยอด นั้นเมื่ออยู่ในเรือนไฟไม่รู้มีเขม่า ครั้นออกไฟแล้วจึงมีเขม่าแลตานทราง ถ้าแพทย์จะใคร่รู้ไซ้ ให้พิจารณาดูจงถ่องแท้ซึ่งยอดทรางอันเกิดแก่กุมารทั้งนี้ แลทรางจำพวกอันอยู่ในกระหม่อมก็ลงมาเกิดขึ้นในเพดาลุยอด ๑ หรือ ๓ ยอด ๔ ยอด ก็ดี ครั้นว่าขึ้นดังนั้นก็ไม่มีเขม่าแต่ในเรือนไฟ ครั้นว่าได้ ๒ เดือน ๓ เดือน ก็กระจายออกมาขึ้นเหงือกแลกรามทั้ง ๒ ข้าง แลให้ปวดเจ็บมีพิษทั่วสรรพางค์กาย ให้เจ็บเปนประการต่างๆ แลให้รากให้ลงท้องให้ระหายน้ำให้ท้องขึ้นให้กินเข้ามิได้ เมื่อได้ ๓ เดือน ก็สำแดงออกมานอกคอ แลคอนั้นให้แดงดุจลายเข้าตอก แลให้แดงออกมาตามทวารหนักทวารเบาก็ดี เมื่อได้ ๓ เดือนทรางนิลมาเกิดจมลงอยู่ในเนื้อก็หายไป จึงทรางแดงนั้นก็ขึ้นมาแทน สำแดงออกมาที่คอแลทวาร ถ้าทรางนิลมาเกิดขึ้นแก้ม ทรางแดงในเหงือกแลหน้าฟันแลต้นกรามข้างบน ถ้าขึ้นต้นกรามแลกลางเหงือกทั้ง ๒ ข้างนั้นไซ้ ให้แพทย์พิจารณาดูจงถ่องแท้ ถ้าเห็นยอดดำเชิงเหลืองห้ามไม่ให้แก้ ถ้ามิฟังจะขืนแก้ห้ามไม่ให้วางยารุ ขืนวางยารุเปนตายแน่ อนึ่งให้แพทย์พิจารณาดูทรางที่สำแดงออกที่คอให้แดงนั้น ถ้าแลหายเข้าไปเองไซ้ย่อมกลับขึ้นข้างใน แลทรางอันอยู่ในกระหม่อมนั้นครั้นได้ ๓ เดือนก็เลื่อนลงมาจากกระหม่อม เลื่อนลงมาขึ้นสันหลังข้างขวา ถ้าผู้หญิงขึ้นชิดกระดูกสันหลังข้างซ้ายเปน ๖ ยอด ด้วยกันครั้นได้ ๖ เดือนก็หายจมเข้าไปพร้อมกัน แล้วก็เข้าไปขึ้นข้างในเปนดังนี้ ()

ถ้าแพทย์รู้เห็นดังนี้แล้วไซ้ ให้วางยาจงดี จะกระทำให้ลงท้องให้อาเจียรให้ระหายน้ำ ให้ร้อนทั่วสรรพางค์กาย แลมือเท้าเย็น ให้ลงท้องอยู่ ๗ วัน แลให้เป็นบิดอยู่ ๙ วัน แล้วจึงให้ลงโลหิตเน่าอยู่ ๗ วัน จึงละอองทรางนั้นสำแดงออกมาปากแลขึ้นคอให้ไอก่อน เมื่อจะขึ้นนั้นให้แตกเป็นระแหง แลขึ้นเป็นหนามบรเพ็ดแดงออกมารักแร้ข้างละยอดเป็นดังนี้ () เมื่อจะขึ้นที่คอเปนดังนี้ () ขึ้นดังนี้แล้วไซ้ อาการทรางอันอยู่ในเท้าจะแสดงความตายออกมา ถ้าแพทย์จะใคร่รู้ไซ้ให้พิจารณาดูจงถ่องแท้ ให้รู้จักลักษณะทรางอันจะมาเกิดแก่กุมารทั้งปวง แลแพทย์ต้องดูที่ข้อเท้ากุมารนั้นขึ้นมาขากุมาร ถ้าว่าเนื้อด้านแลคายเปนหนังเท้าแล้วไซ้ แลทรางดวงนี้บังเกิดแกกุมารผู้ใด แต่เมื่อแรกให้ลงท้องนั้นไซ้ ให้หอบใจ หอบโครง แลหายใจหอบพัก บริวารทรางแดงทั้ง ๗๐ ยอดนี้ก็ขึ้นทุกกระดูก แลในเนื้อ แลขึ้นในไส้แลสันข้างใน แลขึ้นดาด ทั่วไปทั้งกาย และแม่ทรางขึ้นอยู่ที่สำคัญนั้นอยู่ในหัวเหน่ายอด ๑ อยู่ในนาภียอด ๑ ในหัวอกยอด ๑ อยู่ในกระหม่อมยอด ๑ อยู่ในคอยอด ๑ อยู่ในจักษุยอด ๑ แลอาการตายเมื่อจะแสดงในจักษุนั้น ทำให้ตาขาวมีสีแดงเปนโลหิตอาการนี้ตาย ทรางจำพวกนี้ชื่อทรางแดง ครั้นว่าแสดงออกมาพร้อมกันแล้ว ๙ วันตาย ถ้าผู้ใดจะเรียนเปนแพทย์ไซ้ ให้พิจารณาดูให้มั่นคง แล้วให้รู้ว่าทรางนี้ตายแลเปน ถ้าจะรักษาให้เจรจาดี, ยากนัก ถ้าแลให้ยาผิดแต่ ๑ วัน ๒ วันตาย ถ้าแลให้ยาถูกจะประทัง ไปได้จน ๑๑ วัน ๑๓ วัน ๑๕ วัน แต่กำหนด ทรางแดงนี้ ๗ วันตาย อันว่าทรางแดงนี้ ถ้าผู้ชายขึ้นข้างขวาดังนี้ () ผู้หญิงขึ้นข้างซ้ายเป็นดังนี้ () เมื่อแรกออกจากครรภ์มารดาได้ ๗ วัน จึงสะดือหล่นแล้วได้วัน ๑ ทรางก็มาบังเกิดในเท้าทั้งสองข้างในวัน ๑ จึงแม่ทรางอยู่ในหัวเหน่ายอด ๑ ก็บังเกิดเป็นละออง ขึ้นแต่เนื้อนาภี ขึ้นแต่ในลำไส้ ขึ้นมาลำคอ ดุจดังรำเข้าอ่อน แล้วก็ขึ้นมาแต่ในคอขึ้นมาที่ลิ้น แลฝีปากจึงเรียกว่าเขม่า แล้วก็หล่น ถ้วน ๓ หน จึงจะกลับลงไปหัวเหน่า ครั้นได้ ๓ เดือน ทรางในเท้านั้นก็เลื่อนขึ้นมากลางแข้งเป็นดังนี้ () ถ้าหญิงขึ้นข้างซ้าย ชายขึ้นข้างขวา ครั้นว่าได้ ๖ เดือนก็ขึ้นถึงหัวเข่า ครั้นทรางที่เท้าขึ้นมาแล้ว จึงทรางในหัวเหน่าหายไปและเมื่อได้ ๖ เดือนแล้วก็ให้อาเจียนเจ็บปวดเป็นประการต่างๆ ถ้าว่าแพทย์รู้ดังนี้ให้ยานั้นถูกโรคจึงรอด ถ้าว่าให้ยาไม่ถูกแต่ใน ๗ วัน ๙ วัน ๑๑ วันตาย และทรางแดงเมื่อขึ้นในนาภีนั้น ก็สำแดง ออกมาปากก่อนเป็นดังนี้ () ขึ้นแต่ต้นลิ้นออกมาปากให้ปากแดงแลเหงือกแดง แต่ต้นกรามทั้งสองข้างออกมาหน้าฟันทั้งสองข้างนั้น ประจบกันแล้วจึงจะตั้งยอดอยู่ที่หน้าฟัน ๓ ยอดเป็นดังนี้ () ครั้นได้ ๙ เดือนไปจน ๑๑ เดือน จึงทรางในหัวเหน่าก็ขึ้นสันข้างในเป็นดังนี้ () แล้วจึงบริวารนั้นก็ขึ้นมาตามลำไส้บ้าง และขึ้นในเนื้อทั่วสรรพางค์กาย ขึ้นในลำไส้ในกระเพาะเข้าเปนดังนี้ () ถ้าขึ้นสันข้างในแลสองชายโครง แลขึ้นชายตับให้ลงท้องก็ดี ให้อาเจียรอาหารก็ดีแลอยากน้ำนักก็ดี ให้ตกโลหิตก็ดี เมื่อได้ขวบ ๑ กับ ๓ เดือนก็ดี ได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือนก็ดี แลทรางนั้นก็ดาดขึ้นมา จับลำคอ แลออกจับหูจับตาขึ้นจับกระหม่อม ให้ทรุดแลผอมแห้งหงอยไป น้ำแลนมนั้นกินมิได้ แลร้องไห้เสียงแหบ ขี้ตากลมอยู่ แลให้ฟันนั้นบางแลนั่งเข่าถึงเพียงหู ถ้าขึ้นดังนั้นให้ตามัว แลหางตาทั้งสองข้างนั้นเหลือง เมื่อได้ขวบหนึ่งก็ดี สองขวบก็ดี แลเมื่อจะใกล้ตายทรางนั้นก็แสดงที่ตะโพก แลขาทั้งสองข้าง แลที่กลางหลังแลหัวอกแลเนื้อตัว อันแรกออกมานั้นให้เปนเม็ดแดงดังสีชาด แล้วแตกไหม้ลงลามออกไปเปนดังไฟลนตั้งออกเปนขอบ ครั้นเปนดังนี้แล้วจึงทรางกาฬชื่อนิลปัตร นั้นขึ้นมาในลำคอสามยอด เปนดังนี้ () ครั้นขึ้นดังนี้ () แล้วจึงละอองทรางนั้นก็สำแดงออกมาปาก แลขึ้นลิ้นเปนไข่ออกมาดังนี้ () จึงขึ้นดาดออกมาเต็มทั้งปาก ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้วพึงรู้เถิด ว่าจะตายในสองวันสามวันนั้นเปนกำหนด อันว่าทราง ๑๓ แม่นี้บังเกิดแก่กุมารผู้ใด ย่อมเปนสำหรับกรรมของกุมารผู้นั้น

อันว่าทรางไฟ นั้นดวงดังนี้ () แลเมื่อแรกออกจากครรภ์มารดานั้น เมื่ออยู่ในเรือนไฟเขม่าขึ้นแล้วแต่ในเรือนไฟแล้วแลหายไป จนได้ ๓ เดือน จึงทรางมาขึ้นตะโพกข้างขวานั้น ๕ ยอด ถ้าผู้หญิงข้างซ้าย ๓ ยอด ขึ้นกลางเท้าทั้งสองข้างๆละ ๒ ยอด เปนดังนี้ () ครั้นได้ ๓ เดือนกับ ๑๕ วันทรางอันอยู่ในที่กลางใจเท้าก็จมลง แล้วก็เลื่อนขึ้นมาถึงแข้งเปนดังนี้ () บริวารทั้ง ๕๐ ยอดนั้น ครั้นแม่ขึ้นถึงต้นขาแล้วก็กระจายไปขึ้นเท้าข้างซ้าย ๑๕ ยอด แลขึ้นชิดกระดูกทุกข้อกระดูกกระทำให้เจ็บเมื่อยขบให้ตัวร้อนให้ร้องไห้แต่ ตวันบ่ายไปจนดึกแลนอนน้อย เมื่อได้ ๓ เดือนจึงทรางนั้นก็สำแดงออกมาให้เท้าเย็นตัวนั้นพรุนขึ้นเปนทรายซัด แลให้คันทั่วทั้งตัวแล้วหายไป เมื่อได้ ๓ เดือนปลาย ให้ผุดออกมา แขน, ขา, แข้ง, ก็ดี ให้หนังนั้นแห้งไหม้ดำดุจไฟลน ถ้าเปนดังนั้นตลอดออกมาแต่เท้าขึ้นไปจนเอว ครั้นว่าขึ้นมาถึงบั้นเอวก็ตายแล เมื่อจะใกล้ตายนั้นขึ้นในลำขาเปนดังนี้ () ขึ้นในหัวเหน่าเปนดังนี้ () ขึ้นที่ในนาภีนั้นเปนดังนี้ () ถ้าแพทย์เห็นดังนี้ไซ้ให้วางยาจงดีลำบากนักรักษามิได้ตายแล

ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาให้ดูปากแลลิ้น แลให้รู้ว่าหละแห่งทรางอันกำเนิดหละแห่งทรางนั้นมีอยู่ ๙ ประการ คือยอดเหลืองประการ ๑ ยอดแดงประการ ๑ ยอดดำดุจน้ำหมึกประการ ๑ ยอดเขียวดุจใบไม้เปนสายโลหิตอยู่ในประการ ๑ ยอดดำดังสีนิลประการ ๑ ยอดดังสีลูกหว้าห่ามประการ ๑ ยอดดังสีครามประการ ๑ ยอดขาวประการ ๑ ให้รักษาดูตามธรรมเนียมทรางนั้นเถิด อนึ่งขึ้นแดงไปทั้งปากร้ายนักให้วางยาจงดี อนึ่งขึ้นเต็มไปทั้งลิ้นแลสีนั้นเหลือง ชื่อละอองพระบาท ถ้าขึ้นยอดนั้นเหลืองดังเมล็ดเข้าโภชน์ ชื่อแสงพระจันทร์ เมื่อขึ้นนั้นให้ลงท้องและตาแขง

ยาแก้ทรางแสงพระจันทร์ ท่านให้เอาเทียนดำ ๑ สานส้ม ๑ ดีปลี ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงเอาน้ำลูกมะแว้งเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะแว้ง ทาทรางแสงพระจันทร์หาย

ถ้าทรางนั้นขึ้นยอดแดง ชื่ออุไทยกาล เมื่อแรกขึ้นนั้นกระทำพิษให้ตาเหลือง ชักเท้างอ มืองอ นอนถีบให้อุจจาระปัสสาวะมิออก

ยาแก้ทรางอุไทยกาล ท่านให้เอาพิมเสน ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ สะค้าน ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำนมโคทาหาย

ถ้าขึ้นยอดนั้นดำ ชื่อฝอยไฟ ขึ้น ๓ วันให้เจ็บหลับและทั่วตัวให้หายใจนั้นหอบขึ้น

ยาแก้ทรางฝอยไฟ ท่านให้เอา ดินประสิวขาว ๑ เปลือกทองหลางใบมน ๑ ใบระงับพิษ ๑ เทียนดำ ๑ หางจรเข้ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันตำเปนผงเอาน้ำมะพร้าวนาฬิเกเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำทาก็ได้ชโลมก็ได้หายแล

ถ้ามิฟังท่านให้เอา ใบหนาด ๑ ดอกจันทน์ ๑ พิมเสน ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันตำบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเกลือน้ำเหล้าก็ได้ ทาปากกุมารหายดีนัก

ถ้าขึ้นยอดนั้นเขียวดังใบไม้ เปนสายโลหิตแล่น อยู่หน่อยหนึ่งนั้น ครั้นถึง ๕ วันให้ท้องขึ้นแลลงท้อง แลฝีปากนั้นแห้งร้องไห้เสียงแห้ง ถ้าจะแก้ ท่านให้เอา ใบน้ำเต้า ๑ ใบผักไห่ ๑ ใบประดู่ ๑ ใบฟักเข้า ๑ ลูกประคำดีควาย ๑ จันทน์หอม ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันตำบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้าชโลม แล้วจึงทำยาทาปากให้ทาต่อไป

ยาทาปาก ขนานนี้ ท่านให้เอา เทียนดำ ๑ ใบหนาด ๑ ดินประสิวขาว ๑ พริกไทย ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้าทาปากหายแล

ถ้าขึ้นคอท่านให้เอาใบมะกล่ำเครือ ๑ ชะเอม ๑ บดละลายน้ำผึ้งกินหาย

ถ้าขึ้นยอดนั้นดำดังสีนิล ชื่อนิลกาฬ ขึ้นได้วัน ๑ แปรเป็นนิลไฟขึ้นได้ ๒ วันแปรเป็นนิลเพ็ชร์ย่อมเป็นคู่กันทั้ง ๒ ข้าง ถ้านิลกาฬขึ้นได้ ๓ วันก็ให้ตายครึ่งตัวอยู่แล้วแลร้องไห้มิได้เลย

ยาแก้ทรางนิลกาฬ ท่านให้เอา ลูกสารพัดพิษ ๑ รากหนาด ๑ เปลือกมะกรูด ๑ ใบคนทีสอ ๑ รากผักโหมหิน ๑ เปลือกทับทิม ๑ การบูร ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันบดทำแท่งไว้ละลายน้ำนมโคทาปากหาย

ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอา ใบถั่วแระ ๑ กานพลู ๑ น้ำประสานทอง ๑ รากกล้วยตีบ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาน้ำใบตำลึงตัวผู้ เปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่าแทรก เปรียงพระโคหน่อยหนึ่ง ทาปากหายดีนัก

ยาชโลมสำหรับดับพิษ ขนานนี้ท่านให้เอา ใบระงับทั้งสอง ๑ ใบตำลึงตัวผู้ ๑ โคกกระออม ๑ หญ้าน้ำดับไฟ ๑ จันทน์หอม ๑ ใบชะบา ๑ ใบฝักเข้า ๑ ข่า ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากันบดทำแท่งไว้ ชะโลมแก้พิษทรางดีนัก

ยาชื่อกัลยาทิคุณ ขนานนี้ท่านให้เอา กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ขอนดอก ๑ โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐก้านพร้าว ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐหัวบัว ๑ ลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ กานพลู ๑ กระวาน ๑ เนรภูสี ๑ ชาดหรคุณ ๑ ชะเอมเทศ ๑ พิมเสน ๑ อำพันทอง ๑ รวมยา ๑๘ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงเอาน้ำดอกไม้เปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้เทศ น้ำดอกไม้ไทยก็ได้ กินแก้ตานโจรอันกระทำให้เชื่อมมึนแลกินอาหารมิได้ ย่อมให้หลับตาซึมอยู่นั้นหายวิเศษนัก

ยาชื่อเขียวน้อย ขนานนี้ท่านให้เอา ใบระงับพิษ ๑ ใบน้ำเต้า ๑ ใบหนาด ๑ ใบกระเม็ง ๑ ใบเสนียด ๑ ใบอังกาบ ๑ ตรีกระฏุก ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันบดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินตามกำลังกุมาร กินเข้าได้แลห้าม ตานโจรอันทำให้เจ็บท้องแลลงท้องนั้นหายแล

ยาชื่อมหารส ขนานนี้ท่านให้เอา ลูกโหรพา ๑ ลูกมะขามป้อม ๑ ลูกผักชี ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐหัวบัว ๑ โกฐสอ ๑ น้ำประสานทอง ๑ สานส้ม ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละส่วน เอาชะเอมเทศ ๒ ส่วน รวมยา ๙ สิ่งนี้ตำเปนผงบดปั้นแท่งไว้ ถ้าจะทาปากกุมารแก้ทรางขึ้นลิ้นแลแก้ตกมูกเลือดละลายน้ำเหล้ากิน ถ้าจะแก้ปวดมวน ละลายน้ำกระทือหมกไฟ กิน ถ้าจะแก้ลง ละลายน้ำเปลือกมะเดื่อกิน ถ้าจะแก้ทุเลา ละลายน้ำใบกระเพรากิน แก้ตานทรางทั้งหลายหายสิ้นดีนัก

ยาชื่อสังขสมุทัย ขนานนี้ท่านให้เอา แมลงมุมตายทราก ๑ น้ำประสานทอง ๑ ใบกระเพรา ๑ ลูกกระวาน ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน เอาน้ำเหล้าเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่าทาปากกุมารทั้งหลายหายแล

ยาน้ำมัน ขนานนี้ท่านให้เอา ขี้วัวสด ๑ ใบพลูแก ๑ กระเทียม ๑ ยาดำ ๑ ฝิ่น ๑ ดีงูเหลือม ๑ น้ำมันงา ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน หุง ให้คงแต่น้ำมัน จะกินหรือทาก็ได้แก้ทรางขึ้นปากแลลิ้นหายแล

ยาน้ำมันขนานนี้ท่านให้เอา สมอเทศ ๑ สมอไทย ๑ สมอพิเภก ๑ ใบมะระ ๑ ใบนมพิจิตร์ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน น้ำมันงาเอาแต่พอควร หุงให้คงแต่น้ำมันจะกินหรือทาก็ได้ ถึงเหน้าเปื่อยเหม็นเปนประการใดก็หายสิ้นวิเศษนัก

ยาชื่อเหลืองน้อย ขนานนี้ท่านให้เอา พริก ๑ ขิง ๑ กระเทียม ๑ หอมแดง ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ดินประสิวขาว ๑ สุพรรณถันแดง ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันเอาน้ำมะนาวเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินแก้ตานทรางหาย

ยาชื่อเหลืองใหญ่ ขนานนี้ท่านให้เอาพริก ๑ ขิง ๑ ข่า ๑ กระชาย ๑ หอม ๑ กระเทียม ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เมล็ดผักกาด ๑ เนรภูสี ๑ สังกรณี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน เอาน้ำเหล้าเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินแก้พิษฝีดาด แลฝี ดวงเดียวแลตานทรางแลตานโจรแลละอองเขม่า โทษร้ายทั้งปวงหายสิ้นดีนัก

ยาแก้ตานทรางแลตานขะโมย ขนานหนึ่งท่านให้เอาบรเพ็ด ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบอังกาบ ๑ ใบพลูแก ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันบดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากิน แก้ตานทรางแลตานขะโมยหายสิ้นวิเศษนัก

ยาแก้ทรางแดง ขนานหนึ่งท่านให้เอา กำมะถันแดง ๑ ยาดำ ๑ ดินประสิวขาว ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ใบคัดมอน ๑ ใบตานหม่อม ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินแก้ทรางแดงหาย ยาขนานนี้พระอาจารย์ท่านสรรเสริญไว้ว่าดีนัก

ยาชื่อเบ็ญจปัตร์ ขนานนี้ท่านให้เอา จุณสี ๑ น้ำประสานทองสตุ ๒ กะปิเผาไฟ ๓ เกลือขั้ว ๔ รวมยา ๔ สิ่งนี้ ตำเปนผงเมื่อบดรำหัดพิมเสนทำแท่งไว้ ถ้าทรางแดงแลทรางอันใดๆ ก็ดีที่หนัก นั้นให้กวาดดูด้วยยานี้ ถ้ากวาดดูไม่รากไม่ได้เลยถ่ายเดียว ถ้ากวาดออกไปแลรากออกมาในทันใดนั้นมิตายเลย ให้แก้ด้วยสรรพคุณยาทั้งหลาย ยักย้าย ไปตามกระบวน นั้นเถิด

พระอาจารย์ท่านกล่าวมาใน คัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๒ ว่าด้วย ลักษณะแผนรูปแลลักษณะสัตรี แลปักษีชาติเกิดประเภท แลดวงทรางทั้งหลายจนถึงปักษีเข้า แลปิศาจกระทำโทษ ๓ ประการ แลลักษณะทรางแดง ทรางโจร ทรางไฟ แลทรางนิลปัฏมาเกิด แลดวงทรางทั้งหลายนั้น ก็จบบริบูรณ์โดยสังเขปแต่เพียงนี้

สิทธิการิยะ จะกล่าวกำเนิดทรางทั้งปวง อันเกิดแก่กุมารแลกุมารีทั้งหลาย ให้แพทย์ทั้งปวงพึงรู้ลักษณะโดยสังเขปดังนี้

ว่าด้วยกำเนิดทรางไฟ ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดา วันอาทิตย์ทรางไฟเปนเจ้าเรือน อันว่าลักษณะทรางไฟนั้น ในเมื่อครรภ์มารดาได้ ๓ เดือน มารดามักให้เปนพรรดึกแลให้ขัดเบาๆเปนโลหิต แลมักจุกเสียด เอ็นย่อมชักให้มือสั่นให้ครั่นเนื้อตัว ให้ผอมเหลืองให้เดินไกลมิได้ ให้ขัดหัวเหน่าแลท้องน้อย ให้สลัก ตะคาก เจ็บตะโพกเปนกำลัง แลให้อยากของหวานเปนกำลัง ดังนี้ แลลักษณะทรางไฟมีแม่ ๔ ยอด เมื่อคลอดจากครรภ์มารดานั้นเขม่าขึ้นแต่ในเรือนไฟ ครั้นได้ ๗ วันก็หายไปด้วยแม่ทรางไฟนั้นขึ้นฝ่าเท้าข้างขวา ๓ ยอด ขึ้นข้างซ้ายยอด ๑ ถ้าผู้หญิงขึ้นข้างซ้าย ๓ ยอด มีบริวาร ๔๐ ยอด ขึ้นมาลำขา ๒ ยอด ลำแขน ๒๐ ยอดบ้าง เมื่อออกจากเรือนไฟได้ ๓ เดือน แม่ทรางขึ้นอยู่ในใจเท้า ยอด ๑ เมื่อได้ ๔ เดือนนั้นให้เท้าฟก จึ่งให้กินเข้าแลนมมิได้ มักชวนนอนนาน ครั้นได้ ๖ เดือนจึงขึ้นมาอีกยอด ๑ จึงเปน ๒ ยอดด้วยกัน แลตังอยดขึ้นข้างนอกเนื้อดุจลูกหว้าห่าม แลมาได้ ๖, ๗, ๘, ๙, วัน ๑๐ วันบ้าง แล้วก็ดาด หายไป ครั้นได้ ๘ เดือนขึ้นอีกยอด ๑ ประจบกันเปน ๓ ยอด ขึ้นอยู่ข้อเท้า ครั้นได้ ๙ เดือน แม่ทรางกำเนิดขึ้นมายอด ๑ จึงเปน ๔ ยอดด้วยกัน มีบริวาร ๔๐ ยอด แล้วกระจายออกมาขึ้นกลางแข้งกลางขาแลเข่าบ้าง จึงตั้งยอดแดงดังผลมะไฟ ขอบนั้นก็แดงแลด้านลง ลามออกไปดังไฟไหม้ แลหลังนั้นพุพองขึ้นแล้วเกลื่อนเข้าหากัน ครั้นสุกออก พร้อมกันก็ให้ปวดแต่หลังเท้าถึงแข้งลำขาตะโพกแลบั้นเอวก็ดี ถ้าแลแพทย์เห็นดังนี้อย่าให้รักษาเลย ด้วยแม่ทราง ๔ ยอดนั้นขึ้นในนาภีจึงเปื่อยออกดังหัวบุก เปื่อยลงมาเอาหัวเหน่าแลปากทวารหนัก แลกระเพาะมูลหนัก แลลามไปรอบสดือ จึงทำให้ตกมูกตกโลหิตตกหนอง แล้วให้ลงเปนน้ำส่าเหล้า น้ำล้างเนื้อ น้ำคาวปลา แลน้ำไข่เน่า ด้วยแม่ทรางนั้นข้ามมาตามไส้อ่อนไส้แก่ แล้วก็เข้าจับหัวตับตัวปอด จึงแสดงออกมาตามทวารจึงมีบริวารทำให้เจ็บแสบให้ร้อนดุจไฟอันมีพิษ เมื่อจะตายให้ฝ่ามือแลเท้าแดงดังลูกนก อันว่าลักษณะทรางไฟเกิดพร้อมดังนี้แล้วเมื่อใด ท่านกำหนดไว้แต่ใน ๘ วัน ๙ วัน ๑๐ วันหรือ ๑๑ วัน กุมารผู้นั้นจะตายเปนอันเที่ยง

อันว่ากุมารกุมารีผู้กำเนิดวันอาทิตย์ แลปากกุมารนั้นจึงเขม่ามาขึ้นเพราะเสมหะแลกำเดากล้า จึงให้มีพิษให้ร้อนภายในพิษนั้นก็เกิดเปนเขม่าภายใน แลเกิดเปนทรางแลเขม่าภายในเพราะโลหิตแลเสมหะระคนกัน จึ่งให้กินเข้าดื่มน้ำแลนมมิได้เพราะโลหิต แลเสมหะเปนกำลัง บางทีสเมหะเน่าจึงให้ตกมูกตกเลือด บางทีเปนพยาธิต่างๆ ถ้าจะแก้ให้เอายาขนานนี้แก้ก่อน

(๑) ยาแก้ทรางไฟขนานนี้ ท่านให้เอาหว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เนรภูสี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ ชะเอมทั้งสอง ๑ ใบมะกล่ำเครือ ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ตัวร้อนแก้ตานทรางทั้งปวง ทำแท่งก็ได้ละลายน้ำเหล้ากิน แก้ตกมูกตกเลือดดีนักแล

(๒) ยาแก้ทรางไฟขนานนี้ ท่านให้เอาหญ้าเกล็ดหอย ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบพุงดอ ๑ เชือกเขาไฟ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้ตำเปนผงเอาน้ำประคำดีควายเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่า แซกดีงูเหลือม กินก็ได้ทาก็ได้ วิเศษนัก

(๓) ถ้ามิฟัง ขนานนี้ ท่านให้เอา ลิ้นทเล ๑ ฆ้องสามย่าน ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เข้าสารข้างครก ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้บดชะโลมแก้พิษทรางไฟดีนัก

(๔) ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอา ใบน้ำเต้า ๑ ใบระงับพิษ ๑ ใบกระทุงหมาบ้า ๑ ใบสวาด ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบเสนียด ๑ ใบมะเฟือง ๑ ลูกปราย ๑ ลูกพิลังกาสา ๑ ลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ เทียนแดง ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๑๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่า แซกน้ำประสานทอง กินแก้สารพัดพิษดีนัก

( จบลักษณะทรางไฟแต่เท่านี้ )

 



สิทธิการิยะ จะกล่าวกำเนิดทรางน้ำต่อ ไป ตามลำดับโดยสังเขป อนึ่ง ถ้ากุมารกุมารีผู้ใด คลอดจากครรภ์มารดาวันจันทร์ กำเนิดทรางน้ำเปนเจ้าเรือน อันว่าลักษณะทรางน้ำนั้นในเมื่อครรภ์ มารดาตั้งขึ้นได้ ๓ เดือนนั้น มารดามักให้ปวดศีร์ษะแลเจ็บนม แล้วให้อยากของอันหวาน แลให้เมื่อยแขนทั้งสองข้างให้หูหนัก ตาฟางมักเปนลมให้มึนให้ตึง แลให้รากให้กระหายน้ำเปนกำลังไปจนกำหนดคลอด อันว่าลักษณะทรางน้ำนั้นโตประมาณเท่าใบพุดทรา มีสีอันแดงดุจลูกผักปลัง ห่ามขึ้นหลังแลราวข้าง ขึ้นแขนแลตามทรวงอกก็ดี ทรางน้ำนี้หาแม่มิได้ ถ้าเห็นขึ้นมาดังกล่าวไว้นี้ ท่านว่ามิตายเลย ให้แพทย์พึงพิจารณาดูจงเลอียดเถิด ถ้าจะแก้ให้เอายาขนานนี้แก้ก่อน

(๑) ยาแก้ทรางน้ำขนานนี้ ท่านให้เอาใบผักคราด ๑ ใบผักเปด ๑ ใบสวาด ๑ ใบสมี ๑ หว้านน้ำ ๑ น้ำประสานทอง ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงบดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินดีนัก ได้หายมามากแล้ว

(๒) ถ้ามิฟังขนานนี้ท่านให้เอา ใบแมงลัก ๑ ใบหนาด ๑ เทียนดำ ๑ เปลือกโพบาย ๑ ดีปลี ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากันตำเปนผง บดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินหาย

(๓) ถ้ามิฟังขนานนี้ท่านให้เอา เปลือกมะเดื่อ ๑ ใบทองพันชั่ง ๑ ลูกจันทน์ ๑ ลูกพิลังกาสา ๑ ลูกสารพัดพิษ ๑ ลูกประคำดีควาย ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากันตำเปนผงบดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินหาย

(๔) ถ้ามิฟังขนานนี้ท่านให้เอา ลูกปราย ๑ ลูกราชดัด ๑ ลูกสารพัดพิษ ๑ ลูกพิลังกาสา ๑ น้ำประสานทอง ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๒ สลึง โหราเดือยไก่ ๒ สลึง พริกไทย ๑ เฟื้อง เปนยา ๑๑ สิ่งด้วยกัน ตำเปนผงบดทำแท่งไว้ละลายน้ำเหล้ากินแก้ทรางน้ำแลทรางทั้งปวงวิเศษนัก

( จบลักษณะทรางน้ำแต่เท่านี้ )

สิทธิการิยะ จะกล่าวลักษณะกำเนิดทรางแดง ต่อไปตามลำดับเรื่องโดยสังเขป อนึ่งถ้ากุมารกุมารีผู้ใด คลอดจากครรภ์มารดาวันอังคาร กำเนิดทรางแดงเปนเจ้าเรือน อันว่าลักษณะทรางแดงนั้น ในเมื่อครรภ์มารดาได้ ๓ เดือนนั้น ให้มารดาเกิดเปนลม จุกเสียด ให้วิงเวียน ให้หอบพักแลราก ให้เมื่อยมึนเปนกำลัง ให้มือแลเท้าบวม แลให้นอนมิหลับ ลักษณะทรางแดงมีแม่นั้น ๖ ยอด อยู่ในกระหม่อม ๓ ยอด อยู่กลางสันหลัง ๓ ยอด มีบริวารอยู่ ๗๒ ยอด เมื่ออยู่ในเรือนไฟหาเขม่ามิได้ เหตุแม่ทรางนั้นเลื่อนขึ้นมาเกิดเพดาล ข้างบนนั้น ๑ ยอด ๒ ยอด ๓ ยอด แล ๔ ยอด ๕ ยอด ก็ดีจึ่งไม่มีเขม่าในเรือนไฟ ครั้นออกไฟแล้วจึ่งเขม่าตานทรางนั้นมีมา ครั้นถ้วน ๓ เดือนแม่ทรางจึ่งลงมาจากกระหม่อมยอด ๑ ขึ้นสันหลังยอด ๑ เปน ๒ ยอดด้วยกัน จึ่งสำแดงออกมาที่คอแลคาง ที่ขาหนีบแลรักแร้ข้างนอกแลทวารหนักก็ดี ยอดนั้นแดงคือทรางแดงสำแดงออกมา ให้ลำบากแก่กุมารกุมารีทั้งปวงนั้น จึ่งทำให้ลงแลรากให้กระหายน้ำ แลเชื่อมมึนมีพิษให้ไอแลคอแห้ง ให้ผอมเหลืองให้ตกมูกแลเลือด กินเข้าแลดื่มน้ำนมมิได้ ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้วให้พิจารณาดู ให้รู้จักว่าตัวผู้แลตัวเมีย แลลักษณะเปนแลตาย ร้ายแลดีทั้งปวงให้ประจักษ์แจ้ง ถ้าแพทย์จะรักษาจงให้ยาที่ควรแก่โรคจึ่งจะหาย ถ้าวางยาผิดแลมิต้องด้วยโรคแล้วใน ๙ วันกุมารกุมารีผู้นั้นจะลำบากยิ่งนัก ถ้าแพทย์ผู้ใดเรียนคัมภีร์ แลมิได้เรียนคัมภีร์นั้นก็ดุจกัน ถ้าจะรักษาให้รักษาจงดี ถ้าจะเจรจาก็ให้เจรจาจงดี ให้เมื่อได้ ๓ เดือนนั้นแม่ทรางลงอิกยอด ๑ เมื่อได้ ๖ เดือนลงอิกยอด ๑ แต่ ๙ เดือนไปจนถึง ๑๑ เดือนลงอิกยอด ๑ ทั้งนี้คือทรางที่กระหม่อม ๑ บอกไว้ให้แพทย์พึงรู้ทรางซึ่งลงมานั้นคือทรางยอดเอกลงมาเกิดเปน ๖ ยอดด้วยกัน ทรางยอดเอกนั้นลงให้มีพิษเจ็บปวดเปนกำลัง ให้แพทย์รักษาจงดี ถ้าไม่รู้จักรักษาตายเปนเที่ยง ถ้ารู้รักษามิตาย ถ้าจะวางยา อย่าให้วางยารุ ยาผาย ถ้าจะรักษาสืบไปเมื่อน่านั้นยากนัก ครั้นได้ขวบ ๑ จึ่งทรางยอดเอกหลบเข้าไปขึ้นในสดือเหนือสดือนั้นยอด ๑ ครั้นได้ขวบ ๑ กับ ๓ เดือน แม่ทรางจึ่งหลบเข้าไปตามกัน ขึ้นในสดืออิก ๒ ยอดด้วยกันครั้นได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือน หลบเข้าไปขึ้นในสดืออิกเปน ๓ ยอด ครั้นได้ขวบ ๑ กับ ๘ เดือน หลบเข้าไปในสดือเปน ๔ ยอดครั้นได้ขวบ ๑ กับ ๑๑ เดือน หลบเข้าไปในสดือเปน ๕ ยอด ครั้นได้ ๒ ขวบกับ ๒ เดือน หลบเข้าไปในสดือเปน ๖ ยอด ในเมื่อเข้าพร้อมกันดังนี้แล้ว จึงบริวารทรางแดง ๗๒ ยอดนั้นก็ขึ้นแกมแม่ ในกระเพาะน้ำ แลลำไส้อ่อนไส้แก่ในหัวเหน่าแลสันหลัง แลคางก็ดีแลขึ้นในราวข้าง ทั้ง ๒ ขึ้นในอกแลในคอแลในลิ้นก็ดี ให้เจ็บทั่วสรรพางค์ ถ้าแลขึ้นหัวเหน่าแลกระเพาะเยี่ยวนั้น ให้ยัดอุจจาระแลปัสสาวะ ขึ้นไส้แก่ให้ลงท้อง ขึ้นไส้อ่อนให้เยี่ยวดังขึ้นราวข้างทั้ง ๒ ให้ตัวร้อน ขึ้นสันหลังข้างในให้นอนมิหลับ ขึ้นกระเพาะเข้าให้ราก ขึ้นกระเพาะน้ำให้กระหายน้ำนัก ขึ้นคอให้ไอคอแห้ง ขึ้นตาให้ตาซม ขึ้นปากให้ปากแดง ขึ้นหูให้หูเน่า อันว่าลักษณะทรางแดงตัวผู้แลตัวเมีย ถ้าบุคคลผู้ใดจะเปนแพทย์ให้รู้จักดังกล่าวมานี้ คือขึ้นมาในรักแร้ ถ้าผู้ชายหลบเข้าข้างขวา ถ้าผู้หญิงหลบเข้าข้างซ้าย ครั้นสิ้นกำหนดทรางแดงตัวเมียแล้ว จึ่งทรางแดงตัวผู้มาบังเกิด ผุดออกที่รักแร้ทั้ง ๒ ข้างๆละยอดจึงตาย อันว่าลักษณะทรางแดงกำหนดแต่ใน ๓ เดือนจนถึง ๙ เดือน ไปจนขวบ ๑ กับ ๙ เดือนจึงเข้าไป พร้อมกัน แลทำให้ตกมูกตกเลือดแลตกหนอง คือม้ามย้อย ให้ตัวร้อน ให้ผอมเหลือง แลอุจจาระเหลืองเยี่ยวเหลือง ให้จุกเสียด เสมหะฟูมออกมาทั้งซ้ายแลขวา แลสูนย์กลางดี ก็ให้มือแลเท้ากำ ถ้าแพทย์เห็นดังนี้ให้ต้องดูที่สะดือ ถ้าย่อน ลงมาข้างขวาซ้ายแลสูนย์กลางก็ดี ให้แพทย์แก้จงดี ถ้าไม่เห็นดังนี้ คือลมกำเนิดอันชื่อว่า อุทธังคมาวาต ให้ระวังในไฟ ไปจน ๓ เดือนจึ่งจะหายไปเอง ถ้าแพทย์จะให้กินยาแลเสียผีมิหายเลย แล้วจึ่งลงมาจากสดือ แลสีข้างแลยอดอกลงมาตั้งอยู่ในสดือ จึ่งเรียกว่าลมกองใหญ่พัดออกจากสดือ แล่นขึ้นตามเส้นเอ็นเลือดแลเสมหะขึ้นชิดกระดูกสันหลัง มาถึงยอดอกแลลำคอ แล้วจึ่งส้านออกไปทางหู จมูก ทางกระหม่อมแพทย์พึงรู้เถิด ถ้าเปนเดือนขึ้นตาย ถ้าเปนเดือนแรมมิตายเลย สมมุติว่าตระบองราหูก็ว่า มารทลุน ก็ว่าอัศวมุขี ก็ว่า ตะพั้นไฟก็ว่า สมมุติชื่อต่างๆดังนี้ หญิงชายเปนดุจกัน ถ้าจะแก้ให้เอายาขนานนี้แก้ก่อน

(๑) ยาแก้ทรางแดงขนานนี้ ท่านให้เอา บอระเพ็ด ๑ เปลือกมะตูม ๑ หอมแดง ๑ การบูร ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำสุรากินหาย

(๒) ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอา โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ เทียนขาว ๑ จันทน์หอม ๑ ใบชุมเห็ด ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำปูนใสเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ ละลายสุรากินแก้ทรางแดงทรางป่วงหาย ถ้าจะชโลมแซกพิมเสนชโลมดีนัก

(๓) ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอาผักหวานบ้าน ๑ ใบทับทิม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ แก่นมะทราง ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำสุรากินหาย

(๔) ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอา บอระเพ็ด ๑ ใบกระเพรา ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ผลกระวาน ๑ กานพลู ๑ ฝาง ๑ ฝิ่น ๑ เบ็ญกานี ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ เมื่อจะกินแซกดีงูทั้งกินทั้งชะโลมแก้ทรางแดงแลสารพัดทรางทั้งปวงหายดีนัก

(๕) ถ้ามิฟัง เอายาแดงใหญ่ขนานนี้ ท่านให้อากำมถันแดง ๑ ภิมเสน ๑ กฤษณา ๑ โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ดอกจันทน์ ๑ รากไคร้เครือ ๑ ชเอมเทศ ๑ ชาดก้อน ๑ กำยาน ๑ โลดทะนง ๑ สีเสียดเทศ ๑ สานส้ม ๑ สักขี ๑ สมอเทศ ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เนรภูสี ๑ ตุมกาแดง ๑ รวมยา ๒๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายสุราทั้งกินทั้งทา แก้ทรางแดงสารพัดทรางทั้งปวงหาย

( จบลักษณะทรางแดงแต่เท่านี้ )

 



สิทธิการิยะ จะกล่าวกำเนิดทรางสะกอ ต่อไปตามลำดับเรื่องโดยสังเขป ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดา วันพุฒกำเนิดทรางสะกอ เปนเจ้าเรือน อันว่าลักษณะทรางสะกอนั้นในเมื่อครรภ์มารดาตั้งขึ้นได้ ๓ เดือน มารดามักให้จุกเสียดครั้นได้ ๕ เดือนมักให้ราก ครั้นได้ ๗ เดือนมักให้บวมเท้าถึงต้นขาให้ขัดตะโพกทั้งสองกินอาหารมักให้ขม ให้พรึง เปนเม็ดยอดขึ้นทวารหนักทวารเบา แลให้เมื่อยไปทั้งตัวจนกำหนดคลอด อันว่าลักษณะทรางสะกอนี้มีแม่ยอด ขึ้นประจำในนาภีทั้ง ๔ ยอด เมื่ออยู่ในเรือนไฟ ๓ วันนั้น เขม่าจึงขึ้นมีบริวาร ๔๒ ยอดขึ้นกำกับแม่ทั้ง ๔ ยอดนั้นจึงบริวารข้างละ ๑๐ ยอด ลงมาประจำอยู่ทวารหนัก ๔ ยอด ประจำอยู่ม้าม ๕ ยอด อยู่กระหม่อมยอด ๑ ครั้น ออกจากเรือนไฟแล้วจึงเปนเขม่าตานเขม่าทราง เมื่อได้ ๓ เดือนจึงบริวารทั้งนั้นกระจายออกทั่วทั้งตัวแลลำไส้ แลทรางซึ่งประจำ ทวารหนัก ๔ ยอดนั้น มักให้เปนพรรดึกแลให้ขัดอุจจาระให้ขัดปัสสาวะ แลทรางซึ่งประจันม้าม ๕ ยอดนั้น ก็กระจายออกยอดอก แล้วสำแดงออกมาที่คอที่ลิ้นที่ปากขึ้นอยู่ ๓ เดือน ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้ว ให้พิจารณาดูให้รู้จักว่ากำเนิดทรางสกอวางยาจึงจะชอบโรค ถ้าแลมิรู้จักกำเนิดทรางสกอวางยามิต้องด้วยโรค ถ้าแลวางยาผิดเข้าไปเมื่อใด กุมารผู้นั้นก็จะแตกตายแต่ใน ๒ เดือน เปนอันเที่ยง อันว่าบริวารซึ่งอยู่ในนาภีนั้นกระจายออกตั้งท้องขึ้น จะประจบหากันในอก แลแม่ทรางซึ่งอยู่ในนาภีนั้นจึงเลื่อนขึ้นมา ๒ ยอด มาขึ้นเหงือกข้างล่างข้างละยอด เมื่อขึ้นมานั้นบริวารก็ตาม ขึ้นมา ๖ ยอด ๗ ยอดบ้าง ขึ้นน่าฟันแลเหงือกข้างบนข้างล่างบ้าง จึงทำให้ลงให้รากให้กระหายน้ำ แลให้เปนไข้ตัวร้อนให้เชื่อมให้มึนแลให้กระสับกระส่ายทั้งตัว อันว่าทรางที่อยู่ในกระหม่อมยอด ๑ นั้น ก็เลื่อนลงมาขึ้นสันหลังจึงเจ็บสันหลังให้ท้องขึ้น เมื่อได้ ๔ เดือน เปนที ๑ เมื่อได้ ๘ เดือนที ๑ ครั้นถ้วนกำหนดก็จมเข้าไปข้างใน จึงทำให้ลงท้อง ตกมูกตกโลหติตกหนองแล้วให้ตาเหลืองมูตร์เหลืองกินเข้ากินนมมิได้ ให้ท้องโร ขี้คร้านกิน เมื่อได้ขวบ ๑ เปนที ๑ เมื่อได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือนเปนที ๑ เมื่อได้ขวบ ๑ กับ ๘ เดือนเปนที ๑ เมื่อได้ ๒ ขวบกับ ๑๐ เดือนประจบรวมเข้ากันเปนที ๑ จึงทำให้จุกเสียดผอมเหลืองให้เจ็บท้องกินเข้ากินน้ำกินนมไม่ได้ ถ้าเปนดังนี้แล้วเมื่อใด แม่ทรางสกอนั้นขึ้นพร้อมกันในนาภี จึ่งขึ้นตั้งในสะดือนั้นยอด ๑ ขึ้นอยู่เหนือนาภีข้างบนข้างละยอดจึ่งทำให้จุกเสียด อันว่าบริวาร ๔๒ ยอดนั้นจึ่งรายกันขึ้นข้างโครงบ้าง ขึ้นข้างรักแร้บ้าง ขึ้นเส้นข้างในบ้าง ขึ้นสันหลังข้างในบ้าง ขึ้นไหล่รวบทั้ง ๒ บ้าง ขึ้นข้อศอก ทั้ง ๒ บ้างขึ้นเข่าทั้ง ๒ ข้างจึ่งตั้งเปนโรคต่างๆ ดังนี้เท่ากำหนดอายุ มีกำหนดทรางสกออันเกิดแก่กุมารกุมารีทั้งหลาย เปนดังกล่าวมาให้แพทย์พึงรู้ ถ้าจะแก้ให้เอายาขนานนี้แก้ก่อน ตามลำดับ

(๑) ยาแก้ทรางสกอขนานนี้ ท่านให้เอารากโตนด ๑ รากหมากเมีย ๑ รากชุมเห็ดเทส ๑ ใบมะเฟือง ๑ ข่าอ่อน ๑ กระชาย ๑ พริกล่อน ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากินหาย

(๒) ถ้ามิฟัง ขนานนี้ ท่านให้เอารากเล็บมือนาง ๑ รากมอลกอ ๑ (บางทีจะเปนรากมะละกอป สมุลแว้ง ๑ รากมะรุม ๑ สะค้าน ๑ หว้านนางคำ ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากินหาย

(๓) ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอาจันทน์ทั้ง ๒ รากทนดี ๑ รากผักโหม ๑ รากไคร้เครือ ๑ พริกไทย ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินหาย

(๔) ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอาเจ็ตพังคี ๑ พระยามือเหล็ก ๑ สมอเทศ ๑ กระลำภัก ๑ ขิงแห้ง ๑ ขอนดอก ๑ โกฐหัวบัว ๑ โกฐพุงปลา ๑ เปลือกไข่เน่า ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอา เสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน แก้ทรางสกอหายอย่าสนเท่ห์เลย ได้ใช้มามากแล้ว

( จบลักษณะทรางสกอแต่เท่านี้ )

 



สิทธิการิย จะกล่าวกำเนิดทรางวัว ต่อไป ตามลำดับเรื่องโดยสังเขป ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาวันพฤหัศบดีกำเนิดทรางวัวเปนเจ้า เรือน อันว่าลักษณะทรางวัวนั้นในเมื่อครรภ์มารดาตั้งขึ้นได้ ๓ เดือนมักให้มารดาปากเปื่อยแลให้ลิ้นเปนยอดขึ้นมาข้างริมลิ้นข้างละ ๕ ข้างละ ๖ ยอด แลให้กินเผ็ดกินร้อนมิได้ ครั้นได้ ๖ เดือนก็ลามออกมากลางลิ้นจึ่งแตกระแหง แล้วให้ปวดแสบเปนกำลัง แล้วให้เปนบิดตกมูกตกโลหิต ต่อคลอดแล้วจึ่งหาย อันว่าลักษณะทรางวัวนี้มีแม่ ๔ ยอด มีบริวาร ๔๐ ยอด เมื่ออยู่ในเรือนไฟ เขม่าตานเขม่าทรางขึ้นเต็มปากแล้วหายไปจึ่งให้พรึงขึ้นทั่วทั้งตัวดังยอดผด ทำให้ตัวร้อนแลบิดตัว ครั้นจมลงไปก็ทำให้ลงท้อง ครั้นได้ ๓ เดือนจึ่งแม่ทราง ๔ ยอดนั้นก็มาขึ้นตั้งอยู่ปลายลิ้นยอด ๑ ขึ้นริมสองข้างลิ้นข้างละยอดขึ้นต้นลิ้นนั้น ยอดหนึ่งเปน ๔ ยอดด้วยกันคือแม่ทรางยอดเอก ครั้นได้ ๖ เดือนก็เลื่อนลงไปในนาภี จึ่งบริวารก็ลงมาขึ้นกระเพาะเข้า ๑๐ ยอด แลบริวาร ๔๐ ยอดนั้นก็ขึ้นในลิ้นในแก้มแม่ทรางยอดเอกนั้น จึ่งทำให้ลง ให้อาเจียรให้กระหายน้ำ ครั้นได้ ๙ เดือน จึ่งทรางยอดเอก อยู่ปลายลิ้นนั้นก็ถอยลงไปขึ้นในนาภีข้างขวา บริวาร ๑๐ ยอดก็ลงไปขึ้นกระเพาะน้ำ จึ่งทำให้ลงให้อาเจียรให้กระหายน้ำ ครั้นได้ ๑๑ เดือน จึ่งแม่ทรางที่ขึ้นอยู่ริมลิ้นทั้ง ๒ ข้างนั้นก็เลื่อนลงมากับบริวาร ๒๐ ยอด ขึ้นไส้แก่ยอด ๑ กับบริวาร ๑๐ ยอด ขึ้นไส้อ่อนยอด ๑ กับบริวาร ๑๐ ยอด แลยังบริวารอิก ๑๐ ยอด นั้นจึ่งลงไปขึ้นในหัวเหน่า ใต้นาภี ครั้นได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือนจึ่งทำให้ตกมูกตกโลหิต เปนไปต่างๆ ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาให้พิจารณาดูให้รู้แท้ ว่าทรางวัวมาเกิดแก่กุมารกุมารีทั้งหลาย แลกำเนิดทรางวัวนั้นแต่ใน ๙ วัน ๑๐ วัน ถ้าจะแก้ให้เอายาขนานนี้แก้ก่อนตามลำดับโรค

(๑) ยาแก้ทรางวัวขนานนี้ ท่านให้เอาผลจิงจ้อ ๑ ผลหมอน้อย ๑ ผลหญ้าใต้ใบ ๑ เนรภูสี ๑ สมอเทศ ๑ นมวัวข้น ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ พริกไทย ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินหายแล

(๒) ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอาใบส้มส้า ๑ ใบมะกรูด ๑ ใบมะเฟือง ๑ แห้วหมู ๑ ลูกเขยตาย ๑ สมอพิเภก ๑ รากช้าพลู ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรา แซกดีงูเหลือมกินหายดีแล

(๓) ถ้ามิฟังท่านให้เอาผลหลาวหลก ๑ ผลกระวาน ๑ ผลพุมเรียง ๑ พริกไทย ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำสุรากินหาย

(๔) ถ้ามิฟังเอายาขนานใหญ่นี้ให้กิน ท่านให้เอาผลมะกอกเทศ ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ผลตานขโมย ๑ ผลมะตูม ๑ เปลือกมะรุม ๑ เบ็ญกานี ๑ ดอกจันทน์ ๑ กานพลู ๑ รากหิงหาย ๑ ขอนดอก ๑ ชลูก ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน ถ้าจะชะโลมละลายน้ำดอกไม้ยาสำหรับทรางวัววิเศษนัก

( จบลักษณะทรางวัวแต่เท่านี้ )

สิทธิการิย จะกล่าวกำเนิดทรางช้างต่อ ไป ตามลำดับเรื่องโดยสังเขป ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดา วันศุกร์กำเนิดทรางช้าง เปนเจ้าเรือน อันว่าลักษณะทรางช้างนั้นใน เมื่อมารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน ให้ทวารเบานั้นพรึงขึ้นดังยอดผดแล้วให้คัน ครั้นเมื่อแตกออกก็เปื่อยลามเปนน้ำเหลืองรอบทวาร แลให้ปวดหัวเหน่าเปนกำลัง ให้เจ็บสองตะคาก แลให้ขัดเบา ครั้นได้ ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน ๗ เดือน ให้จุกเสียด ครั้นได้ ๘ เดือน ๙ เดือน ให้บวมเท้าไปจนกำหนดคลอด เมื่อคลอดจากครรภ์มารดาแล้วนั้นเขม่า ขึ้นแต่ในเรือนไฟ เขม่านั้นหนาขึ้นหลายชั้นด้วยทรางนั้นขึ้นแต่ในนาภีถึงทรวงอก ขึ้นมาถึงลำคอแต่ลำคอขึ้นมาถึงลิ้น ตั้งแต่ ๙ วันไปจน ๑๘ วัน ๑๙ วัน ได้แล้วก็ดาด ไปทั้งลิ้นแลปาก ครั้นออกจากเรือนไฟได้ ๓ เดือนจึ่งมีแม่ทรางขึ้นตั้งอยู่ในนาภีนั้น ๓ ยอด ขึ้นในเพดาล ๒ ยอด ๓ ยอดบ้าง ขึ้นในอก ๓ ยอด เมื่อได้ ๖ เดือน จึ่งแม่ทรางอยู่ในเพดาล ๒ ยอด ๓ ยอด นั้นก็เลื่อนลงมาขึ้นคอจึ่งมีบริวาร ๘๐ ยอดรายกันมาขึ้นลำขาทั้ง ๒ ข้าง ขึ้นหัวเหน่าทั้ง ๒ ข้าง ขึ้นลำแขนทั้ง ๒ ข้าง ขึ้นข้างโครงแลกลางสันหลังบ้าง เมื่อขึ้นพร้อมกันดังนี้แล้ว จึ่งแม่ทรางที่เพดาลซึ่งเลื่อนลงมาขึ้นคอนั้นจึง กระทำให้ไอให้คอแห้ง ให้เจ็บคอให้รากลมเปล่า ให้ฟกให้พรึงรอบคอให้เปื่อย ให้เน่าให้คันทั้งตัวให้พุให้พอง ครั้นได้ ๙ เดือน ก็แห้งลงเอง แล้วจึงกลับเข้าไปทำท้องให้ลงให้อาเจียรให้กระหายน้ำให้กินเข้าให้กินนมมิ ได้ จึงบริวารขึ้นแก้มแม่ทรางขึ้นวันละ ๕ ยอด วันละ ๖ ยอด จึงทำให้เลาทั่วสรรพางค์กาย ครั้นได้ขวบ ๑ กับ ๓ เดือน จึงแม่ทรางที่ขึ้นในลำคอนั้น ก็ถอยลงไปขึ้นในทรวงอกประจบกันเข้าเปน ๕ รอบ จึงทำให้ตัวร้อนแต่ตะวันบ่ายไปจนเที่ยงคืนจึงคลาย ให้กระหายน้ำให้เชื่อมให้มึน ให้กินนมน้อยมักให้อยากน้ำเปนกำลังครั้นได้ขวบ ๑ กับ ๓,๔,๕,๖,๗, เดือนต่อกัน จึงแม่ทรางในอกทั้ง ๕ ยอดนั้นก็ลงไปขึ้นในกระเพาะเข้าจึ่งทำให้เบื่อเข้า ขึ้นในลำไส้ทำให้เปนพรรดึก ขึ้นหัวเหน่าทำให้ขัดปัสสาวะ เมื่อจะรู้ความเมื่อจะนั่งเมื่อรู้เดินนั้นทำให้ตกมูกโลหิต ด้วยว่าตับ, ปอด, ไส้, พุง, นั้นพองขึ้นแลเมื่อกินอาหารเครื่องมันเครื่องคาวทั้งปวงนั้นจึงแปลกธาตุ ทั้ง ๔ แลทรางจำพวกนี้จึ่งพลอยขึ้นมา แล้วจึ่งกระทำให้เจ็บปวดลำบากต่างๆ ถ้ารู้รักษามิตาย ถ้าไม่รู้รักษาตายแล เมื่อตายนั้น ให้พิจารณาดูที่ท้องที่คอที่อก สำแดงออกมา ลายดุจไข่นกกรอด รอบนาภี ที่ยอดอกนั้นเขียวดุจไข่กา ที่คอนั้นแดงดุจสายเลือด แล้วให้บวมด้วยเปนดังนี้ ถ้าแพทย์ผู้ใดจะพยาบาลให้รู้จักทรางช้างจำพวกอันเกิดแก่กุมารกุมารีทั้งหลาย นั้น ให้พิจารณาให้แม่นแท้ ถ้าจะแก้ให้เอายาขนานนี้แก้ก่อน

(๑) ยาแก้ทรางช้างขนานนี้ ท่านให้เอาใบชุมเห็ดเทศ ๑ ใบสวาด ๑ ใบผักขวง ๑ ใบกะเพรา ๑ ลอองพระกฤษ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอามูตร์ม้าสด เปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินหายดีนัก

(๒) ถ้ามิฟังท่านให้เอาผักคราด ๑ ขอบชะนางแดง ๑ ขอบชะนางขาว ๑ ผักเสี้ยนผี ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ผลประคำดีควาย ๑ พริกไทย ๑ ระย่อม ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากินหายดีนัก

(๓) ถ้ามิฟังท่านให้เอาหญ้าไทรกำมือ ๑ ยอด เต่าร้างกำมือ ๑ รากชะมดต้น ๑ ใบพิมเสน ๑ จุกโรหินี ๑ สังกรณี ๑ ผลผักชีล้อม ๑ ผลผักชีลา ๑ ผลผักกาด ๑ ผลพิลังกาสา ๑ ผลจันทน์เทศ ๑ กลำภัก ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ขิงแห้ง ๑ รวมยา ๑๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ทรางช้างหาย เปนยามหาวิเศษนักได้เชื่อแล้วอย่าสนเท่ห์เลย

( จบลักษณะทรางช้างแต่เท่านี้ )

สิทธิการิย จะกล่าวกำเนิดทรางขโมยต่อ ไป ตามลำดับเรื่องโดยสังเขป ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใด คลอดจากครรภ์มารดาวันเสาร์กำเนิดทรางขโมยเปนเจ้าเรือน อันว่าลักษณะทรางขโมยนั้นในเมื่อครรภ์มารดาตั้งขึ้นได้ ๓ เดือน มักให้มารดาอยากของอันคาว แลไข่เป็ดไข่ไก่เต่าแลของอันเผ็ดร้อนแลเปรี้ยวหวานผักพล่าปลายำทั้งปวง แลให้สวิงสวาย มักให้เจ็บนม แลปากมารดานั้นให้พรึง ขึ้นแล้วก็ลำลาบ เปื่อยออกไปให้ตกมูกตกโลหิต แลให้เจ็บคอเจ็บเอวเปนกำลังเท่าถึงกำหนดคลอดจากครรภ์มารดานั้น อันว่าลักษณะทรางขโมยนั้นมีแม่ ๙ ยอด ในเมื่อกุมารกุมารีคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๓ วันนั้น แม่ทรางจึงมาขึ้นในสันหลัง ๒ ยอดครั้นได้ ๓ เดือน จึงสำแดงออกมาที่ปากขึ้นที่เหงือกข้างบนข้างล่างที ๑ บางทีสำแดงออกมายอดนั้นเหลือง ขึ้นบนสะดือขึ้นข้างสะดือก็ดียอดดังเม็ดเข้าสารหัก กลางนั้นดำเปนขอบ แลถัดนั้นเหลืองขอบตีน นั้นแดงออกมาให้ตัวนั้นลายดังปลากะทิง แลทรางจำพวกนี้มีแม่ดังไร ให้เจ็บทั่วสรรพางค์กาย ครั้นได้ ๖ เดือน ก็สำแดงเปื่อยออก มาเปนขุม ทั่วทั้งตัวให้ลงท้องมิหยุด แม่ทรางที่กระหม่อมนั้นจึงถอยลงไปขึ้นกลางหลัง ประจบกันทั้ง ๕ ยอด พอแม่ทรางลงแล้วที่เปื่อยนั้นก็หายไป ครั้น ๘ เดือน ๙ เดือน แม่ทรางที่ขึ้นกระหม่อมอยู่นั้น ก็เลื่อนลงมาขึ้นกลางหลังอีกยอด ๑ เปน ๗ ยอดด้วยกัน ครั้นได้ขวบ ๑ แม่ทรางที่กระหม่อมก็ลงมาขึ้นกลางหลังอีกยอด ๑ เปน ๘ ยอด ครั้นได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือน แม่ทรางที่กระหม่อมลงมาขึ้นกลางหลังอีกยอด ๑ เปน ๙ ยอดด้วยกัน จึงทำให้ลงให้อาเจียร ครั้นพร้อมกันแล้วจึงทรางนั้นขึ้น ในนาภีพร้อมกันทั้ง ๘ ยอด แล้วจึงทำให้ลงเปนน้ำส่าเหล้าแลเปนน้ำคาวปลาน้ำไข่เน่าน้ำล้างเนื้อแล้วให้ ตกมูกตกโลหิตตกหนองก็ดี เมื่อทรางขึ้นในนาภีนั้นแล้วก็เลื่อนลงไปจับเอาหัวเหน่ายอด ๑ มีบริวารขึ้นด้วย ๑๐ ยอด แม่ทรางลงไปขึ้นกระเพาะน้ำยอด ๑ มีบริวารขึ้นด้วย ๑๐ ยอด แม่ทรางขึ้นไปขึ้นตาทั้ง ๒ ข้างๆละยอด มีบริวารขึ้นด้วย ๙ ยอด จึงมีบริวารขึ้นประจำคอ ๑๐ ยอด แม่ทรางจึงขึ้นคอข้างขวายอด ๑ มีบริวารไปขึ้นด้วยแม่นั้น ๖ ยอด บริวารจึงประจำลำคอข้างซ้ายอยู่แต่ ๔ ยอด เมื่อแม่ทรางกระจายกันออกไปอยู่ดังนั้นแล้ว ไปขึ้นที่สำคัญต่างๆ จึงสำแดงโทษ แลบอกความตายแห่งกุมารกุมารีทั้งหลาย ด้วยแม่ทรางกับบริวารนั้นไปขึ้นสำคัญทุกแห่งจึงทำโทษให้เปนต่างๆ ในเมื่อกุมารกุมารีเกิดได้ ๙ เดือน ๑๐ เดือน ๑๑ เดือนไปจนขวบ ๑ กับ ๒,๓,๔,๕,๖, เดือนก็ดี ด้วยแม่ทรางนั้นมาขึ้นจักษุทั้ง ๒ ข้าง จึงทำให้ตาฟางประมาณ ๑๕ วันก็ดี เดือน ๑ ก็ดี จึงตั้งเปนเสมหะแล้วจึงไปขึ้นหางจักษุทั้ง ๒ ข้าง ดุจดังเยื่อไม้ ลำดับกันเข้าไปไว้แล้วจึงตั้งลามเข้าไปถึงดวงจักษุจึงทำให้คัน ด้วยแม่ทรางกับบริวารนั้นก็ลามออกไปน้ำเลี้ยงแก้วจักษุนั้นก็แห้ง ถ้าแพทย์จะรักษาให้ยาจงดี ถ้ามิดีจักให้เสียจักษุข้าง ๑ บ้าง ๒ ข้างบ้าง อันว่าบริวารอันอยู่ในริมคอทั้ง ๕ ยอดนั้นทำให้เจ็บคอให้ไอให้อาเจียรน้ำเปล่า ขึ้นกระเพาะเข้าไม่อยากเข้า ขึ้นในกระเพาะน้ำให้อยากน้ำให้อยากของอันคาว อันหวานอันแสลง นัก แลมักกินปลามากกว่าเข้า ขึ้นในตับให้ตกมูกตกโลหิตแลให้อกรวบ ดังไก่ ขึ้นไส้อ่อนให้อุจจาระเขียวดังใบไม้แล้วให้เปนเกล็ด ดังเกล็ดงูเห่าทั่วทั้งตัว ขึ้นในไส้แก่ให้ลงเปนน้ำส่าเหล้า ขึ้นในนาภีแลสันหลังข้างนอกแลข้างในนั้นทำให้ลงท้องแลให้เจ็บท้องให้แสบให้ ร้อนหนัก ขึ้นในหัวเหน่ามักให้เปนบิดปวดมวนให้ส้วง ออกมาแลให้คร้านน้ำให้ผอมเหลือง แลเมื่อใกล้จะตายนั้น ทรางขึ้นอยู่ในจักษุทั้ง ๒ แลหลังทั้ง ๒ ข้างนั้นก็เลื่อนลงมาจับเอาลำคอทั้ง ๒ ข้าง โตเท่าผลพุดทราอ่อน จึ่งบริวารซึ่งขึ้นอยู่ในจักษุนั้น ก็มาขึ้นให้ดาด ไปทั้งลิ้นแลลิ้นไก่แลให้ขอบปากดังยวง สำลี อันว่าลักษณะทรางขะโมยนี้กำหนดแต่ใน ๔,๕,๖, วัน ถ้าแก้มิฟัง ตายเปนเที่ยง ถ้าสุกเหลืองดังขมิ้นแล้วราบลงต้นลิ้นแล้วเมื่อใด อย่าให้แพทย์วางยาไปเลย ถ้าจะใคร่รู้ว่าขึ้นในลำคอดังกล่าวมาฤาหามิได้ ให้ฝนยาทานิ้วมือล้วงคอดู ถ้าแลขึ้นดังนี้แล้วตายดุจกันเปนเที่ยง ถ้าจะแก้เอายาขนานนี้แก้ก่อนตามลำดับเถิด

ยาแก้ทรางขะโมย ขนานนี้ท่านให้เอา อัฆนีชวา ๑ ผลราชดัด ๑ ผล ประคำดีควาย ๑ ผลจันทน์ ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ ฝิ่น ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้เอาทองคำ ปิดหัวปิดท้าย ละลายน้ำสุรากินแก้พิษภายใน ถ้าสลบไปวันหนึ่งยังค่ำก็ดี ถ้าได้กินยานี้ฟื้นขึ้นมาแลแก้พิษทรางขะโมยทรางแดงทรางทั้งปวง

ยาชื่อเหลืองหรดาน ขนานนี้ท่านให้เอา หรดานทอง ๑ บาท รงทองปิ้งให้สุก ๑ เฟื้อง ผลจันทน์ ๑ เฟื้อง ขมิ้นอ้อย ๑ เฟื้อง พิมเสน ๑ เฟื้อง ๒ ไพ รวมยา ๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน แก้ทรางเหลืองทรางทั้งปวงหาย

ยาชื่อขาวกะบัง ขนานนี้ท่านให้เอา กะบัง ๑ บาท เบี้ยผู้ เผา ๑ สลึง จันทน์ขาว ๑ สลึง พิมเสน ๒ ไพ ผลจัน ๑ เฟื้อง ดอกจันทน์ ๑ เฟื้อง รวมยา ๖ สิ่งนี้บดด้วยสุราทำแท่งไว้แก้ ทรางขาวแลทรางทั้งปวงหาย

ยาชื่อเขียวขี้ทอง ขนานนี้ท่านให้เอาเขียวขี้ทอง ๑ บาท ผลจันทน์ ๑ เฟื้อง ดอกจันทน์ ๑ เฟื้อง กระวาน ๑ เฟื้อง กานพลู ๑ เฟื้อง การบูร ๑ เฟื้อง โหราเดือยไก่ ๑ เฟื้อง รวมยา ๗ สิ่งนี้บดด้วยสุราแก้ทรางเขียว แลทรางทั้งปวงหาย

ยาชื่อดำหมึก ขนานนี้ท่านให้เอา หมึกหอม ๑ บาท ผลจันทน์ ๑ เฟื้อง เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ เฟื้อง โหราเดือยไก่ ๑ เฟื้อง รวมยา ๘ สิ่งนี้บดทำแท่งไว้ละลายสุรา แก้ทรางดำแลทราง ทั้งปวงหาย

ยาชื่อยาแดง ขนานนี้ท่านให้เอา กำมะถันแดง ๒ สลึง พิมเสน ๑ เฟื้อง กฤษณา ๑ เฟื้อง โกฐทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ เฟื้อง เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ เฟื้อง ดอกจันทน์ ๑ เฟื้อง รากไคร้เครือ ๑ สลึง ชะเอมเทศ ๑ เฟื้อง ชาดก้อน ๑ เฟื้อง กำยาน ๑ เฟื้อง โลดทนง ๑ เฟื้อง สีเสียดเทศ ๑ เฟื้อง สานส้ม ๑ เฟื้อง กรักขี ๑ เฟื้อง สมอเทศ ๑ เฟื้อง หว้านร่อนทอง ๑ เฟื้อง เนรภูสี ๑ เฟื้อง ระงับใหญ่ ๑ เฟื้อง การบูร ๒ ไพ รวมยา ๒๗ สิ่งนี้ทำให้เปนจุณบดด้วยสุรา แก้ทรางยอดแดง แลทรางทั้งปวงหาย

ยา ๕ ขนานนี้คือ ยาเหลือง ยาขาว ยาเขียว ยาดำ ยาแดงนั้น ให้แพทย์พิจารณาให้แม่นแท้แน่กระหนัก แล้วเมื่อใดโรคอันมาเกิดนั้น ควรกับยาที่จะแก้นั้นแล้วจึ่งให้แก้ ด้วยยา ๕ ขนานนี้ต่างๆกัน ดุจกล่าวมาแต่หลังนั้น ถ้าจะแก้ละอองเพลิงท่านให้เอายาดำ ยาแดง ๒ ขนานนี้แก้ แต่ละลายด้วยน้ำกฤษณา ทั้งกินทั้งกวาดดีนัก

( จบลักษณะทรางขะโมยแต่เท่านี้ )

 



สิทธิการิย จะกล่าวอาการไข้อันบังเกิดแห่งกุมารกุมารีทั้งหลายให้แพทย์พึงรู้โดยสังเขป

อนึ่งถ้าแลเห็นเอ็นนิ้วชี้แห่งกุมารนั้น แดงขึ้นมาดุจน้ำชาด ก็ดี ดุจแสงไฟก็ดี นั้นเปนไข้เพื่อทรางแดง แลไฟธาตุกำเริบประกอบยาเพื่อทรางแดง จึงจะชอบโรค ชอบไฟธาตุ จึงจะชูกำลัง

อนึ่งไข้เพื่อเสมหะนั้นกินเข้ากินนมย่อมให้ราก อนึ่งถ้าไข้เพื่อลมนั้นมักนอนเงียบอยู่ แลให้ตานั้นแข็ง แลคางแข็งแลให้ตานั้นมัวลง แลให้พิจารณาดูแต่ตานั้นเถิด

อนึ่งถ้าเปนเพื่อไฟธาตุ แลเสมหะระคนกัน ให้จักษุนั้นใสอยู่มิได้มัว

ถ้าไข้ในเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม ห้ามอย่าให้มารดากินฟักเขียว

ถ้าไข้เดือนสี่ เดือนห้า เดือนหก เดือนเจ็ด เดือนแปด ห้ามอย่าให้มารดากินน้ำอ้อยน้ำตาล แลอย่าให้อาบน้ำฝน แลกินผลไม้อันหวาน

ถ้าไข้ใน เดือนเก้า เดือนสิบ เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง ห้ามอย่างให้มารดากินเนื้อดิบแลปลาดิบ ผักพล่าปลายำทั้งปวง



บัดนี้จะกล่าวสรรพยาสำหรับโรคทั้งปวงนั้นต่อไปโดยสังเขป

ยาชื่อเบ็ญจตาล ขนานนี้ท่านให้เอา ตาลทั้ง ๕ จันทน์ทั้งสอง ๑ ชะเอมทั้ง ๒ เทียนทั้ง ๕ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ผลจันทน์ ๑ เบ็ญกานี ๑ มะกล่ำเครือ ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณ แล้วจึ่งเอาผลประคำดีควายต้ม เอาน้ำเปนกระสายบดทำแท่งไว้ ถ้าตกมูกตกโลหิตละลายสุรากิน ถ้ากระหายน้ำหรืออาเจียรละลายน้ำร้อนกิน ถ้ามิฟังเอาชะเอมผลจันทน์รำหัดกิน ถ้ามิฟังละลายน้ำใบสวาดกิน ถ้าตัวร้อนนักเปนไข้เพื่อกำเดาแลลม ละลายน้ำดอกไม้พิมเสนรำหัดกิน ถ้าเย็นกระหม่อมนักเปนไข้เพื่อเสมหะแลลมระคนกัน ละลายน้ำชุมเห็ดเทศกิน ถ้าอาเจียรแลตัวร้อนผิวเนื้อเหลืองเปนเพื่อเสมหะแลดีระคนกัน ละลายน้ำจันทน์กินดีนัก ถ้าเปนประการต่างๆให้แพทย์แก้ด้วยยาเบ็ญจตาลนี้ก่อน ยักกระสาย เอาตามคัมภีร์สรรพคุณ ซึ่งจะควรกับโรคนั้นเถิด

ยาแก้ลมกุมารแลให้หน้าเขียว มักดูสูง ดูหลังคาเปนต้น ขนานนี้ท่านให้เอาหิงคุ์ยางโพ ๑ เทียนดำ ๒ เทียนขวา ๓ กระเทียม ๔ กะพังโหม ๘ รวมยา ๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำสุรากินแก้ปวด เสมหะเน่าในท้อง แลเจ็บท้องๆขึ้น แลให้อาเจียรเพราะธาตุมิปรกตินั้นหายดีนัก

ถ้ากุมารกุมารีผุ้ใดไข้แต่เช้า ถึงเที่ยงนั้น โทษเสมหะโทษกำเดาระคนกัน ทรางแลเขม่าจึงพลอยในภายในด้วย จึงให้กินอาหารมิได้เพราะเสมหะเปนกำลัง บางทีเสมหะเน่าจึงให้ตกมูกตกโลหิต

ถ้าจะแก้ ให้เอายาขนานนี้แก้ ท่านให้เอาหว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เนรภูสี ๑ สังกรณี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ ชะเอมทั้ง ๒ มะกล่ำเครือ ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้กินแก้ตัวร้อนละลายน้ำดอกไม้กิน ถ้าจะแก้ตานแก้ทรางละลายสุรากิน ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำจันทน์กินดีนัก

ยาผายพิษสรรพพิษทั้งปวง ขนานนี้ท่านให้เอารากไคร้เครือต้น ๑ รากไคร้เครือ ๑ พิศนาด ๑ ปลาไหลเผือก ๑ รากนมแมว ๑ กรักขี ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ สังข์ ๑ มุก ๑ กำมถันแดง ๑ ดีปลี ๑ เนรภูสี ๑ เบ็ญกานี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เมล็ดในสะเดา ๑ รวมยา ๑๖ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ สลึง มะขามป้อม ๒ สลึง หัวมหากาฬ ๒ สลึง จันทน์ขาว ๒ สลึง กระดูกแร้ง ๒ สลึง เปล้าน้อย ๒ สลึง ระย่อม ๒ สลึง กฤษณา ๒ สลึง กะลำภัก ๒ สลึง กรามแรด ๒ สลึง กรามช้าง ๒ สลึง เขี้ยวเสือ ๒ สลึง เขี้ยวจรเข้ ๒ สลึง บัลลังก์ศิลา ๒ สลึง ผลจันทน์ ๒ สลึง กระดองเต่าเหลือง ๒ สลึง ผลสารพัดพิษ ๒ สลึง ยาดำ ๑๒ บาท ๒ สลึง รวมยา ๓๒ สิ่งนี้กระทำให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้เท่าผลทองหลาง ตากให้แห้งใส่ขวดไว้อย่ให้ลมเข้า ได้แก้พิษฝีดาดฝียอดเดียวแลพิษทรางอันร้ายทั้งปวง ซึ่งทำใหสลบไปแต่เช้าถึงเที่ยงละลายด้วยน้ำดอกไม้เทศให้กินเข้าไป พอยาตกถึงท้องฟื้นขึ้นมา ถ้าจะแก้ลง ละลายน้ำมะเดื่อ ถ้าปวดมวนท้องนักแซก ฝิ่นกิน ถ้าราก พิมเสนรำหัดดีนัก

ยาแก้ทรางแดงขนานนี้ ท่านให้เอา เบ็ญกานี ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ เขากวาง ๑ ชะเอมเทศ ๑ สมอพิเภก ๑ รากไคร้เครือ ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง กระทำให้เปนจุณบดทำแท่งไว้ ละลายสุราทั้งกินทั้งกวาด เมื่อจะกวาดรำหัดพิมเสนกวาดแก้ทรางแดง แลทรางทั้งปวง

ยาจุดยอดทรางขนานนี้ ท่านให้เอาใบกะเพรา ๑ ใบสวาด ๑ ใบชุมเห็ด ๑ กะเทียม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ น้ำประสานทอง ๑ จุณสีแต่น้อยบดด้วยน้ำมะนาวทำแท่งไว้ ถ้าจะจุด ในปากละลายสุราจุด ถ้าเปนที่คอละลายน้ำปูนขาวจุดจำเภาะยอดที่ขึ้นนั้น

กำเนิดทรางอันหนึ่งหายอดมิได้ มีลำลาบแดงไปชื่อว่าทรางแดง ถ้าจะแก้เอารากคนทีสอฝนทาเอารากจิก ๑ กรามช้าง ๑ ฝนให้กินหาย

ทรางหนึ่งขึ้นขาวให้ราบ ไปหายอดมิได้ ชื่อว่าทรางเข้าเปลือก ถ้าจะแก้เอารากก้างปลาฝนลงทั้งกินทั้งทา ถ้าลงนักเอารากแมงคุดฝนกินหาย

ทรางหนึ่งขึ้นมาดังขุมเปือกหนา แลขาวเหลืองหน่อย ชื่อว่าทรางตะกั่ว ถ้าจะแก้เอารากหมอน้อยฝนทา เอารากมะตูมฝนกินหาย

ทรางหนึ่งขึ้นดังยอดสิว ทรางนี้ร้ายชื่อว่าทรางขโมย ถ้าจะแก้เอารากตานดำ ๑ รากตานหม่อน ๑ ฝนทั้งกินทั้งทาหาย

ทรางหนึ่งขึ้นแล้วให้ลงไป ชื่อว่าทรางขุม ถ้าจะแก้เอารากกากะทิงฝนทั้งกินทั้งทาหาย

ทรางหนึ่งขึ้นแล้วฝ่อลง เปนหยุๆ ชื่อว่าทรางตาน ถ้าจะแก้เอารากฝ้ายแดง ๑ รากผักหวาน ๑ ฝนทั้งกินทั้งทาหาย

ถ้าแลทรางออกทั่วสรรพางค์กาย แลขึ้นกินที่อ่อนทุกแห่งนั้นชื่อว่าทรางขโมยทรางขุมก็ว่า ถ้าจะแก้ท่านให้เอาน้ำตาลทรายจอก ๑ น้ำตานหม่อนจอก ๑ น้ำตานดำจอก ๑ น้ำตานโตนดจอก ๑ น้ำตานขโมย ๓ จอก น้ำจิงจ้อจอก ๑ น้ำขี้ควายจอก ๑ น้ำมันงาจอก ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เขี้ยวให้งวดหุงให้คงแต่น้ำมันทาทรางทั้งปวงดีนัก

ยาน้ำมันตานซ่านออกเปื่อยไปทั้งตัวท่านให้เอามะพร้าว ๑ ผลเอาแต่กะทิ ๑ น้ำมันงาถ้วย ๑ หุงให้คงแต่น้ำมันแล้วจึงใส่เทียนดำ ๑ เฟื้อง เทียนขาว ๑ เฟื้อง เทียนสัตบุษย์ ๑ เฟื้อง ฝิ่น ๑ เฟื้อง สีเสียด ๑ เฟื้อง ชันตุเคียน ๑ เฟื้อง รวมยา ๘ สิ่งนี้ ทำเปนจุณ ปรุงลงในน้ำมันทาสรรพตาน สรรพทราง ที่ขุมเปื่อย ออกมานั้นหายดีนัก

ยาแก้ตานแก้ทราง ท่านให้เอาใบพรมมิ ๑ ชะเอม ๑ มะกล่ำเครือ ๑ เกลือ ๑ ขันทศกร ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละภาค บดทำแท่งไว้กินไว้ทาก็ได้แก้พิษตานพิษทรางทั้งปวงดีนัก

ยาแก้ไส้เดือน ท่านให้เอาเทียนเยาวภานี ๑ สลึง ชะเอม ๑ สลึง ใบพลู ๑ สลึง กรุงเขมา ๑ สลึง ผลมะแว้งต้น ๑ สลึง ผลผลาญสัตรู ๕ สลึง ผลสะแก ๓ สลึง น้ำประสานทอง ๓ สลึง รากจิก ๓ สลึง ขิงแครง ๓ สลึง สมอทั้ง ๓ สิ่งละ ๒ สลึง รวมยา ๑๓ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน ตามกำลังแก้ตานแก้ทรางท้องขึ้น แลแก้พยาธิในท้องเกิดเปนไส้เดือน ก็ดี ได้กินยานี้ ตกสิ้น เปนมหาวิเศษนัก

ยาต้มแก้ป้าง ท่านให้เอาตานขโมย ๑ ตานเสี้ยน ๑ รากปีบ ๑ รากมะกล่ำเครือ ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากสวาด ๑ รากกระเพรา ๑ เปลือกสำโรง ๑ เปลือกส้มเสี้ยว ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ตานแก้ทรางในอกแก้ป้างดีนัก

ภาคหนึ่งท่านให้เอา รากมะกล่ำเครือ ๑ รากมะเขือขื่น ๑ เปลือกส้มเสี้ยว ๑ รากสำโรง ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากปีบ ๑ ผลพิลังกาสา ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ป้างดีนัก

ยาแก้รากแก้สอึก ท่านให้เอาเข้าตอก ๑ ขันทศกร ๑ เปรียงพระโค ๑ เกลือเทศ ๑ ยานี้เอาเสมอภาคบดละลายน้ำผลยอต้มกินหาย

ยาแก้ขัดเบาๆ มิสดวก ท่านให้เอาหว้านเปราะ ๑ พลูแก ๑ ใบน้ำเต้า ๑ ถ่านไฟป่าช้า ๑ อย่าให้เอาเสมอภาค (น่าจะเปนว่าให้เอาเสมอภาค) บดพอก หัวเหน่าดีนัก

ภาคหนึ่งแก้เบามิออก ท่านให้เอาหว้านเปราะ ๑ ใบพลูแก ๑ พริก ๑ ขิง ๑ เอาเสมอภาคบดทาท้องน้อย แลหัวเหน่าหายดีนัก

ยาทาท้องแก้ท้องขึ้นแก้สอึก ท่านให้เอาพริกไทย ๑ ขิง ๑ กระเทียม ๑ หอม ๑ เกลือ ๑ หิงค์ ๑ หัวพลู ๑ เอาเสมอภาคบดทาท้องน้อยแก้ท้องขึ้นแก้สอึกหายดีนัก

ถ้าแก้เด็กลงมิหยุด ท่านให้เอาสนเทศ ๑ ผลประคำดีควาย ๑ แก่นประดู่ ๑ รากส้มป่อย ๑ รากชุมเห็ด ๑ เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย

ยาต้มแก้ตานขโมย ท่านให้เอารากตาลโตนด ๕ ตำลึง รากตานหม่อน ๕ ตำลึง เปลือกสนุ่น ๕ ตำลึง ขมิ้นอ้อย ๕ ตำลึง ตะไคร้ ๕ ตำลึง ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ทรางแก้ไฟธาตุ แก้ลมแลชูกำลังรำหัดพิมเสนกิน แลบำรุงธาตุให้เสมอกัน เปนปรกติดีนัก

ยาแก้ทรางแดงทรางขุมทรางยวงก็ดี ท่านให้เอาใบมะกล่ำเครือ ๑ น้ำประสานทอง ๑ ชะเอมเทศ ๑ น้ำมัน (ต้นฉบับไม่ปรากฎว่าน้ำมันอะไร) จอก ๑ หุงทาลิ้นแก้ทรางในลำคอทั้งปวงหาย ท่านตีค่าไว้ ๑๐ บาททอง

ยาชื่อเทพยานิมิตร์ ขนานนี้ท่านให้เอารากไคร้เครือ ๑ พิศนาด ๑ รากเจตพังคี ๑ รากสังกระนี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เนรภูสี ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ ชะเอม ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้พิษฝีดาดแลตานทรางทั้งปวงหายดีนัก

ยาประสระชื่อพรหมนิมิตร ขนานนี้ท่านให้เอาหิงคุ์ยางโพ ๑ ตำลึง พริกไทย ๑ ตำลึง ดองดึง ๑ ตำลึง รวมยา ๓ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้เท่าเมล็ดนุ่น ละลายสุรากินแก้พิษทรางขโมยแลทรางทั้งปวงหาย

ยาชื่ออินทจร ขนานนี้ท่านให้เอา จันทน์แดง ๑ เบ็ญกานี ๑ เนรภูสี ๑ เขากวาง ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ รากกระเพรา ๑ ตะไคร้ ๑ น้ำประสานทอง ๑ เปราะสด ๑ ผักเสี้ยนผี ๑ ชะเอมเทศ ๑ หวายตะค้า ๑ ยาเข้าเย็น ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๑๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำหมาก สงเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำจันทน์ กิน แก้ลงตานทรางดีนักได้เชื่อมาแล้วอย่าสนเท่ห์เลย

ยาชื่อมหาคงคา ขนานนี้ท่านให้เอา ใบหญ้างวงช้าง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ใบน้ำเต้า ๑ ใบกะทุงหมาบ้า ๑ ใบเถาวัลย์เปรียง ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบระงับ ๑ ใบประคำดีควาย ๑ ดินประสิวขาว ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ น้ำซาวเข้าก็ได้ ชะโลมแก้พิษตานพิษทรางแลสรรพพิษทั้งปวงซึ่งทำให้ทุรนทุรายหายดีนัก

ยาชื่อมหาคงคา ขนานนี้ท่านให้เอา ผลมูกมัน ๑ สลึง เปลือกยางแดง ๑ สลึง เปลือกยางขาว ๑ สลึง ผักกะเฉด ๑ สลึง กรุงเขมา ๑ สลึง รวมยา ๘ สิ่งนี้ ทำให้เปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้พิษทรางตกมูกตกเลือดแลแก้ตรีโทษ แก้บิดปวดมวน แก้ลงแดง ดุจดังน้ำล้างเนื้อหาย ถ้ามิฟังเอาดีงูรำหัดกินหยุดดีนัก

ยาเหลืองแก้สลบ ขนานนี้ท่านให้เอา จันทน์ทั้งสอง เบ็ญกานี ๑ เนรภูสี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ สังกรณี ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ กำมะถันแดง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง ทำให้เปนจุณแล้วจึงเอาดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑ แช่เอาน้ำเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำขันทศกรกิน ถ้าจะแก้สลบด้วยพิษตานพิษทรางพิษฝีดาษก็ดีละลายสุรากิน ถ้างูขบ แซกดีจรเข้ลงกินหายดีนัก

ยาทาท้อง ขนานนี้ท่านให้เอา หัศคุณทั้งสอง ๑ รง ๑ หิงคุ์ ๑ เจ็ตมูลเพลิง ๑ หว้านน้ำ ๑ ใบหนาด ๑ พริกไทย ๑ ขิง ๑ กระเทียม ๑ ไพล ๑ แก่นแสมทเล ๑ ใบพลูแก ๑ รากเจ็ตพังคี ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำไพล ทาท้องลงดีนัก

ยาผายเด็ก ขนานนี้ท่านให้เอา ตรีกฏุก ๑ เฟื้อง กระเทียม ๑ เฟื้อง ผลจันทน์ ๑ เฟื้อง ดอกจันทน์ ๑ เฟื้อง เบ็ญกานี ๑ เฟื้อง กานพลู ๑ เฟื้อง น้ำประสานทอง ๑ เฟื้อง สานส้ม ๑ เฟื้อง เกลือสินเธาว์ ๑ เฟื้อง กรามช้าง ๑ เฟื้อง เทียนดำ ๑ เฟื้อง หว้านร่อนทอง ๑ เฟื้อง โกฐกระดูก ๑ เฟื้อง โกฐก้านพร้าว ๑ เฟื้อง ดีงูเหลือม ๒ สลึง ผลสลอด ๑ บาท รวมยา ๑๘ สิ่งนี้ทำให้เปนจุณ บดทำเม็ดไว้เท่าเมล็ดนุ่น ถ้าเด็ก ๓ เดือนกิน ๓ เม็ด ถ้ารู้นั่ง กิน ๕ เม็ด ถ้ารู้คลาน กิน ๗ เม็ด ถ้ารู้เดินกิน ๙ เม็ด ถ้าจะแก้ตกมูกตกโลหิตละลายสุรากิน ถ้าจะแก้ทรางทั้งปวงละลายน้ำใบกระเพรากินดีนัก

ยาผายเด็ก ขนานนี้ท่านให้เอา ใบกระเพรา ๑ สลึง ใบตานหม่อม ๑ สลึง ใบสวาด ๑ สลึง ผลจันทน์ ๒ ไพ ดอกจันทน์ ๒ ไพ ดีปลี ๒ ไพ กานพลู ๒ ไพ กระวาน ๒ ไพ ยาดำ ๖ สลึง ผลสลอด ๗ เม็ดต้มให้สุก รวมยา ๑๐ สิ่งนี้ทำเปนจุณเอาสุราเปนกระสาย บดทำเม็ดไว้เท่าเมล็ดพริกไทยละลายน้ำนมแพะกิน ถ้าเด็กเดือน ๑ กินเม็ด ๑ ถ้า ๒ เดือน กิน ๒ เม็ด ถ้า ๓ เดือน กิน ๓ เม็ด กินทวีขึ้นไปตามอายุเด็กเถิดดีนัก

ยาผายเด็ก ขนานนี้ท่านให้เอา ใบผักคราด ๑ ใบผักเค็ด ๑ ใบชุมเห็ดเทศ ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบหญ้าใต้ใบ ๑ ใบสมอเทศ ๑ น้ำประสานทอง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ใบสลอด ๒ ส่วนยา ทั้งหลาย แล้วทำเปนจุณบดทำแท่งไว้เท่าเมล็ดนุ่น ละลายสุรากิน ถ้าเด็กได้ ๔ เดือน ๕ เดือน กินเม็ด ๑ ก่อนแล้วจึงทวีขึ้นไปตามอายุ

ยาแก้ตานแก้ทราง ขนานนี้ท่านให้เอา ใบน้ำเต้า ๑ ขอบชะนางทั้งสอง ใบตานหม่อน ๑ ใบชุมเห็ดเทศ ๑ ใบระงับ ๑ ใบมูลกาแดง ๑ กะทือ ๑ ไพล ๑ หอมแดง ๑ กระเทียม ๑ พริกไทย ๑ ขิง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้กินแก้ตานแก้ทราง ตกมูกตกโลหิต ถ้าแลเหม็นเน่าแซกยาดำกินลงดีนัก

ยาแก้ตานแก้ทราง ขนานนี้ท่านให้เอา ใบกระเพรา ๑ บาท ใบชุมเห็ดเทศ ๑ บาท ใบสวาด ๑ บาท ใบตานหม่อน ๑ บาท ขอบชะนางทั้ง ๒ สิ่งละ ๑ บาท ใบผักคราด ๑ บาท ขมิ้นอ้อย ๑ บาท กระทือ ๑ เฟื้อง ไพล ๑ เฟื้อง พริกไทย ๑ เฟื้อง ขิง ๑ เฟื้อง กระเทียม ๑ เฟื้อง รวมยา ๑๓ สิ่งนี้ทำให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ตานแก้ทรางขะโมย ถ้าลงละลายน้ำใบตานหม่อนกิน ถ้าจะให้ผาย ละลายน้ำใบกระเพรา กิน ถ้าท้องขึ้น ละลายน้ำใบสวาดกิน ถ้าทรางขึ้นลิ้น แซกน้ำประสานทองกวาดหาย

ยาแก้ตานแก้ทราง ขนานนี้ท่านให้เอา ผลจันทน์ ๑ เบ็ญกานี ๑ ฝิ่น ๑ ไคร้เครือ ๑ ผลประคำดีควาย ๑ สีเสียดเทศ ๑ เอาเสมอภาคสุราเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ตานแก้ทรางทั้งปวง แลตานขะโมยแลแปร ฝีร้ายให้เปนดี

ภาคหนึ่งเอาหญ้าเกล็ดหอย ๑ ผลชิงช้าชาลี ๑ ดีงูเหลือม ๑ เอาเสมอภาคสุราเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ตานแก้ทราง ทาฝีก็ได้ดีนัก

ภาคหนี่ง เอาผลมะแว้งต้น ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบชุมเห็ดเทศ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ พริกไทย ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ ไพล ๑ เอาเสมอภาคบดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ตานแก้ทรางขึ้นปาก กินเข้ากินน้ำกินนมไม่ได้หายดีนัก

ภาคหนึ่ง เอาสมอเทศ ๑ มะขามป้อม ๑ ผลโหระพา ๑ เทียนเยาวภานี ๑ โกฐสอ ๑ เอาเสมอภาคทำแท่งไว้ ถ้าลงนัก ละลายสุรากิน ถ้าเปนบิดละลายน้ำราชพฤกษ์กิน ถ้าทรางขึ้นลิ้นละลายสุรากินหายดีนักได้เชื่อ แล้ว

ภาคหนึ่ง เอาผลจันทน์ ๑ หิงคุ์ ๑ พริกไทย ๑ ขิง ๑ กระเทียม ๑ ใบคนทีสอ ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ เอาเสมอภาคบดเปนแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ไข้ตานไข้ทรางหายดีนัก

ยาทาลิ้น ท่านให้เอา ใบหนาด ๑ เขี้ยวแรด ๑ เขี้ยวเสือ ๑ น้ำเต้าขม ๑ ประคำดีควาย ๑ สมุลแว้ง ๑ เอาเสมอภาคบดทำแท่งไว้ทาลิ้น แก้ทรางแดงทรางเหลืองหายดีนัก

ยาทาลิ้น ท่านให้เอา ใบกระเพรา ๑ บาท ใบหนาด ๑ บาท ใบคนทีสอ ๑ บาท เขี้ยวเสือ ๑ เฟื้อง เขี้ยวแรด ๑ เฟื้อง เขาเนื้อ ๑ เฟื้อง กานพลู ๑ เฟื้อง ผลจันทน์ ๑ เฟื้อง ไคร้เครือ ๑ บาท กฤษณา ๑ เฟื้อง กระดูกงูเหลือม ๑ เฟื้อง ชะเอมเทศสองไพ ยาทั้งนี้ทำเปนจุณเอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดทำแท่งไว้ทาลิ้น แก้คอ ดีนัก

ยาทาลิ้น ท่านให้เอาเปลือกสะเดา ๒ สลึง เปลือกสนุ่น ๒ สลึง พริกไทยล่อน ๓ เม็ด กระเทียม ๗ กลีบ หว้านหางช้าง ๑ สลึง ใบกระเพรา ๑ สลึง น้ำประสานทอง ๒ สลึง บดทาลิ้นทรางหล่น ทันใจดีนัก

ยาทาลิ้น ท่านให้เอาเปลือกสะเดา ๑ เปลือกสนุ่น ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบตานหม่อน ๑ งาช้าง ๑ กระเทียม ๑ สังข์ ๑ น้ำประสานทอง ๑ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำฝักส้มป่อยเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำครำ แก้ทราง เหลือง, แดง, ไฟ, หายดีนัก

ยาแก้เสมหะแก้ใจ ท่านให้เอาจันทน์หอม ๑ กฤษณา ๑ โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐพุงปลา ๑ เกสรสารภี ๑ เอาเสมอภาคทำผง เอาเล็บมือนาง (ต้นไม้) ต้มเปนกระสายบดทำเม็ดไว้เท่าเมล็ดพริกไทย ถ้าเด็กตั้งแต่ขวบ ๑ ถึง ๔ ขวบก็ดีให้กิน ๗ เม็ด ถ้าเด็ก ๑๐ เดือนลงมาถึง ๓ เดือนให้กินแต่ ๕ เม็ด ละลายน้ำแตงกวาก็ได้ น้ำขันทศกรก็ได้ น้ำผึ้งรวงก็ได้ น้ำดอกมะลิ ก็ได้ ถ้าเด็กเดือน ๑ รำหัดพิมเสนกล่ำ ๑ ถ้าเด็กขวบ ๑ รำหัดพิมเสน ๒ กล่ำ ดีนักอย่าสนเห่ห์เลยได้เชื่อแล้ว

ยาชื่อแสงอาทิตย์ขนานนี้ ท่านให้เอา ชาดก้อน ๑ ชาดหรคุณ ๑ กำมะถันแดง ๑ มูลแมงสาบ ๑ น้ำประสานทอง ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาคบดทำแท่งไว้ละลายสุราทาลิ้น ถ้ามิฟัง ละลายน้ำมะนาวหายดีนัก

ยาสำหรับตานทรางทั้งปวง ท่านให้เอารากชะเอมเทศ ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากส้มป่อย ๑ รากพิลังกาสา ๑ รากระงับพิษ ๑ รากโคกกระออม ๑ พิศนาด ๑ รากไคร้เครือ๑ สมุลแว้ง ๑ กะชาย ๑ ชะลูด ๑ อบเชย ๑ รากมะแว้งเครือ ๑ กระถินแดง ๑ ผลจันทน์ ๑ กานพลู ๑ จันทน์เทศ ๑ สน ๑ กรักขี ๑ แก่นอินทนิล ๑ รวมยา ๒๐ สิ่งนี้ เอาเสมอภาคกระทำให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินสำหรับตานทรางดีนัก

ยาต้มแก้ตานทรางแลตานขะโมย ผอมเหลืองแลผอมแห้งขนานนี้ท่านให้เอา ตาลทั้ง ๕ สมอทั้ง ๓ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ แห้วหมู ๑ เปลือกสำโรง ๑ ผักเสี้ยนผี ๑ หอมแดง ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๔ บาท มะกรูด ๓ ผล มาผ่า ๗ ซีก ผลขี้กาขาว ๓ ใบ ผลขี้กาแดง ๓ ใบ สานส้ม ๒ สลึง ยาดำ ๑ บาท ฝักราชพฤกษ์เปนกระสาย ต้ม ๓ เอา ๑ กิน ถ้าจะให้ลงแซกดีเกลือกินตามธาตุหนักเบาดีนักได้เชื่อแล้ว

ยาแก้ตานทรางทั้งปวงขนานนี้ ท่านให้เอาโกฐสอ ๑ สลึง โกฐพุงปลา ๑ สลึง โกฐเชียง ๑ บาท โกฐหัวบัว ๑ บาท โกฐก้านพร้าว ๑ บาท รากไคร้เครือ ๑ สลึง ผลผักชี ๑ สลึง ผลโหระภา ๑ สลึง เบ็ญกานี ๑ สลึง สมอไทย ๑ สลึง สมอพิเภก ๑ สลึง มะขามป้อม ๑ สลึง น้ำประสานทอง ๑ สลึง สานส้ม ๑ สลึง ชะเอม ๒ สลึง รวมยา ๑๕ สิ่งนี้ ทำให้เปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสายบดทำแท่งไว้ ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำเปลือกมะเดื่อ น้ำเปลือกแคก็ได้ ถ้าจะแก้บิดละลายน้ำกระทือกิน ถ้าจะแกรากละลายน้ำสมอน้ำผึ้งก็ได้พิมเสนรำหัดกิน ถ้าจะแก้สอึก ละลายน้ำร้อนเอาพิมเสนเกลือรำหัดกิน ถ้าจะให้ผายละลายน้ำใบกะพังโหมกิน เอาเกลือรำหัดทาทั้งขึ้นทั้งล่อง ละลายน้ำใบกระเพรากิน ถ้าจะแก้ตานขะโมยให้ไส้พอง ละลายน้ำใบชุมเห็ดขมิ้นอ้อยกิน ถ้าจะแก้ตานทรางขึ้นลิ้นละลายน้ำขมิ้นอ้อยทาลิ้น ถ้าผู้ใหญ่เปนลมละลายน้ำส้มส้าแซกเกลือกินหายดีนัก

ยาชื่อรัศวงมหาทิคุณ ขนานนี้ท่านให้เอา เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนขาว ๑ เทียนตาตั๊กแตน ๑ หระดาน ๑ ไคร้เครือ ๑ กานพลู ๑ ตรีผลา ๑ โกฐสอ ๑ สมุนละแว้ง ๑ ตรีกฏุก ๑ น้ำประสานทอง ๑ ชะเอมเทศ ๓ ส่วน รวมยา ๑๗ สิ่งนี้ทำให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำขันทศกรแซก เกลือดีงูรำหัดกินเวลาละ ๑ เฟื้อง แก้ผอมเหลืองแลกินเข้ามิได้ดีนัก

ยาแก้มูกเลือแลแก้ทรางขึ้นในอก ท่านให้เอาใบกะพังโหม ๑ ไคร้เครือ ๑ กะถินแดง ๑ บดด้วยสุรากินหาย

ภาคหนึ่งแก้มูกเลือด ท่านให้เอา จันทน์หอม ๑ บาท กฤษณา ๑ บาท ชะเอมเทศ ๑ บาท โกฐสอ ๕ สลึง โกฐก้านพร้าว ๑ สลึง โกฐหัวบัว ๑ สลึง งาช้าง ๑ สลึง ผลจันทน์ ๒ สลึง ดีปลี ๑ สลึง ดอกจันทน์ ๒ สลึง พิมเสน ๓ กล่ำ ยาทั้งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุราดีงูรำหัดกินดีนัก

ยาแก้มูกเลือด เอากระเทียม ๑ สลึง เทียนดำสลึงเฟื้อง ใบกระเพรา ๑ บาท ขมิ้นอ้อย ๑ บาท บดละลายสุรากิน

ยาแก้มูกเลือด ขนานนี้ท่านให้เอา ตานขโมย ๑ จันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ เบ็ญกานี ๑ เนรภูสี ๑ น้ำประสานทอง ๑ กานพลู ๑ ดีงูเหลือม ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบสวาด ๑ ใบแมงลัก ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ตานทรางตกมูกตกเลือด แลถ่ายอุจาระเปนฟองหายดีนัก

ยาต้มแก้ตกมูกตกเลือดแลดากคาทวารอยู่ก็ดี ท่านให้เอายาเข้าเย็น ๓ บาท รากเล็บมือนาง ๓ บาท กระดูกงูเหลือม ๓ บาท ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ตานทรางแลตานขโมยพุงโร แก้น้ำเหลืองแลตกมูกตกเลือดดีนัก

ยาแก้ปวดท้อง แลให้อุจจาระเสียเรื้อรังมา แลปัสสาวะหยดย้อย ท่านให้เอา ใบคนทีสอ ๔ บาท ใบกระเพรา ๑ บาท ใบตานหม่อน ๑ บาท ขมิ้นอ้อย ๑ สลึง ใบสะเดา ๑ เฟื้อง กระเทียม ๒ สลึง กระชาย ๒ สลึง พริกไทย ๒ สลึง หอมแดง ๒ สลึง ผลจันทน์ ๑ เฟื้อง ดีปลี ๑ เฟื้อง ยาทั้งนี้ทำเปนจุณ บดด้วยหยัดสุรา กินตามกำลัง ดีนัก

ยาประจำท้อง ท่านให้เอา ใบตานหม่อน ๒ สลึง ใบกระเพรา ๒ สลึง ใบสวาด ๖ สลึง ใบผักคราด ๑ สลึง ยาดำ ๒ สลึง กานพลู ๒ สลึง ดีปลี ๑ เฟื้อง เอาเสมอภาคละลายเหล้ากินดีนัก

ยาประจำท้อง เอาใบสวาด ๑ บาท ใบกระเพรา ๒ สลึง ใบตานหม่อนสลึงเฟื้อง ใบผักคราด ๒ สลึง ผลจันทน์ ๑ เฟื้อง ดอกจันทน์ ๑ เฟื้อง กานพลู ๑ เฟื้อง ดีปลี ๑ เฟื้อง ใบกะเม็ง ๒ สลึง ยาดำ ๓ สลึง บดด้วยสุรากินเช้าเย็น

ยาแก้นอนมิหลับ ท่านให้เอา จันทน์หอม ๒ สลึง โกฐทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ เฟื้อง เกสรสารภี ๑ สลึง รากบัวหลวง ๑ เฟื้อง ผิวไม้สีสุก ๑ เฟื้อง การะบูร ๒ กล่ำ เบี้ยผู้ ๑ เฟื้อง ลิ้นทเล ๑ สลึง ทำเปนจุณเอาน้ำมะพร้าวนาฬิเกเปนกระสาย บดทำแท่งไว้กินให้ชื่นใจ ให้นอนหลับแลแก้ระหายน้ำดีนัก

ยาแก้หละ ท่านให้เอา มูลแมลงสาบ ๑ พิมเสน ๑ จันทน์ขาว ๑ มะกล่ำตาช้าง ๑ เทียนขาว ๑ กฤษณา ๑ เอาเสมอภาคบดทำแท่งเท่าเมล็ดพริกไทยทาหละหายดีนัก

ยาผายพิษตานทรางทั้งปวง ท่านให้เอา เนรภูสี ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ ผลราชดัด ๑ เอาเสมอภาค ยาดำเท่ายาทั้งหลายบดด้วยน้ำเปลือกมะรุม ทำแท่งไว้เท่าเมล็ดพริกไทย กิน ๗ เม็ด นอนหลับดีนัก
ยาล้อมตับดับพิษ ท่านให้เอา เนระภูสีขาว ๑ เนระภูสีแดง ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ หว้านเปราะ ๑ หว้านนางคำ ๑ หญ้าเกล็ดหอย ๑ หางจรเข้ ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ กฤษณา ๑ ผลประคำดีควาย ๑ รากไคร้เครือ ๑ กำมะถันแดง ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๑๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคกระทำให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินดีนัก

ยาล้อมตับดับพิษ ขนานนี้ท่านให้เอา หว้านกีบแรด ๑ สลึง หว้านร่อนทอง ๑ สลึง สังกระณี ๑ สลึง โกฐสอ ๑ สลึง โกฐเขมา ๑ บาท จันทน์แดง ๑ สลึง จันทน์ขาว ๑ สลึง งาช้าง ๑ สลึง หวายตะค้า ๑ สลึง เนรภูสี ๑ สลึง เถาหญ้านาง ๑ สลึง ดีงูเหลือม ๑ สลึง รวมยา ๑๒ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน ล้อมตับดับพิษแลแก้ตานขโมยซึ่งให้ตกมูกตกเลือดนั้นหาย

ยาล้อมตับดับพิษ ขนานนี้ท่านให้เอา สมอไทย ๑ สลึง งาช้าง ๑ สลึง กรามแรด ๑ สลึง กรามช้าง ๑ สลึง เขี้ยวหมี ๑ สลึง เขี้ยวเสือ ๑ สลึง เขี้ยวจรเข้ ๑ สลึง เขากุย ๑ สลึง เขาฟาน ๑ สลึง จันทน์ทั้งสอง ๑ สลึง รากไคร้เครือ ๑ สลึง เปลือกเงาะ ๑ สลึง เปลือกขี้อ้าย ๑ สลึง หางกราย ๑ สลึง หว้านกีบแรด ๑ สลึง หมากสง ๑ สลึง สานส้ม ๒ สลึง ผลตะบูน ๒ สลึง ใบมะผู้ ๗ สลึง ใบมะเมีย ๑ บาท ใบฝ้ายแดง ๒ สลึง ใบเทียน ๓ บาท ใบทับทิม ๓ บาท ใบมะเฟือง ๒ สลึง ขมิ้นอ้อย ๑ สลึง กฤษณา ๑ สลึง ชะลูด ๑ เฟื้อง อบเชย ๑ สลึง กำยาน ๑ สลึง เบ็ญกานี ๑ สลึง กานพลู ๑ สลึง เนรภูสี ๑ สลึง หว้านเปราะ ๑ สลึง สีเสียดเทศ ๑ สลึง ผลจันทน์ ๑ สลึง พริกหอม ๑ สลึง ชันตะเคียน ๑ สลึง ครั่ง ๑ สลึง รวมยา ๓๙ สิ่งนี้กระทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรา กินแก้ตานทรางแก้ฝีดาษฝีดวง เปนยาล้อมตับดับพิษวิเศษนัก

ยาแก้ตานขโมย ขนานนี้ท่านให้เอา ใบสวาด ๖ สลึง ใบตานหม่อน ๓ สลึง ใบคนทีสอ ๑ บาท ใบกระเพรา ๑ บาท กระเทียม ๑ สลึง หอมแดง ๒ สลึง ขมิ้นอ้อย ๒ สลึง ยาดำ ๑ บาท พริกหอม ๑ สลึง ดีปลี ๑ สลึง ผลช้าพลู ๑ สลึง บรเพ็ชสลึงเฟื้อง รากเจ็ตพังคี ๑ สลึง กระชาย ๑ บาท กานพลู ๑ สลึง ผลจันทน์ ๑ สลึง ผลปราย ๑ สลึง เลือดแรด ๑ บาท รวมยา ๑๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน แก้ตานทรางแลตานขโมยผอมเหลืองยังแต่ร่าง แลอุจาระให้เปนเหมือนโขนงเนื้อ ให้ลงแดง เพราะตานขโมยนั้นกินหัวตับ ถ้าได้กินยานี้หาย

ยาแก้ตานขโมย ขนานนี้ท่านให้เอา ใบสวาด ๑ บาท ใบกะเม็ง ๒ สลึง ใบฝ้ายแดง ๒ สลึง ใบน้ำเต้า ๒ สลึง ใบตานหม่อน ๑ บาท ใบขี้กาแดง ๒ สลึง ขอบชะนาง ๒ สลึง ใบกระเพรา ๒ สลึง ยาดำ ๑ บาท รวมยา ๙ สิ่งนี้ทำเปนจุณสุรา เปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายสุรากินดีนัก

ยากวาดแก้ดูดนมมิได้ เอาไคร้เครือ ๑ เชือกเถามวก ๑ กฤษณา ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวแรด ๑ เขากวาง ๑ ชะเอมเทศ ๑ ดีงูเหลือม ๑ บดละลายสุรากวาดดีนักได้เชื่อมาแล้ว

ยาแก้ดูดนมมิได้ ขนานนี้ท่านให้เอา ใบนมพิจิตร์ ๑ บาท ใบกระเพรา ๑ บาท กระเทียม ๒ สลึง ชะมด ๑ เฟื้อง พิมเสน ๑ เฟื้อง ลิ้นทเล ๒ สลึง น้ำประสานทอง ๒ สลึง บดละลายน้ำมันเนยทาลิ้น ถ้าจะกินละลายสุรากินแก้ทรางทั้งปวงหาย

ยาทาท้องท่านให้เอา ขี้เท่า ลูกวัว ๒ สลึง เจตพังคี ๑ สลึง ผลมูกมันสลึงเฟื้อง แก่นมะทราง ๑ สลึง มูลหนูหริ่ง สลึงเฟื้อง เปลือกไข่เน่า ๑ ไพล ๑ สลึง บดด้วยสุรา ทาใต้สะดืออุจจาระเดินดีนัก

ยาทาท้องแก้ลง ขนานนี้ท่านให้เอา ใบฝ้ายแดง ๑ ใบสมี ๑ กระทือ ๑ ใบกระทุ่มขี้หมู ๑ ใบตะกู ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ฝิ่น ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดด้วยน้ำท่า ทาท้องน้อยดีนัก

ยาทาท้อง ท่านให้เอา รากทนดี ๑ ข่าแก่ ๑ หิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ รง ๑ ฝนทาแก้อุจจาระ ปัสสาวะไม่ออกดีนัก

ยาทาท้องแก้ท้องขึ้น เอาหว้านน้ำ ๑ รากเจตภังคี ๑ ไพล ๑ ผลสะบ้าไทย ๑ มูลแมลงสาบ ๑ บดทาท้องหายดีนัก

ยาต้มประสระน้ำนม ท่านให้เอา ตรีกะฏุก ๑ ตรีผลา ๑ เจตมูลเพลิง ๑ รากช้าพลู ๑ สะค้าน ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ รากพนมสวรรค์ ๑ รากกรรณิกา ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินดีนัก

ยาต้มประสระน้ำนม ขนานนี้ท่านให้เอา ตานหม่อน ๑ สลึง ตานขะโมย ๑ สลึง เจตมูล ๑ สลึง ขิงแห้ง ๑ สลึง ดีปลี ๑ สลึง รากช้าพลู ๑ สลึง สะค้าน ๑ สลึง ไคร้น้ำ ๑ สลึง ไคร้บก ๑ สลึง ไม้ประดู่ ๑ สลึง ไม้สัก ๑ สลึง ชุมเห็ด ๑ สลึง เถาหญ้านาง ๑ สลึง รากส้มป่อย ๑ สลึง รากกระพังโหม ๑ สลึง รากพุมเรียงป่า ๑ สลึง รากชงโค ๑ สลึง ผลประคำดีควาย ๒ สลึง รวมยา ๑๘ สิ่งนี้ต้ม ๓ เอา ๑ กินเปนยาประสระน้ำนม ร้ายให้เปนดี แลแก้ตานทรางตานขะโมยกินในกระดูกทำให้ผอมเหลือง แลแก้สอึกแก้หิวเหียน แก้เสมหะดีนัก

ยากวาดแก้ทรางแดง เอาเนระภูสี ๑ หอมแดง ๑ รากเข็มแดง ๑ พิมเสนบดทำแท่งไว้กวาดทรางแดงดีนัก

ยากวาดทรางแดงเขม่า เอาชาดก้อนประสระแล้ว ๑ แมลงมุมตายซาก ๑ มูลแมลงสาบ ๑ กะตังมูตร์ ๑ พิมเสน ๑ บดทำแท่งไว้ทาปากหายดีนัก

ยากวาดแก้ทรางไฟ ขนานนี้ท่านให้เอา หญ้าใต้ใบ ๑ จันทน์แดง ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ ยาทั้งนี้ฝนด้วยสุราก็ได้น้ำผึ้งก็ได้ ทาลิ้นแก้ทรางแดงทรางไฟ แลให้ปากกุมารนั้นแดงให้ตัวร้อนให้ฝ่ามือฝ่าเท้าแดงนั้นหายดีนัก

ยาแก้ทราง ๑๒ จำพวก ขนานนี้ท่านให้เอา ฝ้ายแดง ๒ สลึง ใบกระเพรา ๒ สลึง ใบผักคราด ๒ สลึง ใบเทียน ๒ สลึง ใบสวาด ๒ สลึง ใบทับทิม ๒ สลึง ขมิ้นอ้อย ๒ สลึง ไพล ๒ สลึง ข่า ๒ สลึง ขิง ๒ สลึง ดีปลี ๒ สลึง หญ้าใต้ใบ ๒ สลึง ยาทั้งนี้บดทำแท่งไว้ ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำจันทน์กิน ถ้าจะให้ผายไปหน ๑ ก็ดี ๒, ๓, ๔, หนก็ดี ละลายน้ำมะนาวกิน ถ้าจะประจำท้อง ละลายสุรากิน ถ้าจะทาปากละลายน้ำเกลือ เปลือกหมากสงก็ได้หายดีนัก ได้เชื่อแล้วอย่าสนเท่ห์เลย

ยาแก้พิษในปากในคอกำเริบ เอาน้ำประสานทอง ๒ สลึง ดินประสิวขาว ๒ สลึง หินฟันม้า ๒ สลึง ชาดหรคุณ ๒ สลึง กะบัง ๒ สลึง สานส้ม ๒ สลึง พิมเสน ๑ เฟื้องทำเปนจุณไว้ต้มน้ำเกลือไว้กวาดเสียก่อนแล้วจึงเอายาทาแก้ดูดนมมิได้ แลแก้พิษกำเริบทั้งปวงดีนัก

ยาชื่อสะปาทิคุณ ขนานนี้ท่านให้เอาผักคราด ๑ ใบกระเพรา ๑ น้ำประสานทอง ๑ ดินประสิวขาว ๑ สานส้มสะตุ ๑ ลิ้นทเล ๑ หญ้ายองไฟ ๑ พริกไทย ๑๑ เม็ด รวมยา ๘ สิ่งนี้ บดทำแท่งไว้แก้ทรางแดง, ทรางไฟ, ทรางขะโมย, ถ้าจะทาลิ้นละลายน้ำมะนาวกินแก้ดูดนมมิได้ดีนัก

ยาชื่อประสระดำ ขนานนี้ท่านให้เอา ผลประคำดีควาย ๑ บาท ขมิ้นอ้อย ๑ บาท ผลราชดัด ๑ บาท ไคร้เครือ ๑ บาท ดีงูเหลือม ๒ สลึง ยา ๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้เท่าเมล็ดฝ้าย ถ้าจะแก้บิดละลายน้ำมะนาวกิน ถ้าจะแก้มูกเลือดละลายน้ำใบสะแก กิน ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำข่า กิน ถ้าแก้พิษทั้งปวงละลายสุรากินดีนัก ได้เชื่อแล้วอย่าสนเท่ห์เลย

ยาชื่อจักรนารายน์ ขนานนี้ท่านให้เอาใบฝ้ายแดง ๑ ใบกะเพรา ๑ ใบสวาด ๑ ตรีกฏุก ๑ น้ำประสานทอง ๑ ยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดด้วยสุรา ถ้าเด็กเดือนหนึ่งก็เม็ด ๑ ถ้าเด็ก ๔ เดือน กิน ๒ เม็ด ให้กินตามกำลัง ถ้าขึ้นลิ้นละลายน้ำมะนาวทาดีนัก

ยาชื่อหอมจักรนารายน์ ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐก้านพร้าว ๑ โกฐจุลาลัมภา ๑ โกฐน้ำเต้า ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนขาว ๑ เทียนเข้าเปลือก ๑ เทียนตาตั๊กแตน ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนตากบ ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ จันทน์ทั้งสอง กฤษณา ๑ กะลำพัก ๑ ชลูด ๑ ขอนดอก ๑ ชะเอมทั้งสอง ๑ อบเชย ๑ รากไคร้เครือ ๑ ว่านกีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ผลช้าพลู ๑ ผลเอ็น ๑ ผลสมอเทศ ๑ ผลสมอไทย ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ ดอกบุนนาค ๑ รวมยา ๓๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคกระทำให้เปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เทศเปนกระสายบดทำแท่งไว้ ถ้าจะกินให้ผายละลายน้ำฝักราชพฤกษ์ ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำเปลือกมะเดื่อ ถ้าจะแก้ท้องขึ้นละลายน้ำใบกะเพรากิน ถ้าจะแก้ตานขโมยไส้พอง ละลายน้ำใบตานหม่อนชุมเห็ดขมิ้นอ้อยก็ได้ ถ้าทรางขึ้นลิ้นละลายน้ำขมิ้นอ้อยพิมเสนรำหัดกวาด ถ้าจะแก้ทรางขึ้นในอกละลายน้ำใบมะกล่ำเครือกินแทรกดีงูเหลือม ถ้าจะแก้พิษทรางละลายน้ำดอกไม้เทศกินดีนักอย่าสนเท่ห์เลย

ยาชื่อหอมน้อย ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐสอ ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ เทียนเยาวภานี ๑ ชะเอมเทศ ๑ น้ำประสานทอง ๑ สานส้ม ๑ ผลโหระภา ๑ ผลผักชี ๑ ผลสมอไทย ๑ ผลสมอพิเภก ๑ ผลมะขามป้อม ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำให้เปนจุณ เอาสุราเปนกระสายบดแช่หมักไว้สามวัน แล้วจึงเอาบดทำแท่งไว้ ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำเปลือกมะเดื่อ, เปลือกแค, ก็ได้ ถ้าจะแก้มูกเลือดละลายน้ำปูนใสน้ำกระทือก็ได้ ถ้าจะแก้อาเจียรละลายน้ำผึ้งน้ำสมอก็ได้พิมเสนรำหัดกิน ถ้าทรางขึ้นลิ้นละลายน้ำขมิ้นอ้อยพิมเสนรำหัดกวาด ถ้าจะแก้คอแห้งละลายน้ำมะกล่ำเครือกิน ถ้าจะแก้พิษทรางละลายน้ำดอกไม้พิมเสนรำหัดกินดีนัก

ยาชื่อหอมใหญ่ ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ จันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ ชะเอมทั้ง ๒ เนรภูสี ๑ ผลเอ็น ๑ หว้านเปราะ ๑ สน ๑ กำยาน ๑ ใบพิมเสน ๑ ดอกคำ ๑ ดอกลำเจียก ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกสาระภี ๑ ดอกมะลิซ้อน ๑ ดอกมะลิลา ๑ ดอกกรรณิกา ๑ ดอกกะดังงา ๑ ดอกจำปา ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เกสรสัตบงกช ๑ เกสรสัตบุษ ๑ เกสรบัวเผื่อน ๑ เกสรบัวขม ๑ การะบูร ๑ ชะมดสด ๑ ชะมดเชียง ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๔๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ทราง ถ้าจะแก้ไข้ละลายน้ำซาวเข้า เถาหญ้านาง น้ำดอกไม้เทศ จันทน์ก็ได้ ถ้าจะแก้คลั่งให้ทุรนทุรายละลายน้ำดอกไม้เทศ น้ำดอกมะลิก็ได้ เอาน้ำตาลกรวดน้ำตาลทรายรำหัดกิน ยาขนานนี้เปนยาสูง ถ้าไข้แต่พอดีพอร้าย อย่าให้กินให้แต่ทาชะโลม ถ้ามิฟังจึงให้กินดีนักได้เชื่อแล้ว

ยาชื่อมหาจักรน้อย ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐสอ ๒ สลึง โกฐพุงปลา ๒ สลึง เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๒ สลึง ผลจันทน์ ๒ สลึง ดอกกระวาน ๒ สลึง กานพลู ๒ สลึง สมอทั้ง ๓ สิ่งละ ๒ สลึง มะขามป้อม ๒ สลึง ผลผักชีล้อม ๒ สลึง ผลโหระภา ๒ สลึง ชะเอมเทศ ๒ สลึง ยาดำ ๒ สลึง พริกไทย ๒ สลึง ขิง ๒ สลึง ดีปลี ๒ สลึง กระเทียม ๒ สลึง น้ำประสานทอง ๒ สลึง สานส้ม ๒ สลึง ดินประสิวขาว ๒ สลึง รวมยา ๒๖ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ ถ้าจะให้ผายละลายน้ำใบกระเพราก็ได้น้ำใบกะพังโหมก็ได้ ถ้าจะแก้ลง ละลายน้ำเปลือกมะเดื่อก็ได้ ถ้าจะแก้ท้องขึ้นละลายน้ำกระทือกิน ถ้าจะแก้อาเจียรละลายน้ำสมอต้มกิน ถ้าจะแก้ทรางขึ้นปากละลายน้ำขมิ้นอ้อยกวาดทรางหล่น ดีนัก

ยาชื่อทองแนบเนื้อ ขนานนี้ท่านให้เอาน้ำประสานทองกล่ำ ๑ ชาดหรคุณ ๓ กล่ำ หอยสังข์เผา ๓ กล่ำ จันทน์แดง ๑ เฟื้อง กะลำภัก ๑ เฟื้อง ชะมดเชียง ๒ ไพ พิมเสน ๒ ไพ รวมยา ๗ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ เมื่อจะผึ่งแดดเอาใบตาลรองตากไว้ให้แห้ง เมื่อจะกินละลายน้ำดอกมะลิสด น้ำดอกไม้เทศก็ได้ แซกทองเงินก็ได้แก้กุมารดูดนมมิได้กินเข้ามิได้ดีนัก ท่านตีค่าไว้เปนราคาตำลึงทอง

ยาทรางเปื่อยเน่า ท่านให้เอา พริกไทยสลึงเฟื้อง ขิงแห้ง ๒ สลึง กระเทียม ๑ บาท ดีปลี ๑ สลึง ขมิ้นอ้อย ๒ สลึง ไพล ๒ สลึง อุตพิต ๑ เฟื้อง บุก ๑ เฟื้อง บดละลายเหล้าทั้งกิน ทั้งทาหายดีนัก

ยาแก้ไอ เอาเปลือกผลมะตูม ๑ ดีปลี ๑ รากหนาด ๑ ฝนกับน้ำผึ้งกินหาย

ยาทาเท้าแก้บวม เอากระดูกงูเหลือม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เข้าหนียวกัญญา ๑ บดด้วยน้ำดอกไม้ทา ถ้ามิฟัง เอาน้ำใบเสนียด ถ้ามิฟังเอาน้ำใบหนาด

ยาชื่อน้ำดับไฟ ขนานนี้ท่านให้เอา ใบมะม่วงกะล่อน ๑ ใบมะลิ ๑ ใบสมี ๑ ใบตำลึงตัวผู้ ๑ ผักขวง ๑ ใบสะเดา ๑ ใบน้ำเต้า ๑ ใบโคกกะออม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะลิสดชะโลมดับพิษดีนัก

ยาทากระหม่อมแก้นอนไม่หลับ ขนานนี้ท่านให้เอาหรดานทอง ๑ สลึง ดอกลำโพงกาสลัก ๒ สลึง กันชาเทศ ๓ สลึง มูลโค ๒ สลึง ใบพิมเสน ๑ สลึง บดด้วยน้ำดอกไม้ทากระหม่อมแก้นอนมิหลับหายดีนัก

ยาแก้ทรางแดงทรางไฟ ขนานนี้ท่านให้เอา เขากวาง ๑ นอแรด ๑ เขี้ยวแรด ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวหมี ๑ กรามช้าง ๑ หนังกระเบนเผา ๑ หวายตะค้า ๑ ใบกะเพรา ๑ ใบสวาด ๑ ชะเอมเทศ ๑ แฝกหอม ๑ เนรภูสี ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ ดีปลี ๑ ฝิ่น ๑ รวมยา ๑๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาดีงูเหลือมเปนกระสายบดทำแท่งไว้ ถ้าจะให้เจียด เอาเสมอหนักทอง แก้ทรางทั้ง ๗ จำพวกและแก้ไข้ต่างๆดีนัก

ยาชื่อมหาระงับพิษ ขนานนี้ท่านให้เอา พริกไทย ๑ บาท ขิง ๑ บาท ดีปลี ๑ บาท ถ่านไม้สัก ๖ สลึง เมล็ดในมะนาว ๑ เฟื้อง ใบพลูแก ๒ สลึงเฟื้อง กระเทียม ๒ สลึงเฟื้อง ฝิ่น ๑ เฟื้อง รวมยา ๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกินแก้พิษทั้งปวง ถ้าปวดศีร์ษะละลายน้ำท่าทั้งกินทั้งทาดีนัก

ยาชื่อสุรามฤตย์ ขนานนี้ท่านให้เอา ใบกะเพรา ๑ กะตังมูตร์ ๑ น้ำประสานทอง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ลิ้นทะเล ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่าน้ำสุราก็ได้ แก้พิษทรางอันร้ายทั้งปวงดีนัก

ยาชื่อมหานิล ขนานนี้ท่านให้เอา กระดูกงูทับทาง ๑ สลึง พักแพวแดง ๑ สลึง สหัศคุณเทศ ๑ สลึง ข่าตาแดง ๑ สลึง พริกล่อน ๑ สลึง ขิงแห้งสลึงเฟื้อง ดีปลี ๑ สลึง กระวาน ๑ สลึง ผลตุมกาแดง ๑ สลึง ขมิ้นอ้อย ๑ สลึง ลิ้นทเล ๑ สลึง น้ำประสานทอง ๑ เฟื้อง ดินประสิวขาว ๑ เฟื้อง สานส้ม ๑ เฟื้อง รากดินขั้ว ๑ บาท ดีจรเข้ ๒ ไพ ดีงูเหลือม ๒ ไพ ดีงูเห่า ๒ ไพ รวมยา ๑๘ สิ่งนี้ทำให้เปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน แก้พิษทรางแดงและทรางทั้งปวงหาย

ยาชื่อมหานิลตัวผู้ ขนานนี้ท่านให้เอา น้ำประสานทอง ๑ หมึกหอม ๑ เกล็ดปลาช่อนเผา ๑ หนังกระเบนเผา ๑ หัวแมวดำเผา ๑ กระดูกงูเหลือมเผา ๑ กระดูกงูทับทางเผา ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคกระทำให้เปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน แก้ฝีดาษฝียอดเดียว ถ้าจะแก้ตานทรางละลายน้ำดอกไม้กิน ถ้าจะทาปากแทรกพิมเสนทา ถ้ามิฟังเอาชาดหรคุณเทศ ๑ ชาดหรคุณจีน ๑ ขันทศกร ๑ กำมะถันแดง ๑ แทรกเปนกระสายทาปากก็ได้ จุดฝีกาฬ ก็ได้ดีนัก

ยาชื่อสมมิตร ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ โกฐหัวบัว ๑ โกฐกระดูก ๑ โกฐกักกรา ๑ โกฐกะกลิ้ง ๑ จันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ กรักขี ๑ ชะลูด ๑ อบเชย ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกจำปา ๑ ดอกกระดังงา ๑ ดอกสารภี ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เกสรสัตบุษ ๑ อำพันดอกไม้ ๑ อำพันทอง ๑ อำพันขี้ปลา ๑ ชะมดสด ๑ ชะมดเชียง ๑ พิมเสน ๑ ขอนดอก ๑ รวมยา ๓๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเป็นจุณ แล้วจึงเอาดีจรเข้แช่น้ำดอกไม้เปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้เทศกินแก้ไข้กำเดา ทั้ง ๓ ฤดู แลแก้ใจขุ่นหมองดีนัก ได้เชื่อแล้วอย่าสนเท่ห์เลย

ยาชื่อมหาวงษ์ ขนานนี้ท่านให้เอา งาช้างกำจัด ๑ บาท งาช้างกำจาย ๑ บาท งาช้างดี ๑ บาท กรามช้าง ๑ บาท กรามแรด ๑ บาท เขี้ยวแรด ๑ บาท นอแรด ๑ บาท เขี้ยวเสือ ๑ บาท เขี้ยวหมี ๑ บาท เขี้ยวจรเข้ ๑ บาท เขี้ยวปลาพยูน ๑ บาท เขากุย ๑ บาท เขาฟาน ๑ บาท เขาเลียงผา ๑ บาท เขาชุมภา ๑ บาท เขาสิงหนัด ๑ บาท เขาแพะ ๑ บาท เขาแกะ ๑ บาท เขากวาง ๑ บาท เขากระบือเผือก ๑ บาท เขากระบือดำ ๑ บาท เขาวัวเผือก ๑ บาท เขาวัวดำ ๑ บาท หินการังแดง ๑ บาท เนระภูสี ๑ บาท เบ็ญกานี ๑ บาท ผลจันทน์ ๑ บาท ดอกจันทน์ ๑ บาท กานพลู ๑ บาท หวายตะค้า ๑ บาท โกฐหัวบัว ๑ บาท อบเชย ๑ บาท สังกรณี ๑ บาท พิมเสน ๑ บาท ชะเอมเทศ ๑ บาท จันทน์ทั้งสองสิ่งละ ๒ บาท ดีงูเหลือม ๒ บาท กรุงเขมา ๑ สลึง อำพันทอง ๑ สลึง ใบกระเพรา ๒ สลึง ใบสวาด ๒ บาท ใบมะกล่ำเครือ ๘ บาท ใบไคร้หอม ๒ บาท ใบแมงลัก ๔ บาท กระทืบยอด ๔ บาท ใบกระพังโหม ๔ บาท ใบผักเสี้ยนผี ๔ บาท รวมยา ๔๘ สิ่งนี้ทำให้เปนจุณเอาสุราเปนกระสายบดทำแท่งไว้ ถ้าจะแก้ทรางฝีมีพิษละลายสุราพิมเสนรำหัดกิน ถ้าจะแก้ฝีในคอละลายสุรา เอาชะเอมเทศ รากไคร้เครือแซกฝนกิน ถ้าจะแก้พิษงูละลายน้ำสุราแซกดีงูเหลือมพิมเสนรำหัดกิน ถ้าจะแก้สอึกทั้งเด็กผู้ใหญ่ละลายน้ำร้อนแซกหวายตะค้า พิมเสนรำหัดกิน ถ้าฝีมีพิษแซกเขากระบือเผือกกิน ถ้าจะแก้ทรางแดงแลละอองพระบาทละลายน้ำมะกล่ำเครือแซกน้ำประสานทองกิน ถ้ากินเข้ามิได้ละลายน้ำชะเอมกิน ถ้าจะให้ลงถอนทรางๆ ในคอในอกแลอุจจาระเปนลูกมะระนั้น เอาน้ำผักเสี้ยนผีครึ่ง ๑ สุราครึ่ง ๑ แซกน้ำประสานทองกิน ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำจันทน์ทั้งสองกิน ถ้าทรางขึ้นลิ้น ละลายน้ำจันทน์ขาวแซกเบ็ญกานีกวาด ถ้าท้องขึ้นละลายน้ำผักเสี้ยนผีกินดีนัก ได้เชื่อแล้วอย่าสนเท่ห์เลย

ยาชื่อชันปิดเรือ ขนานนี้ท่านให้เอา เบ็ญจทับทิม ๑ หมากแห้ง ๑ หวายตะค้า ๑ เปลือกเมล็ดมะขามขั้ว ๑ กำมะถันแดง ๑ น้ำประสานทอง ๑ ฝาง ๑ ไม้สัก ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ กระเพราทั้งสอง เนระภูสี ๑ จันทน์ทั้งสอง เขากระบือเผา ๑ เทียนดำ ๑ กระเทียมกรอบ ๑ รวมยา ๒๓ สิ่ง (ที่จริงรวมได้ ๑๘ สิ่ง) นี้เอาเสมอภาคทำให้เปนจุณเอาน้ำสารพัดเขี้ยวงาเปนกระสายบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำปูนใส น้ำจันทน์กินก็ได้ ถ้ามิฟังเอาเปลือกมะเดื่อเปลือกแคแดงกินก็ได้ ถ้ามิฟังเอาน้ำกล้วยตานีละลายยานี้กินหายดีนัก

ยาแก้ตะพั้นตะบองราหูอักขมุขีก็ดี เอาดีจรเข้ดีหนึ่งที่สดแล้วจึงเอาพริกไทยป่นให้แหลกใส่ในดีจรเข้นั้น แล้วย่างไฟให้แห้ง แล้วเอาทาฝ่ามือฝ่าเท้าแลรักแร้หายดีนัก

ยาพอกท้องเด็กแก้ตะพั้น เอาใบเจ็ตมูล ๑ หิงคุ ๑ กำมะถัน ๑ บัลลังก์ศิลา ๑ ลิ้นทเล ๑ บดด้วยน้ำมูตรเด็กพอกท้องหายดีนัก

ยาชื่อนากพด ท่านให้เอา ใบหนาด ๑ พริกไทย ๑ เบี้ยจั่นเผา ๑ ขิง ๑ รังหมาร่าเผา ๑ แมลงมุมตายซาก ๑ ลำพัน ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดทำแท่งไว้แก้ทรางทั้งปวงแก้ลอองพระบาทแก้ตะพั้นทั้งกินทั้งชะโลมดีนัก

ยาแก้ลอองพระบาท ท่านให้เอาใบนมพิจิตร ๑ น้ำประสานทอง ๑ หรดานทอง ๑ กระเทียม ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑ ยาทั้งนี้เอาสเมอภาคบดทำแท่งไว้ ถ้าจะให้ผายเอาใบกระเพราแซก ๓ ส่วน เมื่อจะกินละลายน้ำใบกระเพรากิน ถ้าจะแก้ทรางทั้งปวงละลายน้ำใบกระเทียม ทาลิ้นหายดีนักได้เชื่อแล้ว

ยาคาดข้อมือข้อเท้า เอาใบหนาด ๑ พลับพลึง ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ กระเทียม ๑ ไพล ๑ หว้านน้ำ ๑ หิงคุ ๑ บดด้วยน้ำมะนาวคาดด้วยเหล้า ดีนัก

( กล่าวสมมุติปฐมจินดาร์ผูก ๒ สิ้นฉบับแต่เพียงนี้ )

 



พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๓ บริเฉท ๑ ว่าด้วยกุมารเกิดวันอาทิตย์เปนลักษณะแห่งทรางเพลิงเจ้าเรือนทรางกรายเปนทราง จร, หละชื่ออุไทยกาล ลอองชื่อเปลวไฟฟ้า โดยสังเขป

จะกล่าวบัดนี้ ชีวกโกมารภัจก็เข้าสู่สำนักนิ์แห่งพระฤาษีสิทธิผู้มีนามชื่อว่า “นาไลยดาบศ” ก็ไต่ถามซึ่งพยาธิทุกข์ มีประการต่างๆ พระนาไลยดาบศเมื่อวิสัชนาซึ่งพยาธิทุกข์นั้นกล่าวแล้วด้วยประการดังนี้ อันว่ากุมารกุมารีก็ดีเกิดมาแล้วก็จะเปนที่ตั้งแห่งพยาธิ ต่างๆ ทรางเกิดแก่กุมารกุมารีนั้นมีลักษณะ ๓ ประการก็แจกออกเปน ๑๔ ประการด้วยประการดังนี้ อันว่าลักษณะ ๓ ประการนั้นคือ ทรางกำเนิดจรแม่ซื้อ เปน ๓ ประการดังนี้ที่แจกออกเปน ๑๔ ประการ นั้นคือว่าทราง ๗ วันเปนทรางกำเนิด ทรางจรแซกอีก ๗ จำพวก เข้ากันเปน ๑๔ จำพวกดังนี้ อันลักษณะแม่ซื้อนั้นเล่าคือแม่ซื้อกำเนิด ๗ จำพวกแม่ซื้อจรอิก ๒๔ จำพวกเข้ากันเปน ๓๑ จำพวกด้วยกันดังนี้ลักษณะสะพั้นนั้นเล่า คือสะพั้นกำเนิดนั้น ๑๒ จำพวก สะพั้นจรราหู ๗ จำพวกเข้ากันเปน ๑๙ จำพวกด้วยกันดังนี้ แลลักษณะโรคาพยาธิจะบังเกิดแก่กุมารกุมารีทั้งหลายนั้นก็มีปรากฎอยู่ดุจดัง กล่าวมานี้

อันว่าลักษณะกำเนิดทราง ซึ่งจะบังเกิดแก่กุมารกุมารีทั้งหลายนั้น ตั้งปฏิสนธิในครรภ์มารดาได้ ๓ เดือน ก็แตกออกเปนปัญจสาขา แล้ว ทรางก็กระทำตั้งขึ้นด้วยยอด ๑ ตามลักษณะทรางกำเนิด ๗ วันนั้น ถ้าว่าตั้งข้างขึ้นตั้งเหนือสดือ ถ้าตั้งข้างแรมตั้งใต้สดือ ถ้าเปนหญิงตั้งข้างซ้าย ถ้าเปนชายตั้งข้างขวา จึงบังเกิดติดต่อกันมาจนกำหนดคลอด ถ้าจะตั้งทรางอันใดก็พึงให้พิเคราะห์ดู เภทอาการแห่งมารดาซึ่งว่ามาแต่หลังนั้นเถิด

ลำดับนี้พระอาจารย์เจ้า จะกล่าวในลักษณะกำเนิดทราง ๗ วัน อันจะมาบังเกิดแก่กุมารกุมารีทั้งหลายนั้น ให้แพทย์พิเคราะห์ดูสำคัญประเภทแลอาการให้รู้แจ้ง ดุจไนยอันกล่าวไปข้างน่านั้นเถิด

บัดนี้จะกล่าวด้วยลักษณะกุมารกุมารีเกิดวันอาทิตย์ กำเนิดแห่งทรางเพลิงเปนเจ้าเรือนแห่งกุมารผู้นั้นก่อนเปนอาทิ (ลักษณะทรางเพลิงนี้มีแจ้งอยู่ในน่า ๑๖๒ แห่งเล่มนี้แล้ว แต่ต้นฉบับกล่าวซ้ำกันแลถ้อยคำต่างกันบ้างจึงได้คัดมาพิมพ์ไว้อิก แล้วแต่ผู้ศึกษาจะเลือกกำหนดเอาเถิด) อันว่าลักษณะทรางเพลิงนั้น มีแม่ ๔ ยอด มีบริวาร ๔๐ ยอด เมื่อคลอดจากครรภ์มารดานั้น เขม่าขึ้นแต่ในเรือนเพลิง ครั้นได้ ๗ วันแล้วก็หายไป ด้วยแม่ทรางเพลิงจะมาบังเกิด ในฝ่าเท้าแห่งกุมารผู้นั้น ถ้าเปนชายแม่ทรางเพลิงขึ้นฝ่าเท้าขวา ๓ ยอด ซ้าย ๑ ยอด ถ้าเปนหญิงแม่ทรางเพลิงขึ้นฝ่าเท้าซ้าย ๓ ยอด ขวา ๑ ยอด แลบริวาร ๔๐ ยอดนั้นก็มาขึ้นหน้าแข้ง อยู่ข้างละ ๔๐ ยอด (น่าจะเปนข้างละ ๒๐ ยอด) ครั้นออกจากเรือนเพลิงได้ ๓ เดือนแล้ว แม่ทรางที่ฝ่าเท้าก็เลื่อนขึ้นมาตั้งอยู่นาภียอด ๑ เมื่อได้ ๔ เดือนจึงกระทำให้หลังเท้าฟกขึ้นสักหน่อย ให้เมื่อยข้อเท้ากินเข้าให้ระคายคอให้นอนนานตื่น ครั้นได้ ๖ เดือน แม่ทรางจึงขึ้นอิกยอด ๑ เปน ๒ ยอดเข้ากันจึงเปนเม็ดพรึง ขึ้นมาข้างนอกเนื้อ สีดุจผลหว้าห่ามอยู่ไปได้ ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐ วันแล้วก็ดาด จมหายไป ครั้นได้ ๘ เดือนแม่ทรางขึ้นมาในนาภี อิกยอด ๑ บรรจบกันเข้าเปน ๓ ยอดบริวารขึ้นอยู่ที่ข้อเข่าตลอดถึงข้อเท้า ครั้นได้ ๙ เดือนแม่ทรางก็เลื่อนขึ้นมานาภีอิกยอด ๑ เปน ๔ ยอดด้วยกัน จึงบริวาร ๔๐ ยอดนั้นก็กระจายกันออกไปขึ้นกลางแข้งขาแลข้อเข่า จึงตั้งยอดแดงดังผลมะไฟแล้วก็ดำด้วนลง ขอบแดงออกไปดังดุจเพลิงไหม้ แลหนังนั้นก็พองเลื่อนเข้าหากัน ด้วยว่าสุกออกพร้อมกัน แล้วก็กระทำให้ปวดแต่เท้าตลอดถึงลำแข้ง ขา ตะโพก บั้นเอวก็ดี ถ้าแลแพทย์เห็นดังนี้แล้วอย่าให้รักษาเลย ด้วยแม่ทราง ๔ ยอดในนาภีนั้นเปื่อยออกดังหัวบุก แล้วก็เปื่อยออกมาลามลงถึงหัวเหน่าแลปากทวารหนักแลกระเพาะอาจม แล้วก็ลามขึ้นมาถึงตับปอดแลไส้ใหญ่น้อยแล้วก็ลามไปรอบนาภี แล้วจึงกระทำให้ตกมูกเลือด หนอง แล้วให้ลงเปนน้ำส่าเหล้า น้ำล้างเนื้อ ไข่เน่า คาวปลาก็ดี ด้วยแม่ทรางนั้นข้ามมาตามไส้แก่อ่อนแล้ว เข้าจับหัวตับปอดใจจึงสำแดงออกมาตามทวาร จึงบริวารนั้นกระทำให้เจ็บแสบร้อนนักดุจไฟไหม้อันมีพิษ เมื่อจะสำแดงความตายนั้นให้ฝ่ามือเท้าแดงดังหยาดโลหิต อันว่าลักษณะทรางเพลิงแลเมื่อกำเนิดพร้อมกันดังนั้นแล้วเมื่อใด ท่านกำหนดไว้แต่ใน ๘, ๙, ๑๐, ๑๑, วัน กุมารผู้นั้นจะถึงแก่มรณะเปนอันเที่ยง อันว่าลักษณะทรางเพลิงนั้น ถึงว่าร้ายก็จริงอยู่ แต่ว่าทรางนั้นขึ้นทีละยอด ถ้าแลทรางขึ้นที่ใดก็กระทำให้กุมารเจ็บที่นั้น ถ้าแพทย์ประกอบยาชอบที่ เข้า ทรางนั้นก็เลือนหายไป อันลักษณะทรางเพลิงนี้กำหนดร้ายอยู่แต่ใน ๙ เดือน ถ้าพ้น ๙ เดือนไปแล้วจนถึงอายุได้ ๑๘ เดือนจะทำอิกครั้ง ๑ จะทำให้ลงท้องคือทรางยอดเอกที่เกิดยอด ๑ แต่ยังอยู่ในครรภ์มารดานั้นจะมาประจำที่ต้นลิ้นได้ชื่อว่าปฐมกัลป์ จะให้ลิ้นไก่นั้นพองขึ้นแล้วจะทำให้ไอเปนทีหลัง ถ้าแลใส่ยาชอบจะถอยลงจับเอาขอบตาจะพาให้ตับหย่อน ถ้ากินถึงชายตับจะให้ตับพองขึ้นคับชายโครง ถ้าเปนดังนี้ยากนัก อนึ่งถึงพ้นกำหนดที่คาดแล้วก็ดี ให้เกรงทรางจรจะมาแซก อันว่าลักษณะทรางจรนั้นที่ตายก็มีดุจเดียวกัน ถ้าจะแก้ให้เอายาขนานนี้แก้ก่อน

ยาแก้ทรางเพลิง ขนานนี้ท่านให้เอา หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เนระภูสี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ ชะเอมทั้ง ๒ ใบมะกล่ำเครือ ๑ รวมยา ๗สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ตัวร้อนแก้ตานทรางทั้งปวง ถ้าจะบดทำแท่งไว้ก็ได้ ละลายสุรากินแก้ตกมูกเลือดหายดีนัก

ยาแก้ทรางเพลิง ขนานนี้ท่านให้เอาหญ้าเกล็ดหอย ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบพุงดอ ๑ เชือกเขาไฟ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณ เอาน้ำผลประคำดีควายต้มเปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่ากิน แซกดีงูเหลือมทั้งกินทาหายดีนัก

ถ้ามิฟัง ขนานนี้ท่านให้เอา ลิ้นทะเล ๑ ฆ้องสามย่าน ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เข้าสารข้างครก ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดชะโลม แก้พิษทรางเพลิงหายดีนัก

ถ้ามิฟังขนานนี้ท่านให้เอาใบน้ำเต้า ๑ ใบระงับพิษ ๑ ใบกะทุงหมาบ้า ๑ ใบสวาด ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบเสนียด ๑ ใบมะเฟือง ๑ ผลกราย ๑ ผลพิลังกาสา ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ เทียนแดง ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่า แซกน้ำประสานทองกินแก้สรรพพิษทั้งปวงดีนัก

( จบลักษณะทรางเพลิงแต่เท่านี้ )

 



สิทธิการิย ทีนี้จะกล่าวด้วยลักษณะทรางกราย ซึ่งเปนทรางจรจะมาแซกทรางเพลิงเจ้าเรือน กับทั้งลักษณะหละอันชื่อว่าหละอุไทยกาลประจำวัน ลอองพระบาทอันชื่อว่าละอองเปลวไฟฟ้านั้น อันว่าประเภทหละอุไทยกาลนั้น แจ้งอยู่ในบริเฉท ๓ ลักษณะทรางแดงนั้นแล้ว ประเภทลอองเปลวไฟฟ้านั้น ก็แจ้งอยู่ในลักษณะทรางโจรบริเฉท ๗ โน้นแล้ว แต่ลักษณะทรางเพลิง บริเฉท ๑ บัดนี้จะกล่าวแต่ลักษณะทรางทรายซึ่งเปนทรางจรนั้นต่อไป ในเมื่อทรางจรแลหละลอองทั้ง ๓ ประการนี้ เมื่อจะบังเกิดขึ้นแซงทรางเพลิงเจ้าเรือนนั้น บางทีต่อสิ้นกำหนดทรางเพลิงเจ้าเรือน แลทรางจรแลหละลอองจึงทำ ต่อไป จนกำหนดอายุได้ ๑๒ ปี บางทียังมิสิ้นกำหนดทรางเพลิงเจ้าเรือนแลทรางจรแลหละลอองก็ดี ให้แพทย์พึงรู้ดุจดังมีไปข้างน่านั้น

อันลักษณะทรางกรายเปนทรางจรมาแซกทรางประจำ คือทรางเพลิงกำเนิดวันอาทิตย์นั้นว่า เมื่อมารดามีครรภ์ได้ ๘, ๙, ๑๐, เดือน กุมารนั้นจึงคลอดจากครรภ์มารดา แลกุมารผู้นั้นเลี้ยงง่าย เมื่ออยู่ในเรือนเพลิงเขม่าแต่ควรบังเกิด ครั้นได้ ๙ วัน ๑๐ วันก็จะจมหายไป ครั้นได้ ๑๔, ๑๕, วัน จึงตั้งทรางเพลิงเจ้าเรือนนั้นก่อน เมื่อสิ้นกำหนดทรางเพลิงเจ้าเรือนแล้ว ทรางกรายจึงผุดขึ้นมาจากกระดูกสันหลังจึงตั้งทราง

อันว่าลักษณะทรางกรายนั้นมีแม่ ๔ ยอด ขึ้นอยู่หัวเหน่า ๒ ยอด ขึ้นอยู่ในนาภี ๒ ยอดมีบริวาร ๔๐ ยอด ครั้นอายุได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือน จึงทรางบริวารนั้นก็กระจายออกมานอกเนื้อ เปนดุจยอดผดแล้วจึงทำให้กุมารผู้นั้นบิดตัวนอนสดุ้งอยู่ประมาณ ๓ วัน แล้วก็จมลงไปขึ้นจับในลำไส้แก่ ครั้นได้ ๓ เดือนแม่ทรางที่ขึ้นอยู่ในหัวเหน่านั้น ก็เลื่อนขึ้นมาตั้งในนาภีอีกยอด ๑ เปน ๓ ยอดด้วยกันทั้งเก่า ครั้นเมื่ออายุได้ ๘ เดือน แม่ทรางที่ตั้งขึ้นอยู่ในหัวเหน่านั้น ก็เลื่อนขึ้นมาตั้งในนาภีอีกยอด ๑ เปน ๔ ยอดด้วยกัน ทั้งเก่านั้น ในเมื่อแม่ทรางทั้ง ๔ ยอด ขึ้นมาประชุมพร้อมกันในนาภีแล้วเมื่อใดก็ทำให้ ตัวร้อนให้ลงให้ราก ให้ระหายน้ำ ให้กินเข้านมมิได้ ครั้นอายุกุมารได้ขวบ ๑ กับ ๗, ๘, เดือน จึงบริวาร ๔๐ ยอดนั้นก็แบ่งกันมาขึ้นประจำอยู่หัวเหน่า ๑๐ ยอด ขึ้นประจำอยู่นาภี ๑๐ ยอด ขึ้นประจำกระเพาะเข้า ๑๐ ยอด ขึ้นประจำอยู่ลิ้น ๑๐ ยอด เปน ๔๐ ยอด ด้วยกันดังนี้ ถ้าแพทย์ผู้ใดแก้มิฟัง วางยามิถอย แลยานั้นมิชอบแก่โรคๆ นั้นแก่ขึ้น ครั้นอายุได้ ๒ ขวบกับ ๓ เดือน จึงทำให้ตกมูกเลือดแล้วให้แปรเปนไปต่างๆ ถ้าแพทย์จะรักษาให้พิจารณาดูทรางจรนี้ให้แม่นแท้ ถ้าแลสิ้นกำหนดทรางเพลิงเจ้าเรือนแล้วรู้มิถึงก็จะว่าทรางอันอื่นแซกนั้นหา มิได้เลยคือทรางกรายนี้เองจรแซกสำหรับ ทรางเพลิงนั้นอันเกิดขึ้นในกระดูกสันหลังแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดานั้น ให้แพทย์พึงสัญญารู้โดยสังเขปดังนี้

ยาแก้ทรางเพลิงเจ้าเรือน ทรางกรายเปนทรางจรขนานนี้ ท่านให้เอารากรางแดง ๑ รากรางดำ ๑ เปลือกสมอพิเภก ๑ รากผักหวาน ๑ รากถั่วภู ๑ เปลือกประคำไก่ ๑ เปลือกมะม่วงคัน ๑ ผลมะแว้งทั้ง ๒ เปลือกมะเดื่อ ๑ เปลือกแคแดง ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาน้ำสิ่งละจอก จึงเอาน้ำใส่ลงพอสมควรหุง ให้คงแต่น้ำมันแล้วจึงปรุงผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ ฟองไก่ ๓ ฟอง เอาแต่ฟองแดงรวมยา ๕ สิ่งนี้ปรุงลงในน้ำมัน ให้กินตามกำลัง แก้ทรางเพลิงเจ้าเรือนทรางกรายเปนทรางจรหายวิเศษนัก

ยาแก้ลงทรางเพลิงทรางกราย ขนานนี้ท่านให้เอารากก้างปลาแดง ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากชุมเห็ดเทศ ๑ รากชุมเห็ดไทย ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากตานดำ ๑ รากตานหม่อน ๑ เปลือกมะเดื่อ ๑ เปลือกแทงทวย ๑ เปลือกพุดทรา ๑ เปลือกกระทุ่มขี้หมู ๑ จันทน์ทั้ง ๒ ใบประคำไก่ ๑ ใบชิงช้าชาลี ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๑๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่ากินแก้ทรางเพลิง ทรางกรายทรางจรแลทรางอันกระทำให้ลงท้องนัก ถ้ากินยาอันใดมิหยุดให้กินยาขนานนี้หยุดสิ้น เปนมหาวิเศษนัก

พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ว่า อย่าให้เสียยาอันชื่อว่าเบ็ญจตาน ให้แก้ด้วยเบ็ญจตานด้วยเถิด

พระอาจารย์กล่าวมาในลักษณะเกิดมาในวันอาทิตย์ เปนกำเนิดแห่งทรางเพลิงเจ้าเรือน กระทำโทษ กำเนิดทรางกรายเปนทรางจร มาแซก กระทำโทษประจำทรางเพลิงเจ้าเรือน กำเนิดหละอันชื่อว่าหละอุไทยกาล กระทำโทษประจำทรางเพลิง กำเนิดละอองอันชื่อว่าละอองเปลวไฟฟ้า กระทำโทษประจำทรางเพลิง

( จบบริบูรณ์ตามลักษณะโดยสังเขปดังนี้ )

 



พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๓ บริเฉท ๒ ว่าด้วยลักษณะกุมารเกิดวันจันทร์ เปนลักษณะแห่งทรางน้ำ เปนทรางเจ้าเรือน ทรางฝ้ายเปนทรางจร หละแสงพระจันทร์ละอองแก้ววิเชียร โดยสังเขป

สิทธิการิยะ พระอาจารย์เจ้าจะกล่าวลักษณะกุมารกุมารีเกิดวันจันทร์นั้นต่อไป กำเนิดแห่งทรางน้ำเปนเจ้าเรือนแห่งกุมารกุมารีผู้นั้น ให้แพทย์สำคัญพึงรู้โดยสังเขปดังนี้

(ลักษณะทรางน้ำนี้ ต้นฉบับกล่าวซ้ำกัน ดังแจ้งอยู่ในน่า ๑๖๔ แห่งเล่มนี้ครั้ง ๑ แล้ว แต่เนื้อความต่างกันบ้างจึงได้คัดมาพิมพ์ไว้อีก แล้วแต่จะกำหนดเอาเถิด)

อันว่าลักษณะทรางน้ำนั้นมีแม่ ๑๙ ยอด ในเมื่อครรภ์มารดาตั้งขึ้นได้ ๓ เดือนนั้น มักให้มารดาปวดศีร์ษะแลเจ็บนมแลให้อยากของอันหวาน แลให้เมื่อยแขนทั้งสองข้าง ให้หูหนักตาฟางมักให้เปนลมมึนตึง แลให้รากให้กระหายน้ำเปนกำลังไป จนถึงกำหนดคลอด อันว่าแม่ทรางน้ำทั้ง ๑๙ ยอดนั้นมีสัณฐานยอดแต่ละยอดโตเท่าใบพุดทรา มีสีอันแดงดังผลผักปลังห่าม ขึ้นที่ต้นแข้งขาแลกลางหลัง ขึ้นน่าแข้งแลแก้มทั้งสองข้าง รายกันขึ้นละยอดจนอายุได้ ๒ ขวบกับ ๖ เดือน ย่อมแตกเปนน้ำเหลืองเปื่อยไปรอบตัว ครั้นแห้งลงก็หลบเข้าไปทำภายใน จึงกระทำให้หัวแลตัวร้อนแล้วก็ทำให้เจ็บท้อง ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาให้แต่งยากระทุ้ง ให้กิน ให้ออก เสียให้สิ้นเชิงแล้ว จึงวางยาทุเลา ให้กินไป ๔ เวลา ๕ เวลา จึงจะหายขาด อันลักษณะทรางน้ำนี้หาบริวารมิได้ท่านให้เกรงแต่ทรางจรกับทรางละออง ถ้าผู้มาแขก นั้นร้ายอยู่แล้ว เจ้าเรือนก็พลอยฉิบหายด้วย ทรางจรนั้นคือทรางฝ้าย จรสำหรับประจำทรางน้ำ หละชื่อแสงพระจันทร์ประจำทรางน้ำ ละอองพระบาทชื่อละอองแก้ววิเชียรประจำทรางน้ำ อันว่าลักษณะ ๓ ประการนี้ ถ้าบังเกิดขึ้นแก่กุมารกุมารีผู้ใดก็ดุจราหูมาทับลักษณ์

( จบลักษณะทรางน้ำแต่เท่านี้ )

 



สิทธิการิยะ ทีนี้จะกล่าวลักษณะกำเนิดทรางฝ้าย ซึ่งเปนทรางจรมาแซกประจำสำหรับทรางน้ำเจ้าเรือนนั้นต่อไป ให้แพทย์พึงรู้โดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะทรางฝ้ายนั้นหาเมล็ดยอดมิได้ จำเภาะขึ้นเพดาลุกะพุ้งแก้มไรฟัน แลขึ้นลิ้นขาวดาษไปดังยวงฝ้าย มีใยดุจสีสำลีดีดแล้ว จึงกระทำพิษให้ร้อนไปทั่วทั้งตัว ให้ปากนั้นร้อนให้ปากแห้งหาน้ำลายมิได้ แล้วให้หุบปากมิลงอ้าปากร้องอยู่ กินเข้ากินนมมิได้มักให้อาเจียรเปนกำลัง แล้วกระทำให้ลงท้องเหม็นดังไข่เน่า ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้วให้พิจารณาดูให้แม่นแท้ คือทรางฝ้ายกระทำโทษดุจกล่าวมานี้

ยาแก้ทรางฝ้าย ขนานนี้ท่านให้เอา ใบน้ำเต้า ๑ ขอบชะนางทั้งสอง ๑ ใบตานหม่อน ๑ ใบชุมเห็ด ๑ ใบระงับ ๑ ใบขี้กาแดง ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ หอมแดง ๑ พริกไทย ๑ กระเทียม ๑ ขิงแห้ง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ กินแก้ทรางฝ้ายแลตานทรางทั้งปวง แลแก้ตกมูกตกเลือด ถ้าให้เหม็นโขง เน่าโขง แซกยาดำลงกินหายดีนัก

ยาแก้ทรางฝ้าย ขนานนี้ท่านให้เอา ใบกระเพรา ๑ ใบชุมเห็ด ๑ ใบสวาด ๑ ใบตานหม่อน ๑ ใบขอบชะนางทั้งสอง ๑ ใบผักคราด ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท กระทือหนักบาทเฟื้อง ไพล ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ กระเทียม ๑ เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง รวมยา ๑๓ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากิน แก้ทรางฝ้ายแลทรางแดงทรางโจรทรางเพลิง ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำใบตานหม่อนกิน ถ้าจะให้ผาย ละลายน้ำใบกระเพรากิน ถ้าจะแก้ท้องขึ้นละลายน้ำใบสวาดกิน ถ้าทรางขึ้นลิ้นแซกน้ำประสานทองกวาด หายดีนัก

ยาชื่อเทพนิมิตร ขนานนี้ท่านให้เอา ใบสันพร้าหอม ๑ หมึกหอม ๑ ผลจันทน์ ๑ ดีปลี ๑ กำมะถันแดง ๑ สานส้ม ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๘ สิ่นี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้แก้ทรางน้ำทรางฝ้าย แลทรางอันใดๆก็ดี ซึ่งกระทำอกคอลิ้นนั้น ถ้าขึ้นลิ้นละลายน้ำมะนาวกวาดก็ได้กินก็ได้ ถ้าขึ้นในอกละลายสุรากิน ถ้าขึ้นคอแซกดีงูกวาดหายดีนัก

ยาทาปากแก้ทรางฝ้าย ขนานนี้ท่านให้เอา ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ เปลือกมะรุม ๑ เปลือกทองหลางใบมน ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ สานส้ม ๑ หอม ๑ กำมะถันแดง ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง กระเทียม ๑ ดีปลี ๑ เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง น้ำประสานทอง ๒ สลึง พริกไทย ๓ เมล็ด รวมยา ๑๒ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้แก้ทรางน้ำทรางฝ้าย แลทรางทั้งปวงซึ่งขึ้นในอกแลลำไส้นั้น แก้ปวดแก้มวนแลตกมูกตกเลือด แก้เขม่าขึ้นลิ้น แก้ทรางลามปาก ให้เปื่อยอุจจาระเหม็นเน่า เอายานี้ฝนทาแซกหญ้ายองไฟ หน่อยหนึ่ง ฝนทาหายดีนักได้เชื่อ แล้วอย่าสนเท่ห์เลย

ยาชื่อมหาประการ ขนานนี้ท่านให้เอา สังกรณี ๑ ดีงูเหลือม ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ตุมกาแดง ๑ ฤาษีผสมแล้ว ๑ ผลราชดัด ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำตุมกาแดงต้มเปนกระสาย บดทำแท่งไว้เท่าเมล็ดฝ้าย แก้พิษทรางซึ่งกระทำให้อ้าปากมิออกนั้น เอายาขนานนี้กรอกเข้าไปเถิดหายดีนัก

ยาประจำท้องแก้ทรางฝ้ายแลทรางทั้งปวง ขนานนี้ท่านให้เอา พริกไทย ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ กระเทียม ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ เอาขมิ้นชันเท่ายาทั้งหลายรวมยา ๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกินวิเศษนัก

ยาแก้ทรางน้ำทรางฝ้าย ขนานนี้ท่านให้เอา ใบกระเพรา ๑ ใบตานหม่อน ๑ ใบฝ้ายแดง ๑ ใบกระพังโหม ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากินหายวิเศษนัก

ยาน้ำมัน แก้ทรางน้ำซึ่งกระทำให้เปื่อยนั้น ขนานนี้ท่านให้เอาน้ำเปลือกฝิ่นต้นจอก ๑ น้ำดีงูต้ม (ต้นฉบับว่าน้ำดีงูต้น) จอก ๑ น้ำรากถั่วภูจอก ๑ น้ำมันงาจอก ๑ หุงให้คงแต่น้ำมัน แล้วเอาผลเบ็ญกานี ๕ ผล สีเสียดเทศ ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้ทำเปนจุณปรุงลงในน้ำมัน ทาทรางน้ำซึ่งเปื่อยทั้งตัวนั้น ถ้าจะกินแซกการะบูรหายดีนัก

ยาทาปากแก้ทรางน้ำทรางฝ้าย ขนานนี้ท่านให้เอาการะบูร ๑ ใบมะไฟ ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ทาปาก แก้ทรางน้ำหายดีนัก

พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาทรางน้ำเจ้าเรือน แลทรางฝ้ายเปนทรางจรนั้น อย่าให้เสียยาชื่อว่าเบ็ญจตานแลประสระกระเพรานั้นเลย

จบลักษณะทรางฝ้ายซึ่งเปนทรางจร สำหรับประจำทรางน้ำนั้นแต่เพียงนี้โดยสังเขป

ลำดับนี้พระอาจารย์กล่าวด้วยลักษณะหละ อันชื่อว่าแสงพระจันทร์ ซึ่งประจำทรางน้ำเจ้าเรือนนั้นต่อไปดังนี้

อันว่าลักษณะหละแสงพระจันทร์นั้นไซ้ ใช่จะประจำอยู่แต่ทรางน้ำนั้นหามิได้ ขึ้นประจำอยู่ในทรางช้างเจ้าเรือนนั้นด้วย ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยไนยดังนี้ อันลักษณะอาการแลประเภทหละแสงพระจันทร์ แจ้งอยู่ในลักษณะทรางบริเฉท ๖ โน้นแล้ว

ในลักษณะทรางน้ำบริเฉท ๒ นี้ พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้แต่สรรพยา ซึ่งจะให้แก้หละแสงพระจันทร์นั้น ประจำสำหรับทรางน้ำเจ้าเรือนนั้นต่อไปดังนี้

ยากวาดแก้หละแสงพระจันทร์ ขนานนี้ท่านให้เอา เทียนดำ ๑ สานส้ม ๑ ผลมะแว้งทั้ง ๒ ดีปลี ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณเอาน้ำสุราเปนกระสาย บดทำแท่งไว้กวาดหละแสงพระจันทร์หายดีนัก

ยาจุดหละแสงพระจันทร์ ขนานนี้ท่านให้เอาน้ำประสานทอง ๑ มูลตุกแก ๑ มูลแมลงสาบสิ่งละ ๒ กล่ำ เมล็ดในมะนาว ๗ เมล็ด รวมยา ๔ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสาย บดทำแท่งแซกชะมดพิมเสน จุดหละแสงพระจันทร์หายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอาหัวสุนักข์ดำ ๑ กระดูกกา ๑ กระดูกแร้ง ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เผาไฟให้ไหม้ ลิ้นทะเล ๑ น้ำประสานทอง ๑ กานพลู ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอารากดินเผาเท่ายา ทั้งหลาย ทำเปนจุณเอาสุราเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายสุราทาปาก แก้หละแสงพระจันทร์หายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ชาดหรคุณจีน ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ลิ้นทะเล ๑ ฝักส้มป่อยขั้ว ๑ น้ำประสานทอง ๑ สานส้มสตุ ๑ จุณสีสตุ ๑ รวมยา ๗ สิ่งเอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเกลือทาปากแก้หละแสงพระจันทร์หายวิเศษนัก ถ้ากุมารผู้ใดไม่ฟังยา ๔ ขนานนี้แล้ว อย่าให้รักษาทรางน้ำต่อไปเลย

( จบลักษณะหละแสงพระจันทร์แต่เท่านี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยละอองพระบาท อันชื่อว่าละอองแก้ววิเชียรนั้นต่อไป แลละอองจำพวกนี้บังเกิดเพื่อทรางน้ำ ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ โดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะละอองแก้ววิเชียรนั้น ท่านให้พิจารณาดูในเพดาลุแลลิ้นแลกระพุ้งปากทั้ง ๒ ถ้าเห็นขาวเปนดังกล้ามมะพร้าว ยังไม่ได้ขูดนั้นชื่อว่าละอองพระบาท เกิดเพื่อหละแสงพระจันทร์กระทำให้ลง ไปจนตาแข็งจะนับเวลามิได้ ส่วนลงให้ลงไป ส่วนท้องขึ้นก็ให้ขึ้นไปเปนกำลัง สมมุติว่าทั้งขึ้นทั้งล่อง แพทย์จะรักษายากนัก ถ้าแลพิจารณาเพดาลุแลลิ้น แลกระพุ้งแก้มทั้งสองนั้นเห็นขาวเปนมันเลือก ดุจมะพร้าวกะทิ ชื่อว่าละอองแก้ววิเชียรเกิดเพื่อทรางน้ำ กระทำให้เลือกไปทั้งปากจะกินเข้ากินนมมิได้ ถ้าแพทย์วางยาชอบจึงตกไป ทีเดียวมิได้กลับขึ้นอีก ถ้าแลยามิชอบ เปนแต่ประทัง อยู่ ถ้ากวาดข้างเย็นตกข้างเช้าขึ้น ดังเก่า ถ้ากวาดข้างเช้าตกข้างเย็นขึ้นดังเก่าเปนแต่ดังนี้ จึงกระทำพิษให้ร้อนนอนมิหลับ มักหวาดสดุ้งบางทีทำให้ลงท้อง บางทีกระทำให้ผูก แล้วท้องขึ้นตาเหลือกตาช้อน แล้วให้ไอเปนกำลัง อันว่าละอองแก้ววิเชียรจำพวกนี้ ถ้าขึ้นแก่กุมารผู้ใดแล้วร้ายนัก ถ้าแพทย์วางยามิชอบใน ๓ วัน รักษามิได้เลย ถ้าจะกวาดให้กวาดเมื่อตวันตกดิน ละอองจึงจะตกห้ามมิให้กวาดเวลาเช้าไซ้ จะห้ามแต่ละอองแก้วิเชียรนั้นหามิได้ท่านห้ามไปทุกๆทรางทุกๆละอองทุกๆหละ ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ โดยไนยดังกล่าวมานี้

ยาแก้ละอองแก้ววิเชียร ขนานนี้ท่านให้เอา รากมะกรูด ๑ รากมะนาว ๑ รากมะงั่ว ๑ รากพุดซ้อน ๑ รากมะลิ ๑ รากอันชันขาว ๑ รากระย่อม ๑ รากพิศนาด ๑ รากเจตภังคี ๑ รากกรามแดง ๑ รากกรามช้าง ๑ รากครามดี ๑ ข่าแก่ ๑ รวมยา ๑๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำหยัดเหล้าทั้งทาทั้งกิน แก้ละอองแก้ววิเชียรหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ปู่เจ้าลอยท่า ๑ รากส้มกบ ๑ รากหางกะรอก ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำสุรากิน แก้ละอองแก้ววิเชียรหายดีนัก

ยาทาปากแก้ละอองแก้ววิเชียร ละอองพระบาท เพื่อแสงพระจันทร์ขนานนี้ท่านให้เอา ผิวไม้รวก ๑ เปราะหอม ๑ ลิ้นทเล ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำปูนใส ทาปากกุมารหายดีนัก

ยาทาปากแก้ละอองแก้ววิเชียร ให้ตกขนานนี้ท่านให้เอา ชาดหรคุณ ๑ พิมเสน ๑ ใบนมพิจิตร ๑ ใบมะระ ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ดีงูเหลือม ๑ เกลือ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำมะนาวทาปากหายวิเศษนักได้เชื่อแล้ว

ยาชื่อฝนแสนห่า ขนานนี้ท่านให้เอา รากบัวหลวง ๑ ก้ามปูทะเล ๑ ลิ้นทะเล ๑ ใบฆ้องสามย่าน ๑ รากถั่วภู ๑ ดินสอพอง ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้า ชะโลมแก้ละอองแก้ววิเชียร แลละอองพระบาทเพื่อ หละแสงพระจันทร์หาย

ยาสมานแก้ละอองแก้ววิเชียร ซึ่งกระทำให้เปื่อยนั้น ขนาน นี้ท่านให้เอา พิมเสน ๑ น้ำประสานทอง ๑ ชาดหรคุณ ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ ทาปากกุมารที่เปื่อยนั้นหายดีนัก

พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวมาในลักษณะกุมารอันเกิดวันจันทร์ กำเนิดทรางน้ำเปนเจ้าเรือนทำโทษ กำเนิดทรางฝ้ายเปนทรางจรมาแซกทำโทษประจำทรางน้ำ กำเนิดทรางฝ้ายเปนทรางจรมาแซกทำโทษประจำทรางน้ำ กำเนิดหละอันชื่อว่าหละแสงพระจันทร์ทำโทษประจำทรางน้ำ กำเนิดละอองอันชื่อว่าละอองแก้ววิเชียรทำโทษประจำทรางน้ำ จบบริบูรณ์แต่เท่านี้



พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๓ บริเฉท ๓ ว่าด้วยกุมารเกิดวันอังคารเปนลักษณะแห่งทรางแดง เปนเจ้าเรือน ทรางกระแหนะเปนทรางจร หละชื่ออุไทยกาล ละอองชื่อแก้วมรกฎ ลมชื่ออุทรวาต โดยสังเขป

(ลักษณะทรางแดงนี้ ต้นฉบับกล่าวซ้ำกันดังมีแจ้งอยู่ในน่า ๑๖๕ แห่งเล่มนี้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่เนื้อความตอนปลายแลตำรายาต่างกัน จึงได้คัดแต่เฉภาะเนื้อความที่ต่างกันแลตำรายานั้นมาพิมพ์ไว้ต่อไปดังนี้)

ให้พิจารณาดูที่ชายโครงข้างขวาสูนย์กลาง ถ้าเส้น ดีอยู่ไม่ตาย ถ้าไม่เห็นเปนดังนี้ คือว่าลมกำเนิดบังเกิดติดต่อมาแต่ยังอยู่ในครรภ์ ชื่อลมอุทรวาต กระทำให้ร้องไห้ แต่ยังอยู่ในเรือนเพลิง ไปจน ๓ เดือน เปนกำหนดจึงจะหายไปเอง ถึงแพทย์จะให้ยาก็ไม่หาย เมื่อถอยลงมาจากศีร์ษะแลลงทรวงอกนั้นแล้ว ลงมาตั้งอยู่ในนาภีจึงเรียกว่าลมกองใหญ่ พัดขึ้นมาตามนาภีตามเส้นชิดกระดูกสันหลังขึ้นมาในอกแลลำคอจนไปถึงช่องหูขวา แลกระหม่อม ถ้าเปนข้างขึ้นตาย ข้างแรมไม่ตาย แลประเภทดังนี้ คือต้องตะบองราหู ก็ว่ากุมาทสังก็ว่า อักขมูขีก็ว่า แลสะพั้น ๗ จำพวกนี้หญิงชายก็ดีเปนดุจเดียวกัน

อันว่าทรางแดงตัวผู้นั้น ถ้าขึ้นอกกระทำให้หอบพัก ถ้าขึ้นไหล่รวบกระทำให้เจ็บหลังแขง ถ้าขึ้นคอกระทำให้กินเข้ากินนมมิได้ดังนี้ แลเมื่อจะสำแดงความตายนั้น ก็ผุดขึ้นรักแร้ข้างละยอดเท่าผลบัวจมอยู่ในเนื้อ สีผุดออกมาตามผิวหนังดังสีควันเทียน แล้วไปขึ้นในกระหม่อมยอด ๑ จึงลามมาหน้าผากดุจกลีบจำปาแล้วก็คล้ำเข้าดังสีควันเทียน เลื่อนลงมาหว่างคิ้วแล้วเมื่อใด ก็กระทำให้ตามืดหูหนัก แล้วก็ลามลงมาถึงปลายนาสิก กระทำให้ปากนั้นชักเฟด ขึ้นก่อน เมื่อจะตายนั้นก็สำแดงออกทั่วสรรพางค์กาย คิ้วนั้นให้ผุดขึ้นเปนแว่นเปนวง มีสีเหลือง แดง ขาว ดุจดังประทับตราลงไว้นั้น คือว่าทรางแดงสำแดงความตาย ตัวผู้ก็ดีตัวเมียก็ดี ถ้าแพทย์แก้ไม่ฟัง ก็ตายดุจกัน อย่าพึงสงไสยเลยดังกล่าวมานี้

พระอาจารย์เจ้าท่านจึงประกอบซึ่งสรรพยาไว้ ให้สำหรับแก้ทรางแดงตัวผู้ตัวเมียนั้น โดยลำดับดังกล่าวมานี้

ยาทาปากแก้ทรางแดง ขนานนี้ท่านให้เอา รากดินเผา ๑ เปลือกน้ำเต้าขมเผา ๑ เกล็ดปลาช่อนเผา ๑ น้ำประสานทองสตุ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดละลายน้ำมะนาวทาปากหาย

ขนานหนึ่งท่านให้เอารากละหุ่งแดง ๑ ผลประคำดีควาย ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ ยาฝิ่น ๑ เอาสิ่งละ ๖ ส่วน ชาดหรคุณ ๒ ส่วน รวมยา ๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวทาปากแก้ทรางแดงหายดีนัก
ขนานหนึ่งท่านให้เอา สังข์ ๑ น้ำประสานทอง ๑ ลิ้นทะเล ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ พิมเสนเกล็ด ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวทาปากก็ได้กวาดก็ได้ แก้ทรางแดงหาย

ขนานหนึ่งท่านให้เอา แฝกหอม ๑ หางปลาช่อน ๑ น้ำประสานทอง ๑ สมอร่องแร่ง ๑ ใบมะนาว ๑ ใบน้ำเต้า ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำท่าก็ได้ทาปากแก้ทรางแดง ถ้าจะให้ลงละลายน้ำมะขามเปียกแซก ดีงูเหลือมกวาด ถ้าตัวร้อนน้ำซาวเข้ากวาด ถ้าจะแก้สอึกน้ำผลมะตูมต้มก็ได้ น้ำส้มส้าก็ได้ จะแก้ลงแดงละลายน้ำผลเบ็ญกานีกวาด ถ้าจะแก้ไอละลายน้ำมะนาวกับเกลือ แลแซกหางนกยูงเผากวาด ถ้าจะแก้ทรางแดง ละลายน้ำมะนาวแซกพิมเสนกวาด หายดีนัก

ขนานหนึ่งแก้ทรางแดงทรางเหลือง ท่านให้เอางาช้าง ๑ มหาสดำ ๑ เปลือกนุ่น ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบตานหม่อน ๑ กระเทียมกรอบ ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาฝักส้มป่อยต้มเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ ถ้าจะแก้ทรางแดงละลายน้ำมะนาวกวาด ถ้าจะแก้ทรางเพลิงละลายน้ำครำ กวาดหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ผลเบ็ญกานีส่วน ๑ ผลประคำดีควาย ๒ ส่วน น้ำประสานทอง ๓ ส่วน รวมยา ๓ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำส้มส้าทาลิ้น แก้ทรางแดงขึ้นลิ้นหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ลิ้นทะเลปิ้ง ๑ รากดินเผา ๑ น้ำประสานทองสตุ ๑ บรเพ็ด ๑ ก้นหม้อแกง ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะงั่วกวาด เมื่อจะกวาดยานี้เอาน้ำเกลือกวาดเสียก่อน จึงกวาดยานี้ดีนัก

ขนานหนึ่งแก้ทรางแดงทรางฝ้ายทรางกระดูก ท่านให้เอาเปลือกหอยพิมพะการัง ๑ หนังกระเบนเผา ๑ ลิ้นทะเลปิ้ง ๑ น้ำประสานทอง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ ชาดหรคุณเทศ ๑ ชาดหรคุณจีน ๑ ชาดจอแส ๑ ฝาหอยโข่งเผา ๑ รังหมาล่า ๑ กระเทียมกรอบ ๑ ดีงูเหลือม ๑ พิมเสนเกล็ด ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกวาดแก้ทรางทั้งปวงหายดีนัก ถ้ามิฟังยาเหล่านี้แล้ว ให้แพทย์เร่งประกอบยาให้สูงขึ้นไปกว่านี้กุมารผู้นั้นจึงจะรอดชีวิตร

ยาชื่อปะขาวกวาดวัด ขนานนี้ท่านให้เอา มูลแมลงสาบ ๑ ชาดหรคุณ ๑ เทียนเยาวภานี ๑ ผลผักชีลา ๑ สมอไทย ๑ สานส้ม ๑ โกฐสอเทศ ๑ เอาสิ่งละส่วน ๑ รากไคร้เครือ ๑ ชะเอมเทศ ๑ กำมะถันแดง ๑ น้ำประสานทอง ๑ ลิ้นทะเล ๑ เบี้ยจั่นเผา ๑ บัลลังก์ศิลา ๑ หญ้าใต้ใบ ๑ กะตังมูตร ๑ รากดินเผา ๑ ผลโหรภาเทศ ๑ รากมะกล่ำเครือ ๑ รากส้มกุ้งน้อย ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน รวมยา ๒๐ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ ถ้าจะแก้อาเจียรให้ละลายน้ำสมอไทยต้มกวาด ถ้าจะแก้ทรางขึ้นลิ้นละลายน้ำขมิ้นอ้อยกวาด แลแก้ทรางทั้ง ๗ จำพวกหายดีนัก

ยาชื่อเทพมงคล ขนานนี้ท่านให้เอา มูลแมลงสาบ ๑ หญ้ายองไฟ ๑ ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ กฤษณา ๑ กลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ หวายตะค้า ๑ เทียนดำ ๑ น้ำประสานทอง ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ งาช้าง ๑ โกฐพุงปลา ๑ ชาดหรคุณ ๑ ดีงูเหลือม ๑ ดีจรเข้ ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ ทองคำเปลว ๑ รวมยา ๒๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้กวาดแก้ทรางแดง แก้ลิ้นกระด้างคางแขง แลตาแขง ไม่มีน้ำตานอนแน่อยู่แล้วก็ดีกวาดหาย

ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีขาว ละลายน้ำดอกไม้กวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีเขียวละลายน้ำครำแลสุรากวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีแดงละลายน้ำหัวหอมกวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีเหลืองละลายน้ำขมิ้นอ้อยกวาดหายดีนัก

ยากวาดทรางแดง ขนานนี้ท่านให้เอา หอยสังข์เผา ๑ ชาดหรคุณไทย ๑ บัลลังก์ศิลา ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ เขาฟาน ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ เกสรบัวหลวง ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ ทาปากแก้ทรางแดงหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอาศีร์ษะงูเห่า ๑ ศีร์ษะแร้ง ๑ ศีร์ษะกา ๑ หอยสังข์ ๑ รากดิน ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดินถนำ ๑ น้ำประสานทอง ๑ หมึกหอม ๑ นอแรด ๑ เขากุย ๑ มูลหมูเถื่อน ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ เขี้ยวแรด ๑ เขี้ยวหมู ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ รวมยา ๒๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาว กวาดได้สารพัดทรางทั้งปวงหายวิเศษนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอากำมะถันแดง ๑ พิมเสน ๑ กฤษณา ๑ โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ดอกจันทน์ ๑ ไคร้เครือ ๑ ชะเอมเทศ ๑ ชาดก้อน ๑ กำยาน ๑ โลทนง ๑ สีเสียดเทศ ๑ สานส้ม ๑ กรักขี ๑ สมอเทศ ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เนรภูสีเทศ ๑ ตุมกาแดง ๑ รวมยา ๒๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดด้วยสุราทำเปนแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวทั้งกินทั้งทาทั้งกวาด แก้ทรางแดงแลทรางทั้งปวงหายสิ้นดีนัก

อันว่าแพทย์ทั้งหลายใด ถ้าจะรักษาทรางแดงสืบต่อไปเมื่อน่า ห้ามอย่าให้วางยาละลายเข้าสลอด แลยาอันระคน ปนไปด้วยน้ำมันและยาอันเผ็ดร้อนเปนเที่ยง ให้วางยาแต่สุขุม ให้รักษาดุจไข้สันนิบาต ซึ่งมีพิษอันร้อนอย่าให้เสียยาอันชื่อว่าเบ็ญจตานเลย กุมารผู้นั้นจึงพ้นจากพระยามัจจุราช รอดจากความมรณะ

ยาชื่อประสานทอง ขนานนี้ท่านให้เอา ชะมดสด ๑ ชะมดเชียง ๑ เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง พิมเสน ๑ สลึง กรุงเขมา ๑ อำพัน ๑ ดอกบุนนาค ๑ น้ำประสานทอง ๑ ลิ้นทะเลปิ้งไฟ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ตรีกฏุก ๑ โกฐทั้ง ๙ เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ จันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ เปราะหอม ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ พระยารากขาว ๑ ปลาไหลเผือก ๑ ตุมกาทั้ง ๒ คุคะ ๑ มหาสดำ ๑ มหาละลาย ๑ รากระย่อม ๑ รากไคร้เครือ ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ หว้านน้ำ ๑ แสนประสระต้น ๑ แสนประสระเครือ ๑ สุรามฤตย์ ๑ อบเชยเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ทองคำเปลว ๒๐ แผ่น รวมยา ๖๑ สิ่งนี้กระทำให้เปนจุณแล้วเอาดีงูเหลือม ๑ ดีจรเข้ ๑ ดีตะพาบน้ำ ๑ ดีหมูเถื่อน ๑ ดีปลาช่อน ๑ ดีนกยูง ๑ ดีทั้ง ๖ นี้แซก เอาน้ำเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้แก้พิษทรางแลแก้ไข้สันนิบาต ละลายน้ำดอกไม้กิน ถ้าจะแก้พิษฝีดาษ พิษฝีดวงเดียว พิษงูร้าย ละลายสุรากินหายทุกสิ่งประสิทธิ์ดีนัก

ยาชื่อสมมิทกุมารน้อย ขนานนี้ท่านให้เอาแก่นสน ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ อบเชย ๑ สมุลแว้ง ๑ จันทน์ชะมด ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ ชะมดเชียง ๑ หญ้าฝรั่น ๑ ผลผักชีลา ๑ สังกรณี ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง โกฐทั้ง ๙ พิมเสน ๑ อำพันทอง ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง เทียนทั้ง ๕ เอาสิ่งละ ๑ บาท กำยาน ๕ สลึง รวมยา ๓๓ สิ่งนี้กระทำให้เปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้แก้พิษทรางจับหัวใจ แลทรางขึ้นตับขึ้นปอด แลขึ้นทรวงอกให้ตกมูกตกโลหิตให้เชื่อมมึนกำลังน้อยให้อิดโรย ใช้น้ำกระสายดังนี้ ถ้าจะแก้ระส่ำระสายละลายน้ำดอกไม้น้ำจันทน์กิน ถ้าจะแก้ราก ละลายผลยอต้มกิน ถ้าจะแก้หอบระหวย กำลังน้อยนัก ละลายน้ำรากถั่วภูต้มกิน ถ้าจะแก้คลั่ง ละลายน้ำแก่นสนต้มกิน ถ้าจะแก้กินเข้ามิได้ละลายน้ำขันทศกรกิน ถ้าจะแก้เชื่อม แก้มึนละลายน้ำชะเอมต้มกิน ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำเปลือกมะรุมต้มกิน ยาขนานนี้ใช้ได้ทุกประการดีนัก

พระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ว่า บุคคลที่เกิดมาในโลกย์นี้หญิงชายก็ดี จะบังเกิดโรคาพยาธิทั้งปวงนั้น ก็อาไศรยแก่ธาตุทั้ง ๔ ถ้ามิบริบูรณ์แล้วก็ ย่อมให้ธาตุนั้นแปรปรวนไปก่อน โรคทั้งปวงนั้นจึงบังเกิดขึ้นต่างๆ ต่อเมื่อภายหลัง

ให้แพทย์แต่งยาบำรุงรักษาธาตุขนานนี้ ท่านให้เอารากตานดำ ๑ รากตานขโมย ๑ เปลือกสันพร้านางแอ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ตรีผลา ๑ หญ้าใต้ใบ ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เปลือกตะขบ ๑ น้ำประสานทอง ๑ สานส้ม ๑ จันทน์ทั้ง ๒ รวมยา ๑๓ สิ่งนี้ เอาเสมอภาคใบกระเพราเท่ายา ทั้งหลาย แล้วกระทำให้เปนจุณบดปั้นแท่งไว้ ละลายสุรากินประจำท้องแก้ธาตุทั้ง ๔ ดียิ่งนัก

ยาชื่อปฉันธาตุ ขนานนี้ท่านให้เอา ตรีกะฏุก ๑ กระเทียม ๑ เอาสิ่งละ ๕ สลึง เทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ บาท หว้านเปราะ ๑ แห้วหมู ๑ เปลือกมูกมัน ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท รวมยา ๑๒ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำใบกระเพรากิน ถ้าจะแก้ไอละลายน้ำมะแว้งเครือกิน ถ้าจะแก้ปวดมวนละลายน้ำผลเบ็ญกานี ผลทับทิมต้มก็ได้ ละลายน้ำครั่งต้มก็ได้ กินแซกดีงูเหลือมด้วยประเสริฐนัก

ยาประจำธาตุ ยาดำ ๑ ใบกระเพรา ๒ ใบตานหม่อน ๒ ใบสวาด ๓ รวมยา ๔ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแต่เช้า ท่านห้ามไม่ให้กินในเวลาบ่าย ตั้งแต่อายุเด็กได้เดือน ๑ ขึ้นไปจนถึงขวบ ๑ ให้กินตามกำลังเด็ก ดีนัก

ยาประจำธาตุ ขนานนี้ท่านให้เอา ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท กะชาย ๒ สลึง ใบกระเพรา ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบตานหม่อน ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท รวมยา ๙ สิ่งนี้ทำเปนจุณเอาน้ำหยัดเหล้า เปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากินเวลาเย็น ห้ามไม่ให้กินเวลาเช้าแต่อายุเดือน ๑ ไปจนถึงขวบ ๑ กินทวีขึ้นไปตามกำลัง

ยาแก้โทษน้ำนม ขนานนี้ท่านให้เอา ชะเอมเทศ ๑ จันทน์เทศ ๑ น้ำตาลทราย ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง โกฐสอเทศ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐก้านพร้าว ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รวมยา ๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวน้ำผึ้งน้ำท่าประสมกัน ฝนยานี้ให้กุมารกินแก้โทษน้ำนมต่างๆ แลแก้พิษทรางในลำคอในทรวงอก แก้ไอแก้สอึกแลแก้รากวิเศษนัก

อนึ่งยารักษาทรางแดงขึ้นที่ขั้วตับนั้น ย่อมกระทำให้ลงเปนโลหิต ๔ วัน ๕ วันก่อน แลให้ไอเปนกำลังแลตาเหลืองให้จับเปนเวลา แลให้ตับหย่อนลงไปตามชายโครงข้างขวา ถ้าจะแก้ท่านให้เอา ผลเบ็ญกานี ๑ กระเทียม ๒ ฝางเสน ๓ รวมยา ๓ สิ่งนี้บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำปูนใส กินตามกำลังกุมารนั้นเถิดดีนัก แล้วจึงแต่งยาพอกตามชายโครงให้ตับหดขึ้นไป ขนานนี้ท่านให้เอาหน่อไม้ ๑ เขม่าเหล็ก ๑ ปูนขาว ๑ บดพอกชายโครงราว ๓ วัน หายดีนัก

ถ้าไม่หดหาย ขนานนี้ท่านให้เอา ตรีผลา ๑ มะขามป้อม ๑ รากไอ้เหนียว ๑ รากเล็บมือนาง ๑ เปลือกไข่เน่า ๑ แห้วหมู ๑ บรเพ็ด ๓ องคุลี ผลมูลกาผล ๑ ผ่า ๒ เอา ๑ เทียนดำ ๒ สลึง เทียนขาว ๒ สลึง น้ำประสานทอง ๒ สลึง ยาดำ ๑ ผลมะตูม ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกบุนนาค ๑ ฝักราชพฤกษ์ ๑ ขมิ้นอ้อย ๓ ชิ้น สานส้ม ๑ ใบกระเพราเท่ายาทั้งหลาย เอาสุราครึ่งน้ำครึ่ง ต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย

( จบลักษณะทรางแดงแต่เพียงนี้ )

 



สิทธิการิยะ ทีนี้จะกล่าวลักษณะกำเนิดทรางกระแหนะ ซึ่งเปนทรางจร แซกทรางแดงเจ้าเรือน นั้นต่อไป ให้แพทย์พึงรู้โดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะทรางกระแหนะนั้น มีแม่ ๓ ยอด มีบริวาร ๓๐ ยอด ทรางอันนี้ขึ้นแซม ๑ ยอด ๒ ยอด ก็ดี มีสัณฐานยอดนั้นเหลืองกลางยอดนั้นหวำ ขึ้นปลายลิ้นยอด ๑ มีบริวารขึ้นด้วย ๑๐ ยอด ขึ้นต้นคางยอด ๑ มีบริวารขึ้นด้วย ๑๐ ยอด บางทีขึ้นต้นลิ้นขึ้นทรวงอกก็มี ยอด ๑ บริวารขึ้นด้วย ๑๐ ยอด อันว่าลักษณะบริวารขึ้นนั้นเมื่อเข้าล้อมแม่นั้นแล้ว ก็ตั้งเปนเปลวออกไปดังอุณาโลม แล้วกระทำพิษให้กุมารนั้นดูดนมมิได้ ให้ลิ้นกระด้างคางแขงให้เท้ามือกำ ครั้นได้ ๕ เดือน แม่ทรางซึ่งอยู่ในปลายลิ้นต้นคางต้นลิ้นแลทรวงอกนั้น ก็เลื่อนลงไปตั้งอยู่ในนาภีพร้อมกันทั้ง ๓ ยอด จึงกระทำให้ลงมูกลงโลหิต เปนน้ำล้างเนื้อ เปนน้ำชานหมาก แล้วให้เปนเสมหะโลหิตเน่า ให้ซูบผอมกินอาหารมิได้ให้ปวดมวนนัก ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาให้พิจารณาดูลักษณะทรางกระแหนะ ซึ่งจรมาแซกนั้นให้แม่นแท้ดุจกล่าวมานี้

ยากวาดชื่อเจียรไนเพ็ชร์ ขนานนี้ท่านให้เอา มูลแมลงสาบขั้ว ๑ รากดินขั้ว ๑ หนังกระเบนเผา ๑ น้ำประสานทองสตุ ๑ แววนกยูงเผา ๑ ศีร์ษะงูเห่า ๑ กะดองปูทเล ๑ กะดองปูนา ๑ กะตังมูตร ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ ลิ้นทเล ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ กำมะถันแดง ๑ เบี้ยผู้เผา ๑ หมึกหอม ๑ ชาดก้อน ๑ ชะมดเชียง ๑ อำพันทอง ๑ ทองคำเปลว ๑๐ แผ่น ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกวาดทรางกระแหนะ หายวิเศษนัก

ยาชื่อตรีผลาเตร็ด ขนานนนี้ท่านให้เอา สมอไทย ๑ สมอพิเภก ๑ มะขามป้อม ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ตรีกฏุก ๑ ผลผักชี ๑ ผลโหระภา ๑ สิ่งละ ๒ สลึง ผลเบ็ญกานี ๑ สีเสียดเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท รวมยา ๑๒ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำท่าแล้วจึงเอาฝิ่น ๑ ดิน ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รำหัดกินแก้พิษทรางกระแหนะ ซึ่งเลื่อนลงไปทำโทษในนาภี แลทรางนั้นขึ้นตามลำไส้แลตับแลปอด แลให้เปนบิดปวดมวน แล้วให้ลงเปนโลหิตมูกเลือดเสลดเน่าหาย

ยาชื่อสังขสมุทไทย ขนานนี้ท่านให้เอา สังข์หนาม ๑ ฝุ่น ๑ ชาดผง ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำรากบัวหลวงก็ได้ น้ำรากมะกอกก็ได้ กินแก้กระหายน้ำทรางกระแหนะดีนัก

ยาสมานลิ้นเปื่อย ขนานนี้ท่านให้เอา ใบหว้าอ่อนใส่ปากหม้อนึ่งให้สุก ผลเบ็ญกานี ๑ มูลโคแห้ง ๑ น้ำประสานทอง ๑ สีเสียดเทศ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำหมากสง ทาปากทาลิ้นกุมารหายดีนัก

( จบลักษณะทรางกระแหนะซึ่งจรมาแซกทรางแดงแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะกล่าวถึงลักษณะหละอันชื่อว่าอุไทยกาล ซึ่งจะบังเกิดขึ้นสำหรับทรางแดงนั้นต่อไปโดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะหละอุไทยกาล เมื่อจะบังเกิดนั้นให้ชัก เท้ากำมือกำแล้วมักให้กระทืบเท้าร้องไห้ แลให้อุจาระปัสสาวะมิออก

ยาแก้หละอุไทยกาล ขนานนี้ท่านให้เอา พิมเสน ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ สะค้าน ๑ กระเทียม ๑ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำนมโคทาปากกุมารหาย

ยาจุดหละทรางกระดูก ขนานนี้ท่านให้เอา กระดูกงูเหลือม ๑ กระดูกงูทับทาง ๑ ชาดหระคุณจีน ๑ เข้าขั้ว ๑ มูลแมลงสาบขั้ว ๑ มูลหนูหริ่งขั้ว ๑ หวายตะค้า ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวจุด หายดีนัก

ยาจุดหละ ขนานนี้ท่านให้เอา ฝาง ๑ จันทน์ทั้ง ๒ พิมเสน ๑ บดละลายน้ำมะเกลือจุดหาย

ยาจุดหละ ขนานนี้ท่านให้เอา กะปิเผา ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ พริกไทยขั้ว ๗ เมล็ด กานพลู ๑ จันทน์ทั้ง ๒ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำจะหละหาย

( จบลักษณะหละอุไทยกาล ซึ่งบังเกิดสำหรับทรางแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะกล่าวลักษณะละอองแก้วมรกต เมื่อจะบังเกิดขึ้นนั้นร้ายนัก มักให้หน้าเขียวหน้าดำ แลให้ชักเท้ากำมือกำอ้าปากมิออก ให้ลิ้นกระด้างคางแขง ถ้าแก้มิฟัง กุมารผู้นั้นจะตายเปนเที่ยง ถ้าจะแก้ท่านให้เอา จันทน์ทั้ง ๒ เนระภูสี ๑ ไคร้เครือ ๑ ดีงูต้น ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ หวายตะค้า ๑ หวายตะมอย ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ ทั้งกินทั้งชะโลม แก้ละอองแก้วมรกตหายวิเศษนัก

ยาแก้ละอองแก้วมรกต ขนานนี้ท่านให้เอา ปู่เจ้าพุงแก ตับเต่าทั้ง ๒ สีหวดน้อย ๑ ฉัตร์พระอินทร์ ๑ ปู่เจ้าสมุงกุย ไคร้เครือ ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ เนระภูสี ๑ จันทน์ทั้ง ๒ งวหมู ๑ รากหญ้านาง ๑ รากประคำดีควาย ๑ โคนไม้ไผ่ป่า ผักแพวแดง ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ น้ำซาวเข้ากินก็ได้ แก้ละอองแก้วมรกตหาย

ยาแก้จับแก้มัว ขนานนี้ท่านให้เอา จันทน์ชะมด ๑ จันทน์คันนา ๑ ผลผักชี ๑ พรรณผักกาด ๑ รากหญ้านาง ๑ ไพล ๑ กระชาย ๑ ชะเอมเทศ ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ ถ้าจะแก้คลั่ง ละลายน้ำดอกไม้กิน ถ้าจะแก้จับ ละลายน้ำสมอต้มกิน ถ้าจะแก้หอบ ละลายน้ำรากถั่วภูต้มกิน ถ้าจะแก้ราก ละลายน้ำผลยอต้มแซกน้ำผึ้งกินหาย

อันว่าลักษณะทรางแดงนี้ มีโทษมากนักยิ่งกว่าทรางทั้งปวง พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ ให้แพทย์ผู้ฉลาดพิจารณาดูโรค ซึ่งจะผันแปรไปเปนประการใดๆก็ดี ให้แพทย์นั้นประกอบยาผันแปรไปตามโรคนั้นเถิด พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวมาในลักษณะกุมารอันเกิดวันอังคาร เปนกำเนิดแห่งทรางแดง กระทำโทษเปนเจ้าเรือนกำเนิดทรางกระแหนะ เปนทรางจรมาแซก กระทำโทษประจำทรางแดงนั้น กำเนิดหละประจำทรางแดง ชื่อว่าหละอุไทยกาล กำเนิดละอองพระบาทประจำทรางแดง ชื่อว่าละอองแก้วมรกต

( จบแต่เพียงนี้ตามลักษณะโดยสังเขป )

 



พระคัมภีร์ปะฐมจินดาร์ผูก ๓ บริเฉท ๔ ว่าด้วยกุมารเกิดวันพุฒเปนลักษณะแห่งทรางสกอเปนเจ้าเรือน ทรางกระตังเปนทรางจร หละชื่อเนียรกันถีชื่อเนียรเพลิง ละอองชื่อแสงเพลิง ลมชื่อสุนทรวาต โดยสังเขป

( ลักษณะทรางสกอนั้นมีแจ้งอยู่ในเล่มนี้แล้ว )

อนึ่งถึงสิ้นกำหนดทรางสกอเจ้าเรือนนั้นแล้วก็ดี ให้ระวังละอองพระบาท แลทรางจรสำหรับทรางสกอนั้นต่อไป

บัดนี้จะว่าด้วยลักษณะทรางกระตัง ซึ่งเปนทรางจรมาแซก สำหรับทรางสกอเจ้าเรือน ให้แพทย์พึงรู้โดยสังเขปดังนี้

อันว่าทรางกระตังนั้น มีแม่ ๓ ยอดมีบริวาร ๓๐ ยอด เมื่อกุมารอยู่ในเรือนเพลิงเขม่าหามีไม่ ครั้นได้เดือนหนึ่งออกจากเรือนเพลิงแล้วเขม่าจึงขึ้น ครั้นสิ้นเขม่าแล้ว แม่ทรางจึงราย กันขึ้นๆ ในนาภียอด ๑ บริวาร ๑๐ ยอด ขึ้นในคอยอด ๑ บริวารขึ้นด้วย ๑๐ ยอด ครั้นกุมารได้เดือน ๑ กับ ๑๕ วัน บริวาร ๑๐ ยอด ซึ่งขึ้นอยู่ในนาภีนั้น ก็รายกันขึ้นมาในลำไส้อ่อนลำไส้แก่จนถึงทรวงอก ทรางบริวาร ๑๐ ยอดซึ่งขึ้นอยู่ในทรวงอกนั้น ก็ถอยลงไปขึ้นในกระเพาะน้ำกระเพาะเข้า แลทรางบริวาร ๑๐ ยอด ซึ่งขึ้นอยู่ในคอนั้นก็รายกันออกไปขึ้นเพดาลุบ้าง ขึ้นริมฝีปากบ้างแลขิ้นลิ้นขึ้นกระพุ้งแก้มบ้าง หนาสามชั้นดุจดังหญ้ายองไฟ ถ้าขึ้นพร้อมกันทั้งสามแห่งดังกล่าวมานี้ ทรางที่ขึ้นในลำไส้ก็ทำให้ปนบิด ทรางที่ขึ้นในกระเพาะน้ำนั้นทำให้ขัดเบา ทรางที่ขึ้นในกระเพาะเข้านั้นก็ทำให้ จุกเสียดมิให้อยากอาหารนอนไม่หลับ ทรางที่ขึ้นในคอนั้นทำให้คอแห้งร้องไห้มิออก ทรางที่ขึ้นในเพดาลุนั้นทำให้ปวดศีร์ษะหายใจขัดดูดนมมิได้ อันว่าลักษณะทรางกระตังนี้ถ้าบังเกิดแก่กุมารกุมารีผู้ใดห้ามมิให้วางยารุ ผาย แลทรางจำพวกนี้บางทีขึ้นแซกทรางเจ้าเรือน บางทีต่อสิ้นกำหนดทรางเจ้าเรือนแล้ว จึงทำต่อไปจนอายุกุมาร ๑๒ ขวบ อันว่าเภท ทรางกระตังนี้ย่อมจะสู้ยา บางทีกวาดแต่เช้าถึงเที่ยงจึงหล่น ไปจนรุ่ง ครั้นรุ่งเช้ากลับขึ้นมาดังเก่า ย่อมทำให้ท้องขึ้นตัวร้อนแสยงขน ครั้นถึงถ้วน ๓ เดือนแล้ว แม่ทรางแลบริวารซึ่งรายไปขึ้นทุกแห่งนั้นก็รายกันมาขึ้นอยู่ในนาภีทั้งสิ้น จึงเข้าไปขึ้นในลำไส้สองยอดบ้างสามยอดบ้าง ทำให้กุมารร้องไห้บิดตัว ถ้ากุมารได้ ๖ เดือน ๗ เดือน แพทย์จะรักษานั้นให้แต่งยาพอก จึงจะหาย เมื่ออายุได้ ๑๑ เดือน จะทำให้ลงท้อง แลท้องขึ้นกระหายน้ำให้วิปริตต่างๆ เมื่อรู้ย่างรู้เดินไส้พุงกระฉ่อน จึงทำให้ตกมูกเลือดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าแพทย์จะรักษาให้แต่งยาชะโลมสำหรับตัวร้อนด้วย อันว่าทรางจำพวกนี้มิใช่ทรางตัดวางยา ผิดรู้ไม่ถึงจึงเสียที ถ้าแพทย์จะวางยาให้พิจารณาให้แม่นแท้ดุจกล่าวมานี้เถิด

ยาแก้ทรางสกอเจ้าเรือน ทรางกระตังเปนทรางจร ขนานนี้ท่านให้เอา ใบหญ้านาง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ใบเนระภูสี ๑ ใบกรอบแกรบ ๑ ใบสันพร้านางแอ ๑ ใบหมากผู้ ๑ รวมยา ๖ สิ่งเอาเสมอภาค เอาน้ำหญ้าปากควายเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้า ชะโลมแก้ร้อนภายนอกภายในหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ใบมระ ๑ ใบฝ้ายเทศ ๑ ใบผักขวง ๑ ใบระงับพิษ ๑ ใบน้ำเต้า ๑ ใบชุมเห็ดเทศ ๑ ใบเพกา ๑ ใบการ่อน ๑ ใบฟักเข้า ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าชะโลมหาย ยาซึ่งแก้พิษทรางนั้นให้กินยาเบ็ญจตาลก่อน ถ้ามิฟังให้แต่งยาเหลืองสรรพคุณให้กินต่อไป

ยาชื่อเหลืองสรรพคุณ ขนานนี้ท่านให้เอา ใบคนทีสอ ๑ ใบหนาด ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบผักคราด ๑ ใบหญ้าใต้ใบ ๑ ใบฆ้องสามย่าน ๑ ใบหางจรเข้ ๑ ใบหว้านน้ำ ๑ ใบหว้านหางช้าง ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ กะทือ ๑ กะชาย ๑ ตรีกฏุก ๑ ข่าลิง ๑ ข่าหอม ๑ ข่าตาแดง ๑ กำมะถันเหลือง ๑ ลิ้นทเล ๑ ครั่ง ๑ โหราเท้าสุนักข์ ๑ โหราอำมฤตย์ ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เนรภูสี ๑ ดินประสิวขาว ๑ สานส้ม ๑ น้ำประสานทอง ๑ ฝักส้มป่อย ๑ หอม ๑ กระเทียม ๑ ไคร้หอม ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ ใบผักเสี้ยนผี ๑ ใบเทียน ๑ ใบทับทิม ๑ รวมยา ๔๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณเอาสารพัดดี แช่น้ำเปนกระสายบดแช่ไว้กินแก้ทรางสกอทรางกระตังกระทำพิษต่างๆหาย

ยาแก้เชื่อมแก้มึน ขนานนี้ท่านให้เอา จันทน์ทั้งสอง ๑ กฤษณา ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เกสรสัตบุตย์ ๑ ชาดจอแส ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำค้างเปนกระสายบดใส่ใบลานตากให้แห้งหนหนึ่ง แล้วจึงเอามาบดกับน้ำดอกไม้อิกทีหนึ่ง ปั้นแท่ง ไว้กินแก้ทรางสกอทรางกระตังทรางโจร จับทรวงอกให้ซึมให้มึนระส่ำระสาย แลให้กระหายน้ำหอบพัก หายดีนัก

ยาชื่อพัดวาลวิชนี ขนานนี้ท่านให้เอา ใบหญ้าไทร ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ กรักขี ๑ แก่นไข่เน่า ๑ ชะเอมเทศ ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้ทำเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าชะโลมหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ใบคนทีสอ ๑ ใบสะเดา ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ แก่นสน ๑ กรักขี ๑ ดินประสิวขาว ๑ โกฐสอเทศ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าน้ำเถาตำลึงก็ได้ชะโลมหายดีนัก

ยาแก้กุมารท้องขึ้นเวลาค่ำ ขนานนี้ท่านให้เอา เทียนขาว ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง หญ้าใต้ใบ ๒ สลึง ใบตานหม่อน ๑ ใบสวาด ๑ ยาดำ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท มหาหิงคุ์ ๒ บาท เนรภูสี ๑ ดีปลี ๑ ใบชุมเห็ดเทศ ๑ ใบกระเพรา ๑ เอาสิ่งละ ๔ บาท รวมยา ๑๔ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำซาวเข้าเปนกระสาย บดปั้นเม็ดไว้เท่าเมล็ดนุ่น ถ้ากุมารนั้นอ่อนได้เดือน ๑ ให้กินเม็ด ๑ ให้กุมารกินทวีขึ้นตามอายุขึ้นไปเถิดดีนัก

ยากวาดทรางสกอ ขนานนี้ ท่านให้เอาผลมะแว้งเครือ ๑ ตรีกฏุก ๑ กระเทียม ๑ กำมะถันแดง ๑ ผิวมะกรูด ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำประสานทองเท่ายาทั้งหลาย บดปั้นแท่งไว้ ถ้าจะกวาด ทรางละลายน้ำมะนาวกับเกลือ รำหัดกวาดแซกพิมเสนด้วย ถ้าจะแก้ ราก ละลายน้ำผลยอต้มกิน ถ้าจะแก้คอแห้งละลายน้ำชะเอมกิน ถ้าจะแก้ขัดเบา แก้เปนนิ่วก็ดี ละลายน้ำแตงกวากินหายดีนัก

ยากวาดทรางสกอ ทรางกระตัง ขนานนี้ท่านให้เอาแววนกยูงเผา ๑ หางปลาช่อนเผา ๑ มูลแมลงสาบเผา ๑ หัวตะใคร้ ๑ เปลือกแมงดา ๑ ตรีกฏุก ๑ หญ้ายองไฟ ๑ ดินประสิวขาว ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ดอกผักคราด ๑ กระเทียม ๑ ลิ้นทะเล ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้กวาดทรางสกอทรางกระตังหายดีนัก

( จบลักษณะทรางสกอเจ้าเรือนทรางกระตังเปนทรางจรแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะหละอันชื่อเนรกันถี นิลเพลิงก็ว่าหละจำพวกนี้เกิดเพื่อทรางสกอ ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขป

อันว่าลักษณะหละ เนรกันถี นิลเพลิงนั้น เมื่อแรกจะบังเกิดขึ้นนั้น เห็นเขียวดังใบไม้สด แล้วเปนสายโลหิตผ่านไปอยู่ใน ๕ วัน จะให้ลงท้องๆขึ้น แล้วให้ฝีปาก แห้งคอแห้ง

ยาแก้หละเนรกันถี นิลเพลิง ท่านให้เอา ใบน้ำเต้า ๑ ใบผักไห่ ๑ ใบประดู่ ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ใบฟักเข้า ๑ ใบจันทน์หอม ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดปั้นแท่งไว้ละลายสุราชะโลมหาย

ยาแก้หละชื่อ เนรกันถี นิลเพลิง ขนานนี้ท่านให้เอาเทียนดำ ๑ ใบหนาด ๑ ดินประสิวขาว ๑ พริกไทย ๑ ดอกจันทน์ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุราทาปากกุมารหายดีนัก
ขนานหนึ่งท่านให้เอา แมลงสาบตายทราก ๑ น้ำประสานทอง ๑ ใบกระเพรา ๑ กระวาน ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดทำแท่งไว้ ละลายสุราทาปากกุมารหายดีนัก

( จบลักษณะหละอันชื่อว่าเนรกันถี นิลเพลิงแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะละอองอันชื่อว่าแสงเพลิง นั้นต่อไปให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะละอองแสงเพลิงนั้น บังเกิดขึ้นเพื่อทรางสกอ เมื่อแรกเกิดนั้นกระทำให้กระขาวข้างกระพุ้งปาก อยู่วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ก็ให้คล้ำเขียวเข้าดังใบไม้ แล้วทำพิษ ให้เชื่อมมึน ให้ลงท้องให้อุจจาระเขียวดังใบไม้ ด้วยเหตุว่าละอองนั้นลั่นลงไป จับเอาไส้อ่อนแลขั้วดี ถ้าจะแก้ละอองหมู่นี้ ท่านให้เอามะนาวทั้งผลทั้งใบทั้งราก ตาไม้ไผ่ ๑ บรเพ็ด ๑ ฝาง ๑ หอม ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ เจตภังคี ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสทาปาก ถ้าจะกินละลายสุรากินหาย

ถ้ามิฟังขนานนี้ ท่านให้เอาใบครามทั้ง ๓ ใบรักขาว ๑ ใบพลูแก ๑ ใบกระเพรา ๑ ผักแพวแดง ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เมล็ดในมะกรูด ๑ เมล็ดในมะงั้ว ๑ เมล็ดทั้ง ๓ สิ่งนี้ขั้วให้เกรียม รากดิน เผา ๑ ฝักส้มป่อยปิ้ง ๑ ตรีกะฏุก ๑ กระเทียม ๑ นอแรด ๑ งาช้าง ๑ เขากวาง ๑ ดีงูเหลือม ๑ ฝิ่น ๑ รวมยา ๒๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่าทาปากกุมารหาย ถ้ามิฟังแพทย์จะยายากนัก ด้วยลิ้นขาวไปขึ้นอยู่ต้นลิ้นไก่นั้น จะกระทำให้กายสูบผอมตัวเหลืองดังขมิ้นทา เมื่อจะตายนั้นจึงขาวออก ให้แพทย์พึงรู้ดังนี้เถิด

( จบลักษณะละอองอันชื่อว่าแสงเพลิงแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะลมอันชื่อว่าสุนทรวาต เกิดเพื่อทรางสกอนั้นต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะสุนทรวาตนั้น ตั้งขึ้นมาแต่สะดือแลท้องน้อย มักให้เจ็บท้องแลท้องขึ้นก่อนแล้ว จึงทำให้ลงท้องนัก มักให้นอนหลับไป ให้ชักเท้ากำมือกำให้ท้องขึ้นให้หน้าเขียว

ยาประสระแก้ลม ๗ จำพวก ให้เอาใบพิมเสน ๑ การบูร ๑ ผิวมะกรูด ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง มหาหิงคุ์ ๒ สลึง ใบหนาด ๑ บาท กระเทียม ๑ บาท พริกไทย ๑ บาท ขิงแห้ง ๑ บาท รวมยา ๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดละลายน้ำมะนาวกินแก้ลม จุกเสียดแลลมขบแทงลมอริต แลลมทรางทั้งปวงแก้ลมทั้ง ๗ จำพวก อันบังเกิดขึ้นประจำทรางทั้ง ๗ วันนั้นหายดีนัก

ยาต้มแก้ลมสุนทรวาตให้ลง ขนานนี้ท่านให้เอา หญ้าลูกเคล้า ๑ เปลือกแทงทวย ๑ ใบเทียน ๑ ใบทับทิม ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ ข่า ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ หอม ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เหล้าครึ่งน้ำครึ่ง เปนกระสายต้ม ๓ เอา ๑ กินหายดีนัก

พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวมาในลักษณะกุมาร อันเกิดวันพุฒกำเนิดแห่งทรางสกอเปนเจ้าเรือนกระทำโทษ กำเนิดทรางกระตังเปนทรางจรมาแซก กำเนิดหละชื่อว่าเนระกันถีก็ว่า นิลเพลิงก็ว่า แลกำเนิดละอองชื่อว่าแสงเพลิง กำเนิดลมเชื่อว่าสุนทรวาตกระทำโทษประจำทรางสกอ

( จบบริบูรณ์แต่เพียงนี้ )

 



พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๒ บริเฉท ๕ ว่าด้วยกุมารเกิดวันพฤหัศบดี เปนลักษณะแห่งทรางโคเปนทรางเจ้าเรือน ทรางเข้าเปลือกเปนทรางจร หละชื่อว่านิลกาฬ ละอองชื่อมหาเมฆ ลมชื่อหัศคินี โดยสังเขป

ยาแก้ทรางโค ขนานนี้ท่านให้เอา เนระภูสี ๑ จันทน์แดง ๑ ยาดำ ๑ มูลวัวข้างพ้อม ๑ เทียนสัตบุษย์ ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดละลายสุรากินหายดีนัก

ยาขนานหนึ่งท่านให้เอา เบี้ยผู้เผา ๗ เบี้ย รากทองหลางหนาม ๑ บดละลายสุราทั้งกินทั้งทาหายดีนัก
ขนานหนึ่งท่านให้เอา ขิงแห้ง ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระเทียม ๑ บดละลายน้ำมะพร้าวนาฬิเก ทั้งกินทั้งทาสำหรับทรางโคทรางกระดูกหายดีนัก

ยาชื่อปัญจคงคา ขนานนี้ท่านให้เอา หอยแครงเผา ๑ ใบตำลึงตัวผู้ ๑ สานส้ม ๑ น้ำประสานทอง ๑ ดินประสิวขาว ๑ ดินสอพอง ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดทำแท่งไว้ ถ้าจะกวาดละลายน้ำมะนาวกวาด จะชะโลมน้ำซาวเข้าสำหรับแก้ทรางโคหายดีนัก

ยากวาดแก้คอแห้ง ขนานนี้ท่านให้เอา ชะเอม ๑ ตรีกะฏุก ๑ กระเทียม ๑ เกลือ ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวหัวหอมรำหัด ทาปากแก้คอแห้งไม่มีน้ำลายหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา ผลราชดัด ๑ เนระภูสี ๑ สังกรณี ๑ จันทน์แดง ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ ผลในแตงจีน ๑ ตุมกาแดง ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดปั้นแท่งไว้ ละลายสุรากินแก้คอแห้งหายดีนัก

ยากวาดทรางโค ขนานนี้ท่านให้เอา กระดูกงูเหลือมเผา ๑ กระดูกงูทับทางเผา ๑ เขาโคเผา ๑ มูลแมลงสาบขั้ว ๑ ชาดหรคุณจีน ๑ หวายตะค้าเผา ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้กวาดทรางโคหายดีนัก

ยาแก้พิษภายใน ขนานนี้ให้เอา โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐพุงปลา ๑ จันทน์แดง ๑ กฤษณา ๑ เกสรสารภี ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำเล็บมือนาง ต้มเปนกระสาย บดทำแท่งไว้เท่าเมล็ดพริกไทย ละลายน้ำดอกไม้ เอาพิมเสนรำหัดกินแก้พิษตานพิษทราง ถ้าจะแก้เชื่อมแก้มึนกระหายน้ำหอบพักแซกน้ำตาลกรวดกิน แก้เสมหะก็ได้ แก้ทราง ๗ จำพวก หายดีนักได้เชื่อแล้ว

( จบลักษณะทรางโคแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะทรางเข้าเปลือก ซึ่งเปนทรางจรมาแซกทรางโคเจ้าเรือนสำหรับกัน นั้นต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะทรางเข้าเปลือกนั้นมีแม่ ๕ ยอด มีบริวาร ๕๐ ยอด แม่ทรางขึ้นประจำอยู่กระหม่อมนั้นยอด ๑ แม่ทรางขึ้นประจำอยู่กลางหลังนั้นยอด ๑ แม่ทรางขึ้นประจำอยู่นาภีนั้นยอด ๑ แม่ทรางขึ้นประจำอยู่รักแร้ทั้ง ๒ ข้างๆละยอด มีบริวารขึ้นประจำอยู่แห่งละ ๑๐ ยอด ทรางจำพวกนี้เกิดเพื่อกำเดา เมื่อจะบังเกิดนั้นให้ปากร้อนให้ลงท้องก่อน ทรางจำพวกนี้จึงมาเกิดขึ้นทำให้เท้าแลมือเย็น แต่เจ็บเปนดังนี้ครั้ง ๑ แม่ทรางที่อยู่ในกระหม่อมนั้น จึงเลื่อนลงมาตั้งในนาภีอีกยอด ๑ เปน ๒ ยอดด้วยกัน ให้กุมารนั้นเจ็บอีกครั้ง ๑ แม่ทรางที่อยู่กลางสันหลัง ยอด ๑ นั้นก็เลื่อนลงมา ตั้งอยู่นาภีเปน ๓ ยอด จึงทำให้กุมารเจ็บป่วยอิกครั้ง ๑ แม่ทรางที่อยู่รักแร้ข้างละยอดนั้น ก็ลงมาตั้งอยู่นาภีเปน ๕ ยอด ด้วยกันขึ้นเปนดังนี้ ๐๐๐๐๐ เรียงกันลงมาใต้สดือถึงหัวเหน่า อันว่าทรางบริวาร ๕๐ ยอดนั้น ก็รายกันไป ขึ้นทั้งตัว บางทีให้ พรึงขึ้น ดังคายเข้าเปลือก ให้คันสักหน่อย ถ้ารู้มิถึง ก็ว่าหัด บางทีผุดขึ้นดังปานดำ ปานแดงก็มี บางทีผุดขึ้นดังถูกหวายฟาด บางทีผุดขึ้นดังถูกตีด้วยนิ้วมือ ดำ แดง เขียว ก็มี รากนักมักให้ลงท้อง ให้ท้องขึ้นให้ชักเท้ากำมือกำ ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ให้ดูดนมมิได้ แลให้เปนไปใน ๓ วัน ๗ วันที ๑ พ้นกว่านั้นเปนอาการท่านตัด ถ้าแพทย์จะแก้ให้แก้ด้วยยาอันชื่อว่า พระสุริยจันทนังเปนประการดังนี้

ยาชื่อพระสุริยจันทนัง ขนานนี้ท่านให้เอา รากสลอดน้ำ ๑ รากทองหลางหนาม ๑ รากพุมเรียงบ้าน ๑ รากตำลึง ๑ รากฟักเข้า ๑ รากโมง ๑ รากลำดวน ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากสุรามฤตย์ ๑ รากคงคาเดือด ๑ รากเหมือดคน ๑ รากปลาไหลเผือก ๑ รากเถาหญ้านาง ๑ พยารากขาว ๑ พยารากดำ ๑ เชือกเขามวกทั้งสอง ๑ หญ้าแพรก ๑ หญ้าปากควาย ๑ พรมมิ ๑ เกสรบัวหลวง ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ งาช้าง ๑ เขากวาง ๑ นอแรด ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ รวมยา ๒๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณเอาผลประคำดีควาย ๒๐ ผลแช่เอาน้ำเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ทั้งกินทั้งชะโลม แก้ร้อนแก้กระหายน้ำ ทั้งทรางโคทรางเข้าเปลือกหายดีนัก

ยากวาดทรางโคทรางเข้าเปลือก ขนานนี้ท่านให้เอารากนมแมวน้อย ๑ โลทนง ๑ ตุมกาแดง ๑ รากทรงบาดาน ๑ รากกะดานพล ๑ รากไข่เน่า ๑ รากแตงหนู ๑ รากหัศคุณ ๑ เปล้าน้อย ๑ รากสลอดกินลง ๑ รากชิงชี่ ๑ รากตานเสี้ยน ๑ รากตาลดำ ๑ รวมยา ๑๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกวาดทรางโคทรางเข้าเปลือก อันขึ้นลำคอแลต้นลิ้นแลหละขึ้นก็ดี กระทำพิษให้ลิ้นกระด้างคางแขงดูดนมมิได้ ถ้าจะแก้ฝีดาษละลายสุรากิน แก้คอ แก้พิษ แก้เสก็ด แก้คลั่ง แลห้ามกาฬ ภายในมิให้เกิดขึ้นได้ดีนัก

ยาแก้ลิ้นหดคอแห้งเจรจาไม่ได้ยิน ขนานนี้ท่านให้เอาเนรภูสีทั้ง ๒ จุกโรหินี ๑ ชะเอมเทศ ๑ หว้านน้ำ ๑ เทียนดำ ๑ พริกล่อน ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีงูเหลือม ๑ ขันทศกร ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุราทาปากหายดีนัก

ยาชื่อสมมิทกุมารใหญ่ ขนานนี้ท่านให้เอา ชะมดสด ๑ ชะมดเชียง ๑ พิมเสน ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐหัวบัว ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนแดง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ จันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ แฝกหอม ๑ ลำพัน ๑ พุงเหม้น ๑ ตรีกฏุก ๑ เจตมูลเพลิง ๑ แห้วหมู ๑ เปราะหอม ๑ อบเชยเทศ ๑ จุกโรหินี ๑ เนรภูสีเทศ ๑ ใบสะเดา ๑ ใบพิมเสน ๑ ดอกคำไทย ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกจำปา ๑ ดอกมะลิ ๑ เกสรบัวเผื่อน ๑ เกสรบัวขม ๑ เกสรลินจง ๑ เกสรจงกลนี ๑ เกสรสัตตบุษย์ ๑ ชะลูด ๑ ดีงูเหลือม ๑ ฝิ่น ๑ รวมยา ๔๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดเอาน้ำดอกไม้เปนกระสายปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้กินแก้ไข้ทั้ง ๓ ฤดู แก้สรรพตานทรางตานขโมย หายดีนักได้เชื่อแล้ว

ยาชื่อกล่อมนางนอน ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนขาว ๑ เทียนเข้าเปลือก ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ เทียนตาตั๊กแตน ๑ เกสรบัวเผื่อน ๑ เกสรบัวขม ๑ เกสรลินจง ๑ เกสรจงกลนี ๑ เกสรสัตตบุษย์ ๑ รากไคร้เครือ ๑ สังกรณี ๑ ขอนดอก ๑ ชะเอม ๑ น้ำประสานทอง ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๒๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำให้เปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสายบดเลอียดแล้วจึงเอาปิดก้น ขันสำฤทธิ์ ลนควันเทียนให้ทั่วกันแล้วปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้กินแก้ระส่ำระสาย ถ้าจะแก้เชื่อมละลายน้ำกฤษณากิน ถ้าจะแก้มูกเลือดละลายน้ำหมากดิบ กิน ถ้าจะแก้เสมหะละลายน้ำมะแว้งเครือกิน ถ้าจะแก้ตัวร้อน น้ำดอกไม้ทั้งกินทั้งชะโลมหายดีนัก

( จบลักษณะทรางเข้าเปลือก เปนทรางจรมาแซกทรางโคเจ้าเรือนแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยหละอันชื่อว่านิลกาฬ นั้นต่อไป หละจำพวกนี้เกิดเพื่อทรางโค ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขปดังนี้

อันลักษณะหละนิลกาฬนั้น เมื่อจะบังเกิดขึ้นให้ตายไปครึ่งตัวร้องไห้มิออก ถ้าขึ้นอยู่ได้ ๑ วัน ๒ วันก็ดีกลายเปนมหานิลกาฬกล้าขึ้นร้ายนัก ให้เขียวไปทั้งตัว

ยาแก้หละนิลกาฬ ให้เอาเปลือกปีบ ๑ เมล็ดสารพัดพิษ ๑ รากหนาด ๑ เปลือกมะกรูด ๑ ใบคนทีสอ ๑ รากผักโหมหิน ๑ การะบูร ๑ เปลือกทับทิม ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำนมโค ทาปากหายดีนัก

ถ้ามิฟังท่านให้เอาใบถั่วแระ ๑ เถาตำลึงตัวผู้ ๑ รากกล้วยตีบ ๑ กานพลู ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเปรียงพระโคทาปากได้เชื่อแล้ว หายดีนัก

ถ้ามิฟังท่านให้เอาเมล็ดโหระพา ๑ เมล็ดแมงลัก ๑ เมล็ดกระเพรา ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ ดอกผักคราด ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวทาปากทาลิ้นกุมาร ถ้าจะแก้ทรางไฟทรางขโมยแลทางขาวละลายสุราดีงูรำหัดกวาดหายดีนัก

( จบลักษณะหละนิลกาฬ เกิดเพื่อทรางโคแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยละอองพระบาท อันชื่อว่า (ละออง) มหาเมฆ เกิดเพื่อทรางโคต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะละอองมหาเมฆนั้น เมื่อจะบังเกิดตั้งขึ้นดังดอกตะแบกช้ำ กระทำพิษกล้า มากนัก จับให้หน้าเขียว ชักเท้ากำมือกำ แลให้ตาช้อนดูสูงแลให้อุจจาระให้ปัสสาวะมิตก เปนดังนี้

ยาแก้ละอองมหาเมฆ ให้เอารากหนาด ๑ รากแตงเถื่อน ๑ หวายตะค้า ๑ หวายตะมอย ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ รากไคร้เครือ ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เนระภูสี ๑ ชะเอม ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ทั้งกินทั้งทา หายดีนัก

อนึ่งลักษณะทราง, ละออง, หละ, ก็ดี ถ้าขึ้นลิ้นดังกล่าวมานี้แต่หลังนั้น ถ้ามิถอย ด้วยยาสิ่งใดๆแล้ว กวาดด้วยยาสิ่งใดๆมิตก แล้วกลับด้านลง ดังเก่าดังก้นหม้อ ถ้าจะแก้เอาไคลเสมาไชย ๑ ไคลพระเจดีย์ ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนขาว ๑ เทียนเข้าเปลือก ๑ ผลจันทน์ ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ นอแรดเผา ๑ งาช้างเผา ๑ เขากวางเผา ๑ เขากุย ๑ เขาแพะ ๑ ผิวมะกรูดขั้ว ๑ ฝักส้มป่อยขั้ว ๑ รากดินขั้ว ๑ เกลือกะตัง ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ชาดก้อน ๑ น้ำประสานทอง ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท รวมยา ๑๙ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุราทาลิ้นดำ, ลิ้นแดง, ลิ้นเขียว, ก็ดี ลิ้นห่ออยู่ก็ดีแลเปนกะตัง อยู่ก็ดี เปนเม็ดติดต้นลิ้นอยู่ก็ดี หายเปนมหาวิเศษนัก

( จบลักษณะละอองมหาเมฆเกิดเพื่อทรางโคแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะกล่าวลักษณะลมอันชื่อว่าหัศคินี เกิดประจำทรางโคนั้นต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขป

อันว่าลักษณะลมหัศคินีนั้น เมื่อจะบังเกิดจับให้ชักเท้ากำมือกำให้หลังแข็ง แลให้เหงื่อตกให้ท้องขึ้น ถ้าเปนแต่เวลาเช้าให้ระวังถึงเที่ยงจึงตาย ถ้าเปนเที่ยงจนค่ำแล้วไม่ตาย ท่านห้ามอย่าให้อาบน้ำเช้าเย็น อย่าให้กินยาเข้าสุรา แลลมจำพวกนี้เกิดเพื่อทรางโค แต่ตั้งมูลปฏิสนธิได้ ๓ เดือน จึงสำแดงโทษให้แก่กุมาร ซึ่งพระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ มีในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๑ ว่าด้วยลักษณะครรภรักษาโน้น แลลมจำพวกนี้ชอบแต่ยาเย็นเปนยาสุขุมดุจกล่าวมาดังนี้

ยาแก้ลมหัศคินี ให้เอาเมล็ดในแตงโม ๑ ตาอ้อยแดง ๑ รากหญ้านาง ๑ รากหญ้าปากควาย ๑ ใบกะเม็ง ๑ ใบผักเป็ด ๑ หว้านน้ำ ๑ ตรีกะฏุก ๑ กระเทียม ๑ ใบผักเสี้ยนผี ๑ หญ้าลูกเคล้า ๑ รวมยา ๑๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายกิน ถ้าจะชะโลมละลายน้ำซาวเข้าชะโลม แก้ลมหัศคินีหายดีนัก

ยาแก้ลมหัศคินี ขนานนี้ท่านให้เอา ผลผักชี ๑ หว้านน้ำ ๑ ดอกผักคราด ๑ ใบน้ำเต้า ๑ หญ้าใต้ใบ ๑ หญ้าปากควาย ๑ ตาอ้อยแดง ๑ ถั่วเขียว ๑ ตรีกะฏุก ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำซาวเข้าเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำร้อนกิน ละลายน้ำซาวเข้าทากระหม่อมแก้ลมหัศคินี ลมพุทธยักษ์ ลมกุมภัณฑยักษ์ก็ได้ดีนัก

ยาชื่อมหาจักร (ใหญ่) ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐก้านพร้าว ๑ โกฐกระดูก ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนขาว ๑ เทียนเข้าเปลือก ๑ เทียนเยาวภานี ๑ ตรีผลา ๑ หญ้าฝรั่น ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ การพลู ๑ ชะเอม ๑ เมล็ดโหระพา ๑ ผลผักชี ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ กระเทียม ๑ น้ำประสานทอง ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๒ สลึง ยาดำ ๒ บาท ใบกระพังโหม ๑๕ บาท รวมยา ๒๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำสุราก็ได้ กินแก้ลมทรางทั้ง ๗ วันหายดีนัก ได้เชื่อแล้วอย่าสนเท่ห์เลย

พระอาจาริย์เจ้า ท่านกล่าวมาในลักษณะกุมาร เกิดวันพฤหัศบดีกำเนิดทรางโคกระทำโทษ กำเนิดทรางเข้าเปลือกเปนทรางจรมาแซกทรางโค กำเนิดหละชื่อนิลกาฬ กำเนิดละอองพระบาทชื่อมหาเมฆ กระทำโทษประจำทรางโค จบบริบูรณ์เพียงนี้



พระคัมภีร์ประฐมจินดาผูก ๓ บริเฉท ๖ ว่าด้วยกุมารเกิดวันศุกร์ เปนลักษณะแห่งทรางช้างเจ้าเรือน หละชื่อแสงพระจันทร์ ลมชื่อลมอริต โดยสังเขป

สิทธิการิยะ พระอาจารย์เจ้าจะกล่าวลักษณะกุมารกุมารีเกิดวันศุกร์นั้นต่อไป กำเนิดทรางช้างเปนเจ้าเรือนแห่งกุมารกุมารีผู้นั้น ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยลักษณะ สังเขปดังนี้

ยาแก้ทรางช้าง ให้เอาใบทรงบาดาล หญ้าไซร รวม ๒ สิ่งนี้ตำเอาน้ำ สิ่งละจอก แล้วคุลีการ กันเข้าเอาดีงูแทรกลงกินบ้างทาบ้างหาย

ยาแก้ลงทรางช้าง ขนานนี้ท่านให้เอา แก่นสน ๑ ผลประคำดีควาย ๑ แก่นประดู่ ๑ รากส้มป่อย ๑ รากทรงบาดาน ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ทรางช้างลงท้องหายดีนักได้เชื่อแล้ว

ยาต้มแก้ทรางช้าง ขนานนี้ท่านให้เอา ยอดชุมเห็ด ๑ ยอดทับทิม ๑ ยอดพุดทรา ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินหายดีนัก

ยากวาดแก้ทรางช้าง ขนานนี้ท่านให้เอา เปลือกน้ำเต้าขม ๑ หอยขมเผา ๑ ใบคนทีสอ ๑ หัวตะไคร้ ๑ ขมิ้นหัว ๑ ควักเอาเนื้อในออกให้บ้าง แล้วจึงเอาน้ำประสานทอง ๑ บาท ยัดเข้าในขมิ้นอ้อยนั้นสุมไฟแกลบให้ระอุดี แล้วจึงเอามาบดด้วยกันกับยาทั้งนั้นแทรกพิมเสน บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเปลือกหมากสง กวาด ถ้ามิฟังละลายน้ำมะนาวกวาด ทาปากก็ได้หายดีนัก

ยากวาดชื่อแมลงป่อง กวาดทรางหล่น ทันใจขนานนี้ท่านให้เอารากถั่วภู ๑ ใบถั่วแระ ๑ ผักบุ้งเทศ ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ใบหัศคุณ ๑ ว่านกีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ สลึง ดีงูตะบองพะลำ ๑ เฟื้อง ทำเปนจุณเอาละลายน้ำสุราเปนกระสายบดปั้นแท่ง แก้ทรางช้าง กินกวาดหรือทาปากก็ได้ ถ้ามิฟังแซกว่านกีบแรด ว่านร่อนทอง ดีงูเหลือมรำหัดลง ถ้าจะให้ลงเร็ว แซกจันทน์แดง แซกเนระภูสี กวาดหล่นเร็วดีนัก

ยากวาดแก้ทรางช้าง ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรดเผา ๑ เขากวางเผา ๑ หนังกระเบนเผา ๑ ผมคนเผา ๑ หวายตะค้าขั้ว ๑ รากมะแว้งทั้ง ๒ ขั้ว ตรีกระฏุก ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากวาดหายดีนัก

ยาชื่อหิงคุวัจจา ขนานนี้ท่านให้เอา ตรีกระฏุก ๑ มหาหิงคุ์ ๑ เนระภูสี ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐสอ ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ จันทั้งสอง ผลเบ็ญกานี ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง กระเทียม ๑ ใบสวาด ๑ ใบเทียน ๑ ใบผักคราด ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบกระพังโหม ๑ ใบสมี ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ หอม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท ฝิ่น ๑ ดีจรเข้ ๑ ดีตะพาบน้ำ ๑ ดีงูเหลือม ๑ เอาสิ่งละ ๒ ไพ รวมยา ๓๑ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากินเปนยาประจำท้อง มิให้ทรางกระทำพิศม์ได้ แลแก้ตาลแก้ทรางกินชายตับให้ลงเป็นโลหิตสดๆ ออกมาด้วยก็ดี แลทรางขึ้นในทวารหนักทวารเบาก็ดี แลขึ้นในปากในคอในลิ้นก็ดี ให้กระหายน้ำนักแลให้เชื่อมมึนไปก็ดี กินยานี้หายวิเศษนัก

ยาชื่ออินทจักร ขนานนี้ท่านให้เอา เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนขาว ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ การะบูร ๑ พริกไทย ๑ กระเทียม ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ดีปลี ๑ บาท รวมยา ๑๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้แก้หลังแข็ง ตาแข็งคางแข็งที่ใด ให้เอายานี้ละลายน้ำมะกรูด เอาฝิ่นรำหัดทาที่นั้นเถิด ถ้าเชื่อมมึนเปนเพื่อลมก็ดี แลเปนบิดตกมูกเลือด ก็ดี ละลายสุรากินแก้ได้ทุกสิ่งดีนักอย่าสนเท่ห์เลย

ยาชื่ออินทรบรรจบคู่กัน ขนานนี้ท่านให้เอา ชมด ๑ พิมเสน ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ว่านกีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ ดีงูเหลือม ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนแดง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กานพลู ๑ กระวาน ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รวมยา ๒๓ สิ่งนี้ทำเปนจุณ แล้วจึงเอาดีงูเห่า ๑ ดีจรเข้ ๑ ดีตะพาบน้ำ ๑ ดีปลาช่อน ๑ ดีปลาไหล ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง แช่เอาน้ำเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้กินแก้อับจน ถ้ามิฟังละลายสุรากินแก้สรรพตาลทราง ทั้งปวง แลแก้ชักเท้ากำมือกำหายดีนัก

ยาชื่อนันทไกรวาต ขนานนี้ท่านให้เอา กระดูกงูเหลือม ๑ กระดูกงูทับทาง ๑ งาช้าง ๑ กรามแรด ๑ คางปลาช่อนข้างล่าง ๑ โกฐสอ ๑ โกฐกระดูก ๑ เทียนดำ ๑ ผลโหระพา ๑ ผลผักชี ๑ น้ำประสานทอง ๑ ใบพิมเสน ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวานบ้าน ๑ รากทองหลางหนาม ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากฟักเข้า ๑ รากตำลึง ๑ รากถั่วภู ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ หวายตะค้า ๑ ผลสาระพัดพิศม์ ๑ ไคร้เครือ ๑ เกสรสารภี ๑ เกสรพิกุล ๑ เกสรบุนนาค ๑ รวมยา ๒๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคกระทำให้เปนจุณ ใช้น้ำดอกไม้เปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ แก้ชักทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ แก้เชื่อมแซกดีงู เอาพิมเสนรำหัด แก้กระหายน้ำหอบพักแลแก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ละลายน้ำดอกไม้น้ำซาวเข้าก็ได้ ทั้งกินทั้งชะโลมหายดีนักได้เชื่อแล้ว

( จบลักษณะทรางช้างแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะหละอันชื่อว่าแสงพระจันทร์นั้นต่อไปหละจำพวกนี้บังเกิดเพื่อทรางช้าง (แลทรางน้ำ) ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขป

อันว่าลักษณะหละแสงพระจันทร์นั้น เมื่อจะบังเกิดขึ้นเม็ดเติบ เท่าเม็ดเข้าโภชน์ มีสีเหลือง ขึ้นตั้งแต่ต้นขากันไกรซ้ายฤาขวาก็ดุจกัน แล้วจึงกระทำให้ลงท้องตาแข็ง แล้วให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง แลให้ร้องไห้น้ำตาไม่มี ให้หน้าผากตึงแล้วให้ตัวเย็นดังนี้

ยาจุดแก้หละแสงพระจันทร์ ให้เอาเทียนดำ ๑ สานส้ม ๑ กัมถันแดง ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ กานพลู ๑ ดีปลี ๑ น้ำประสานทอง ๑ ผิวมะกรูด ๑ พริกไทยขั้ว ๑ เกลือขั้ว ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำผลมะแว้งเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวจุดหละแสงพระจันทร์อันบังเกิดเพื่อทรางช้างนั้น หาย

ยากินแก้หละแสงพระจันทร์ ท่านให้เอา ปู่เจ้าพุงแก ๑ ปู่เจ้าสมุงกุย ๑ ฉัตร์พระอินทร์ ๑ นมแมวน้อย ๑ สีหวดใหญ่ ๑ สีหวดน้อย ๑ ตับเต่าน้อย ๑ ตับเต่าใหญ่ ๑ รากระย่อม ๑ รากไคร้เครือ ๑ พิศนาด ๑ เนระภูสี ๑ จันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ งวนหมู ๑ รากหญ้านาง ๑ รากประคำดีควาย ๑ โคนไม้ไผ่ป่า ๑ ผักแพวแดง ๑ รวมยา ๑๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ทั้งกินทั้งชะโลมหาย

ยากวาดหละแสงพระจันทร์นั้น ท่านให้เอายาที่กวาดแก้นิลเพลิง ซึ่งเกิดเพื่อทรางสกอมีอยู่ในประฐมจินดาปริเฉท ๔ นั้น มาใช้กวาดเถิดได้ดุจกัน ดีนักอย่าสนเท่ห์เลย

( จบลักษณะหละแสงพระจันทร์แต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะลมอันชื่อว่าลมอริต เกิดเพื่อทรางช้างนั้นต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ลักษณะโดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะลมอริตนั้น เมื่อจะเกิดให้คอเขียวให้ชักเท้ากำมือกำ บางทีให้ชักแต่จำระซ้าย บางทีให้ชักแต่จำระขวา บางทีให้ชักแต่ข้างซ้าย แต่ข้างขวาให้กระด้างคางแข็ง ร้องให้ไม่ออกน้ำลายฟูมปากออกมา แลให้ลูกตากลับกลอกไป ให้ยักคิ้วหลิ่วตา แลเปนเสมหะปะทะคอดังกรอกๆ ถ้าแลกุมารผู้ใดเปนดังกล่าวมานี้ได้ชื่อว่าลมอริตกระทำโทษ เมื่อตายแล้วให้ตัวเหลืองดังรดด้วยน้ำขมิ้นสด เพราะลมจำพวกนี้บังเกิดเพื่อละอองพระบาท กาลสิงคลีดุจกล่าวมานี้

ยาแก้ลมอริต ให้เอา คุคะ ๑ รากหญ้านาง ๑ เชือกเขามวก ๑ เปลือกน้ำเต้าแตก ๑ สาแหรกขาด ๑ คานหัวด้วน ๑ ตรีกระฏุก ๑ การะบูร ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ว่านน้ำ ๑ ผิวมะกรูด ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งละลายน้ำร้อนกิน แก้ลมอริต ลมสุนทรวาต ลมวาตะภัค แลลมอักขมูขี ลมสะแกเวียน ลมบ้าหมู ลมทั้งนี้หายดีนักได้เชื่อแล้ว

ขนานหนึ่งท่านให้เอา น้ำอ้อยแดงทะนาน ๑ มูตร์โคดำทนาน ๑ น้ำรากสอึกทะนาน ๑ น้ำใบอัญชันทั้งสองอย่างละหนึ่งทะนาน น้ำใบกระเช้าแดงทะนาน ๑ น้ำใบกระเช้าขาวทะนาน ๑ น้ำใบผักโหมหินทะนาน ๑ น้ำใบผักโหมหัดทะนาน ๑ น้ำมะนาว ๒ ทะนาน กระวาน ๑ กานพลู ๑ สมูลแว้ง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ ผักแพวแดง ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง โกฐสอ ๒ สลึง ดีปลี ๑ ขิงแห้ง ๑ ว่านน้ำ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท มหาหิงคุ์ ๑ ไพล ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท ยาทั้งนี้ทำเปนจุณแล้ว จึงคุลีการ เข้าด้วยกันใส่กะทะตั้งไฟกวนให้เข้ากัน แต่พอปั้นได้เปนลูกกลอนกินแก้ลมอริตแลลมทั้งปวงหายดีนัก

ยาชื่อประสระลม ขนานนี้ท่านให้เอา ใบพิมเสน ๑ การะบูร ๑ ผิวมะกรูด ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง กระเทียมกรอบ ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ ใบหนาด ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท รวมยา ๗ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะกรูดน้ำมะนาวน้ำส้มซ่าก็ได้ กินแก้ลมจุกเสียดขบแทงแลลมอริตลมทรางทั้งปวงหาย

ยาแก้ชักลมอริต ขนานนี้ท่านให้เอา การะบูร ๑ บาท ว่านน้ำ ๑ บาท ยาดำ ๒ บาท หิงคุ์ยางโพ ๑ บาท ผลจันทน์ ๒ บาท เปราะหอม ๒ บาท หัวหอม ๒ บาท พิมเสน ๙ สลึง ยา ๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ให้กุมารกินตามกำลัง อายุเดือน ๑ กิน ๑ เม็ด อายุเดือน ๒ กิน ๒ เม็ด ทวีขึ้นไปตามอายุกุมารทั้งกินทั้งชะโลม แก้ชักลมอริตแลลมทรางทั้งปวงหายดีนัก ได้เชื่อมาแล้วอย่าสนเท่ห์เลย



พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๓ บริเฉท ๗ ว่าด้วยกุมารเกิดวันเสาร์เปนลักษณะทรางโจรเจ้าเรือน ทรางนางริ้นเปนทรางจร หละชื่อมหานิลกาล ละอองชื่อเปลวไฟฟ้าทับทิม ลมชื่อลมกุมภัณฑ์ ลมบาทยักษ์ลมจำปราบ โดยสังเขป

( ลักษณะกำเนิดทรางวันเสาร์นั้นมีแจ้งอยู่ในน่า ๑๗๓ แห่งเล่มนี้แล้ว บัดนี้ได้คัดแต่ตำรายา สำหรับทรางวันเสาร์มาลงต่อไป )

ยาแก้มูกเลือดทรางโจร ขนานนี้ท่านให้เอา รากทับทิม ๑ รากมะพร้าว ๑ รากตานดำ ๑ รากตานหม่อน ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้ เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินหายดีนัก

ยาชื่อชมภูทวีป ขนานนี้ท่านให้เอา ใบเพกา ๑ ใบพุดทรา ๑ ใบผักปลาบ ๑ ใบผักเป็ด ๑ ใบกระเม็ง ๑ ใบชุมเห็ดไทย ๑ ใบทองหลางใบมน ๑ ใบหว้า ๑ ใบลำโพง ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบมะเดื่อ ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้ตำเอาน้ำสิ่งละจอก น้ำมันงาจอก ๑ หุงให้คงแต่น้ำมันทั้งกินทั้งทา แก้ตานแก้ทรางโจรตกมูกเลือดหาย ถ้าจะทำแท่งให้เอาเสมอภาคบดด้วยสุรากินแก้ดุจกัน

ยาแก้ทรางโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ผักขวง ๑ ใบมะระ ๑ ใบการ่อน ๑ ใบทุมมะราชา ๑ ใบทุมเทง ๑ ใบมะขวิด ๑ ใบโคกกระออม ๑ ใบชะบา ๑ ข่าตาแดง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากิน แก้พิษตานทรางโจรหายทุกประการดีนัก

ยาชื่อแสงพระจันทร์ ขนานนี้ท่านให้เอา กรุงเขมา ๑ โกฐสอ ๑ เบ็ญกานี ๑ เนระภุสีทั้ง ๒ จันทน์ทั้ง ๒ รากไคร้เครือ ๑ เปลือกมะขามขบ ๑ ครั่ง ๑ ผลตะบูน ๑ เปลือกมะเกลือ ๑ ใบสะเดา ๑ ตรีกระฏุก ๑ บรเพ็ด ๑ เมล็ดในสะแก ๑ เปลือกหางกราย ๑ เปลือกฝิ่นทั้ง ๒ ผลทับทิมอ่อน ๑ กระเทียมกรอบ ๑ รวมยา ๒๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาดีงูเหลือมแช่น้ำเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ตานแลทรางโจร ให้เปนบิดปวดมวนแลตกเสมหะเปนบุพโพ โลหิตเน่าแลให้ตัดอาหาร นั้นก็ดี แลให้เชื่อมมึนหอบพักกระหายน้ำตัวร้อนก็ดี ยาขนานนี้อาจสามารถจะแก้ได้ทุกประการดีนัก

ยาแก้บิดเพื่อพิษทรางโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ผลเบ็ญกานี ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เทียนทั้ง ๕ เนระภูสี ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ จันทน์ทั้ง ๒ กระถินแดง ๑ รากไคร้เครือ ๑ ผลตะบูน ๑ รวมยา ๑๗ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ ส่วน เปลือกสันพร้านางแอ ๓ ส่วน ผลตะลุมพุก ๔ ส่วน ผลตุมกาทั้ง ๒ สิ่งละ ๕ ส่วน แล้วทำให้เปนจุณเอาสุราเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสกิน แก้ลงเปนบุพโพโลหิตหาย แลแก้ให้ระส่ำระสาย แก้ไข้ตรีโทษ แก้อติสาร ทั้งปวงหาย

ยาชื่อทิพย์ศุภสุวรรณ ขนานนี้ท่านให้เอา กำมะถันทั้ง ๒ การบูร ๑ จันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ โกฐกระดูก ๑ โกฐเขมา ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ สีเสียดทั้ง ๒ ผลเบ็ญกานี ๑ ครั่ง ๑ เปลือกมะขามขบ ๑ ใบสะเดา ๑ ผลปราย ๑ ชะเอมเทศ ๑ กันชา ๑ ฝิ่น ๑ ดีงูเหลือม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ตรีกระฏุก เอาสิ่งละ ๑ สลึง กระเทียมกรอบ ๒ สลึง กานพลู ๑ บาท เปลือกหางกราย ๒ บาท รวมยา ๒๙ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาเปลือกแคแดง ๑ เปลือกเพกา ๑ เปลือกฝาง ๑ ต้มด้วยเหล้าเอาน้ำเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำเปลือกมะเดื่อต้มกิน ถ้าจะแก้บิดละลายน้ำกระทือก็ได้น้ำปูนใสก็ได้ แก้ตานทรางแลทรางโจร ถ้าผู้ใหญ่เปนริดสีดวงให้ลงเปนเสมหะโลหิตเน่าก็ดี ให้กินยานี้หาย

ยาหลามแก้ตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา กระเทียม ๗ กลีบ ขมิ้นอ้อย ๗ ชิ้น พริกไทย ๗ เมล็ด ขิง ๗ ชิ้น ใบเทียนกำมือ ๑ เปลือกฝิ่นทั้ง ๒ สิ่งละกำมือ ๑ ใบกระพังโหม ๓ กำมือ รวมยา ๙ สิ่งนี้ตำให้แต่พอช้ำๆ ใส่เหล้าครึ่งน้ำครึ่งหลาม ด้วยไม้ไผ่สีสุกให้สุกแล้ว จึงเอามาบดปั้นแท่งไว้แซกดีงูเหลือมให้กิน แก้ตานโจรกินลำไส้ให้ลงทอ้งตกมูกเลือดแลอุจจาระเขียวดุจใบไม้ก็ดี เปนเสมหะโลหิตเน่าก็ดีหายสิ้นดีนักอย่าสนเท่ห์เลย

ยาแก้มูกเลือดทรางโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ใบกระเพรา ๑ ใบพลูแก ๑ ฝิ่น ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดทำแท่งไว้ละลายน้ำสุรากิน แก้ตกมูกเลือดให้ขบในท้อง หาย

ยาแก้มูกเลือดทรางโจร ขนานนี้ท่านให้เอา เปลือกขี้อ้าย ๑ เปลือกมะทราง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เนรภูสี ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ขิง ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณเอาน้ำมะรุมเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากิน ถ้าลงหนัก ให้ละลายน้ำเปลือกแคแดง, มะเดื่อ, มะกอก, ก็ดี กินหายดีนัก

ยาชื่อสิทธิสารแก้ลง ขนานนี้ท่านให้เอา ตรีกระฏุก ผักแพวแดง ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ สีเสียดทั้ง ๒ ใบกระเพรา ๑ บรเพ็ด ๑ เขาควายเผือกเผา ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคเอาเขาควายเผือกเท่ายา ทั้งหลายทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากินแก้ตานทรางโจรหาย

ยาชื่อหิงคุ์สุรา ขนานนี้ท่านให้เอา ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกมะลิ ๑ เปลือกหางกราย ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ ผลเอ็น ๑ กานพลู ๑ หมากเข้าเหนียว ๑ สีเสียดทั้ง ๒ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๒ สลึง กระเทียมกรอบ ๑ บาท เขาควายเผือกเผา ๑ ใบกระเพรา ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท รวม ๑๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายสุรากิน แก้บิดตกมูกเลือดให้ปวดมวนแลแก้โลหิตตกทางทวาร ทั้ง ๙ แลแก้ลักกะปิดหายดีนัก

ยาแก้ตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ ดีปลี ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ หอมแดง ๑ กระเทียม ๑ ดินถนำ ๑ เอาสิ่งละส่วน มาศเหลือง กึ่งส่วน รวมยา ๙ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาสารพัดดีเปนกระสายแช่น้ำบดแล้วเอายาติดก้นขันสำฤทธิ์ลนควันเทียน ให้ร้อนทั่วกันแล้วจึงปั้นแท่งไว้ แก้ตานโจรกินทวารหนักเบาให้เปนดากออกมาก็ดี เปนบิดตกมูกเลือดให้ปวดมวนนัก ละลายสุราแซกน้ำตาลกรวดกิน ถ้าจะแก้เชื่อมมึนให้ละลายน้ำดอกไม้น้ำจันทน์ก็ได้ แซกพิมเสนลงกิน ถ้าจะแก้ทรางขึ้นคอละลายน้ำมะนาวกับเกลือกวาด ถ้าจะแก้ท้องขึ้นให้ละลายน้ำมะกรูดแซกดีงูลงกิน ถ้าจะแก้งูขบละลายสุราทั้งกินทั้งทา ถ้าจะแก้ริดสีดวงแลแก้ทรางขึ้นทวารทั้ง ๙ เปนดากออกมาก็ดี ให้ละลายน้ำหมากดิบแซกฝิ่นลงกิน ถ้าจะแก้ลงถึงอติสารให้ละลายน้ำเปลือกแคแดง ๑ สน ๑ ใบเทียน ๑ ใบทับทิม ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ ให้กิน ๙ เม็ด กินบ้างทาทวารหนักบ้างหายดีนัก

ยาชื่อนวทวารยาชักให้หด เอาผลจันทน์ ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ รากมะฝ่อ ๑ รวมยา ๓ สิ่งเอาเสมอภาค เปลือกสันพร้านางแอเท่ายาทั้งหลาย ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ละลายสุรา น้ำท่าน้ำปูนใสครึ่งหนึ่ง กินให้ได้ ๗ วันๆละ ๒ เวลาเช้าเย็นหายดีนัก

แล้วจึงแต่งยาชำระดาก เมื่อถ่ายอุจจาระขนานนี้ ท่านให้เอาเบ็ญจลำโพง เบ็ญมาศลา ๑ มาศเหลือง ๑ เปลือกสะเดา ๑ เปลือกเพกา ๑ เกลือ ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ แล้วเอาไว้ให้เย็น เอาน้ำชำระดากให้หดเข้าไปทั้งแก้เปื่อยเน่าด้วยแลกันอันตรายทั้งปวงหายวิเศษ นัก

อนึ่งถ้ากุมารเปนตานโจรก็ดี เปนเพื่อทรางสิ่งใดๆ ก็ดี แลถ่ายอุจจาระให้เปนดากออกมาก็ดี ท่านให้หุงน้ำมันนี้กิน เอาน้ำใบคนทีสอทนาน ๑ น้ำใบสะเดาทนาน ๑ น้ำใบตำลึงตัวผู้ทนาน ๑ น้ำใบไคร้น้ำทนาน ๑ น้ำใบไคร้บกทนาน ๑ น้ำใบตานหม่อนทนาน ๑ น้ำใบตานขโมยทนาน ๑ น้ำเปลือกพุดทราทนาน ๑ น้ำเปลือกเพกา ๑ น้ำรากมะเดื่อดินทนาน ๑ น้ำผลมะเขือขื่นทนาน ๑ น้ำรากถั่วภูทนาน ๑ น้ำขมิ้นอ้อยทนาน ๑ น้ำมันมะพร้าวไฟทนาน ๑ หุงให้คงแต่น้ำมัน แล้วจึงเอารากเจตมูล ๑ ดีงูเหลือม ๑ ยาฝิ่น ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง ทำเปนจุณปรุงลงในน้ำมันให้กิน แลขี้น้ำมันนั้นเอาทาดาก ถ้าขึ้นทวารทั้ง ๙ ทาไปเถิดหายดีนัก

อนึ่งถ้าแลทรางจำพวกใดก็ดีแลทรางโจรก็ดี แลกลายไปให้ลงท้องเปนมูกเปนเลือดสดๆ ออกมาก็ดี แลเน่าออกมาก็ดีให้ปวดมวนให้เบ่งนักดากนั้นจึงออก เพราะทรางกินในลำดากจึงให้ปวดมวนเปนกำลัง ถ้าแพทย์วางยาหน่วง ไว้ยิ่งปวดมากขึ้น จึงให้เบ่งมากขึ้น เมื่อว่าเบ่งมากขึ้นทีใด อันว่าลำดากนั้นก็ยาวออกมาทุกที ถ้าจะแก้ท่านให้แต่งยาชำระใน ทั้งชักดาก ให้หดขึ้นมาด้วย ท่านให้เอาผลราชดัด ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รากสะแก ๑ รากมะเกลือ ๑ รากกระพังโหม ๑ ยาดำ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท หญ้างวงช้างทั้งต้นทั้งราก ๑ ผลขี้กาแดง ๓ ผล ผ่าออก ๔ เอาแต่ ๓ ทั้ง ๓ ผล ผลมะกรูดผ่า ๔ เอาแต่ ๓ ทั้ง ๓ ผล บรเพ็ดเอารอบศีร์ษะคนไข้ ขมิ้นอ้อยยาว ๑ คืบคนไข้ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้ต้มด้วยเหล้าครึ่งน้ำครึ่ง ให้กินทุเลากินปิด ดีนัก

ยาชักดากให้หด ขนานนี้ท่านให้เอา น้ำนมราชสีห์เครือเต็มกำมือกลั้นใจตัดหัวแลท้าย ๑ ขอบชะนางแดงเต็มกำมือกลั้นใจตัดหัวแลท้าย ๑ ขมิ้นอ้อยหัวใหญ่หั่นเปนน่าแว่น ให้ได้ทวดึงษาการ ๓๒ ลงแว่นละตัวทั้ง ๓๒ แว่น ต้มด้วยน้ำปูนใสกินหายดีนัก

( จบลักษณะทรางโจรเจ้าเรือนแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะกล่าวด้วยทรางนางริ้น เปนทรางจรสำหรับแห่งทรางโจรนั้นต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้จักลักษณะโดยสังเขป

อันว่าลักษณะทรางนางริ้นนั้นมีแม่ ๔ ยอด มีบริวาร ๕๖ ยอด ตั้งแต่กุมารออกจากเรือนเพลิง บางทีขึ้นแซกทรางโจรบางทีต่อสิ้น ทรางโจรแล้วจึงตั้งขึ้น อยู่สะดือ ๑ ยอด บริวารมาขึ้นด้วย ๘ ยอด ขึ้นอยู่ทรวงอก ๑ ยอด บริวารมาขึ้นด้วย ๑๒ ยอด ขึ้นอยู่ลิ้น ๑ ยอด บริวารมาขึ้นด้วย ๑๖ ยอด รายกันลงมาตามลำคอถึงทรวงอก ขึ้นอยู่ทรวงอกนั้น ๑ ยอด บริวารมาขึ้นด้วย ๒๐ ยอด รายกันไปขึ้นตามหัวเหน่าแลไส้อ่อนไส้แก่ เมื่อกุมารได้ ๓ เดือน แม่ทรางอันอยู่ในลำคอนั้นกระทำให้คอแห้งให้ลิ้นขาวดูดนมมิได้เมื่อกุมารได้ ๖ เดือน บริวารทรางซึ่งขึ้นลิ้นไก่ ๓ ยอดนั้น กระทำให้ไอเปนกำลัง บริวารทรางทั้งนั้นก็รายกันลงไปบรรจบแม่ทรางที่อยู่ทรวงอก แล้วจึงกระทำให้กระหายน้ำ ให้คอแห้งให้เชื่อมหลับตาไป บริวารทรางซึ่งอยู่ในทรวงอกนั้น ก็รายกันมาถึงชายโครงชายตับ บรรจบกันกับแม่ทรางที่อยู่ในสดือนั้น กระทำให้ตกมูกตกเลือดสดๆออกมา บางทีให้เปนเสมหะโลหิตเหน้าออกมาบ้าง แล้วก็ให้ตับหย่อนย้อยลงมาชายโครง ให้จับเปนเวลา ให้ตาแดงเปนสายโลหิต ถ้าวางยา ผิดก็ตาย ถ้าวางยาถูกเข้าค่อยงดต่อไป เมื่ออายุกุมารได้ ๑ ขวบกับ ๖ เดือน ทรางที่ในกะเพาะปัสสาวะนั้นก็กระทำให้ขัดปัสสาวะ บางทีปัสสาวะตกออกมาดังน้ำเข้า น้ำดินสีพองก็มี ดังน้ำหนองก็มี ให้เจ็บปวดดิ้นเสือกไปมาให้ปัสสาวะหยด บางทีให้ฟก ขึ้นที่ปลายองคชาต บางทีให้ฟกขึ้นที่หัวเหน่าเปนหนอง แลหนองนั้นก็กลายเปนปรวด เข้าคือลูกนิ่วบ้าง เกิดเพราะทรางนางริ้น จะตายใน ๓ ขวบนี้ ถ้าบังเกิดแต่มารดาออกไฟมาถึง ๑ ขวบกับ ๗ เดือน กุมารผู้นั้นจึงจะรอดจากความตายด้วยทรางนางริ้น ถ้าจับแต่สิ้นกำหนดทรางโจร ๓ ขวบไป ถ้าจะนับบรรจบกันเข้าเปน ๔ ขวบกับ ๗ เดือน จึงจะพ้นกำหนดทรางโจรทรางจร เมื่อพ้นกำหนดทรางโจรทรางจรแล้ว คือทรางโจรจะได้ทำต่อไปจนอายุ ๗ ขวบ จึงจะรอดจากความตาย อันว่าลักษณะทรางโจร มิใช่จะมีแต่กุมารเกิดวันเสาร์เท่านั้นหามิได้ ย่อมเข้าแซกไปทุกๆทรางเมื่อปลายมือ อันว่าลักษณะทรางนางริ้นเล่าไซ้ จะจรแซกแต่ทรางโจรก็หามิได้ ย่อมแซกไปทุกๆ ทรางดุจกัน ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาทรางนางริ้นไปเมื่อน่า ท่านให้ยักย้ายรักษาเอาตามทรางเจ้าเรือนเดิมนั้นเถิด

( จบลักษณะทรางนางริ้นแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยหละอันชื่อมหานิลกาฬ ประจำทรางโจรต่อไปให้แพทย์ทั้งหลายรู้จักลักษณะโดยสังเขป

อันว่าลักษณะหละมหานิลกาฬนั้น ตั้งขึ้นยอดดำดังยอดนิลขึ้นอยู่ ๑ วัน แปร เปนแสงเพลิง ขึ้นอยู่ ๒ วันแปรไปเปนสลักเพ็ดทั้งคู่ก่อนทั้ง ๒ ข้าง ถ้ามหานิลกาฬขึ้นให้ตายไปครึ่งตัวร้องไห้มิออกเลยดุจกล่าวมาดังนี้

ยาแก้หละมหานิลกาฬ ให้เอาเปลือกฝิ่น ๑ เปลือกมะกรูด ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ รากหนาด ๑ ใบคนทีสอ ๑ รากผักโหมหิน ๑ ใบทับทิม ๑ การบูร ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำนมโคทาปาก หายดีนัก

ถ้ามิฟังท่านให้เอา ใบถั่วแระ ๑ กานพลู ๑ น้ำประสารทอง ๑ ตำลึงตัวผู้ ๑ รากกล้วยตีบ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำเปรียงพระโคทาปากหายดีนัก

ยาชื่อเทพมงคล (เครื่องยาแลวิธีทำมีแจ้งอยู่น่า ๒๔๖ แห่งเล่มนี้แล้ว ในทีนี้จะว่าด้วยวิธีใช้น้ำกระสาย ซึ่งยังมิได้กล่าวข้างต้นนั้นต่อไป) ยาเทพมงคลขนานนี้แก้หละทั้ง ๘ จำพวก ถ้าหละ สีแดงให้ละลายน้ำฝางกวาด ถ้าสีเหลืองให้ละลายน้ำขมิ้นเครือกวาด ถ้าสีดังควันเทียนให้ละลายน้ำหอม เอาดีงูรำหัดกวาด ถ้าสีดังดอกตะแบกช้ำให้ละลายน้ำผลเถาคันสุก เอาเกลือรำหัดกวาดหายสิ้นดีนัก

ยาชะโลมดับพิษหละ ขนานนี้ท่านให้เอา ใบระงับทั้ง ๒ ใบตำลึงตัวผู้ ๑ ใบโคกกระออม ๑ ใบจันทน์หอม ๑ ใบชะบา ๑ ใบฟักเข้า ๑ ดินประสิวขาว ๑ ดินสีผ่อง ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาคบดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้า ชะโลมสำหรับหละ ๘ จำพวกหายดีนัก

ยากินแก้พิษหละจับหัวใจ ขนานนี้ท่านให้เอา สังกระณี ๑ เนระภูสี ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กานพลู ๑ กระวาน ๑ ว่านกีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ ข่าแก่ ๑ หอมแดง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ กระชาย ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ รากไคร้เครือ ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๒ ผลราชดัด ๑ น้ำนมราชสีห์ ๑ พรรณผักกาด ๑ ปลาไหลเผือก ๑ ใบเสนียด ๑ ใบน้ำเต้า ๑ ใบพลูแก ๑ มะกล่ำเครือ ๑ รวมยา ๒๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ ละลายสุราทั้งกินทั้งทา แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง แก้พิษหละจับหัวใจแลให้หอบพัก ให้ระส่ำระสายก็ดี หายสิ้นดีนักอย่าสนเท่ห์เลย

ขนานหนึ่งท่านให้เอา หมึกหอม ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบพิมเสน ๑ ข่าแก่ ๑ ดีงู ๑ พิมเสน ๑ ชะมด ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้กินบ้างทาคางบ้างหายดีนัก

ยาแก้หอบ ขนานนี้ท่านให้เอา มูลแมลงสาบ ๑ กฤษณา ๑ จันทน์เทศ ๑ เปลือกสันพร้านางแอ ๑ พันงูแดง ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาช้าง ๑ เขากวาง ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ ถ้าเปนเพื่อไข้ให้ละลายน้ำดอกไม้ก็ได้ น้ำใบทับทิมต้มก็ได้ กินแก้ลิ้นกระด้างคางแข็งหอบพักหายดีนัก

( จบลักษณะหละมหานิลกาฬประจำทรางโจรแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยละอองพระบาท อันชื่อว่าละอองเปลวไฟฟ้า ชื่อว่าละอองทับทิมก็ว่าอันประจำทรางโจรนั้นต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขป

อันว่าลักษณะละอองพระบาทเปลวไฟฟ้า ละอองทับทิมก็ว่านั้น เมื่อจะตั้งก็บังเกิดขึ้นเม็ดยอดแดงดังน้ำชาด มิฉนั้นดุจดังยอดทับทิม กระทำพิษ ให้ลิ้นกระด้างคางแข็งแลให้ตาแข็ง ให้ชักเท้ากำมือกำให้ตัวร้อนเปนกำลัง ถ้าแก้มิทันท่านกำหนดไว้แต่เช้าจนเที่ยงตาย ถ้าแพทย์จะรักษาท่านห้ามอย่าให้วางยาอันร้อนเข้าเหล้าน้ำมันน้ำส้มนั้นเลย ท่านให้แก้ด้วยด้วยยาอันเย็นหอมฝาดขมนั้น จึ่งรอดชีวิตรแลละอองพระบาท ๗ ประการนี้ดุจกัน

ยาแก้ละอองเปลวไฟฟ้า ละอองทับทิม ให้เอาปู่เจ้าพุงแก ๑ ปู่เจ้าสมุงกุย ๑ ตับเต่าทั้ง ๒ สีหวดทั้ง ๒ นมแมวทั้ง ๒ ฉัตร์พระอินทร์ ๑ รากไคร้เครือ ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ เนระภูสี ๑ จันทน์ทั้ง ๒ งวนหมู ๑ รากประคำดีควาย ๑ โคนไม้ไผ่ป่า ๑ ผักแพวแดง ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ น้ำปูนใสก็ได้ ทาปากกุมารหายดีนัก

ขนานหนึ่งท่านให้เอา รากทองหลางหนาม ๑ รากพุงดอ ๑ รากมะกล่ำเครือ ๑ กฤษณา ๑ จันทน์ทั้ง ๒ ผลเบ็ญกานี ๑ สีเสียดเทศ ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำทลายหมากดิบทาปากก็ได้กวาดก็ได้ หายแล

ยาอมสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอาเปลือกคล้ากำมือ ๑ ผักบุ้งขันกำมือ ๑ ใบหว้า ๓ ใบ ต้ม ๓ เอา ๑ แซกดีเกลือแต่น้อย รินออกไว้ให้เย็นให้แซกฝิ่นลงอมหายดีนัก

ยาชื่อสุวรรณธารา ขนานนี้ท่านให้เอา คงคาเดือด ๑ สมุดเกลื่อน ๑ ใบระงับ ๑ ใบน้ำดับไฟ ๑ รากพุมเรียงป่า ๑ รากหญ้านาง ๑ รากพุงดอ ๑ ใบท้าวยายม่อม ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากมะเดื่อ ๑ รากนางนูน ๑ รากจิงจ้อ ๑ นมผา ๑ รากงิ้ว ๑ รากฝาง ๑ ขี้ตะกรันเหล็ก ๑ ดินสีผ่อง ๑ ฝุ่นจีน ๑ ดินประสิวขาว ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าชะโลมก็ได้ กินแก้ระหายน้ำก็ได้ กินแก้พิษภายในก็ได้สิ้นทุกอย่างดีนัก

ยาชื่อเบ็ญจโกฐ (ใหญ่) ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ สมอทั้ง ๓ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ เกสรบัวน้ำทั้ง ๗ ดอกจำปา ๑ ดอกกระดังงา ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกมลิซ้อน ๑ ดอกมลิลา ๑ ดอกสลิด ๑ ดอกคำไทย ๑ ดีปลี ๑ แห้วหมู ๑ ผลจิงจ้อ ๑ ดีงูเหลือม ๑ ฝิ่น ๑ อำพันทอง ๑ ชมด ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๔๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ให้บดกลางคืน ให้แล้วแต่ในวันเดียวกันนั้น ปั้นแท่งตากลมไว้ ๓ วัน แล้วจึ่งเอาออกผึ่งแดดแต่พอแห้งสนิท แล้วจึ่งเอาบันจุขวดไว้ แก้พิษละอองพระบาทอันบังเกิดเพื่อทรางทั้ง ๗ วันนั้น กระทำพิษให้กลุ้มจับหัวใจให้กระสับกระส่ายต่างๆ แลให้สลบไปก็ดี ถ้าจะแก้ทรางขึ้นตาละลายน้ำมะนาวหยอดตา แล้วจึ่งเอาทากระหม่อมแลทาคางท้ง ๒ ข้าง ทาอกบ้างแก้หิวหอบระส่ำระสาย ถ้าจะแก้เชื่อมมึนแลระหายน้ำ ให้ละลายน้ำดอกไม้กิน แก้ได้ทั้งเด็กแลผู้ใหญ่หายแล

( จบลักษณะละอองเปลวไฟฟ้าประจำทรางโจรแต่เพียงนี้ )

 



ทีนี้จะว่าด้วยลมอันชื่อว่าลมกุมภัณฑ์แลบาทยักษ์คู่กัน ซึ่งบังเกิดขึ้นมาประจำทรางโจรนั้นต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ลักษณะโดยสังเขป

อันว่าลักษณะลมกุมภัณฑ์ แลบาทยักษ์ซึ่งบังเกิดนั้น เมื่อจะเกิดให้จับ ตาช้อน ดูสูงหน้าเขียว ให้ชักเท้ากำมือกำหลังแอ่น ให้กัดฟันจับเอา เมื่อกุมารเปนเพื่อพิษต่างๆ แลลมจำพวกนี้จึงบังเกิดพลอย ด้วยขณะนั้น ถ้ามิดังนั้นก็เกิดเพราะบาดเสี้ยนแลหนาม เปนบาดแผลเข้าที่ใดๆ ย่อมเปนไข้พิฆาฏ จึงเปนกำเนิดลมกุมภัณฑ์ ลมบาทยักษ์ แลลมจำปราบก็พลอยด้วยดุจกล่าวมาดังนี้

ถ้าจะแก้ท่านให้เอา เมล็ดในลูกสะบ้าปิ้งไฟ ๑ ลูกคนทีสอขั้ว ๑ พริกไทยขั้ว ๑ ใบกระเม็งขั้ว ๑ ใบสหัศคุณ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเปนผงเอาน้ำใบกระเม็งเปนกระสาย บดแล้วเศก ด้วยพระคาถานี้

สัก์กัต๎ว่า พุท์ธรตนํ ฯ ธัม์มรตนํ ฯ สังฆรตนํ ฯ โอสถํ อุต์ตมํ วรํ หิตํ เทวมนุส์สานํ ปริฬาหูปสมนํ อาหุเนย์ยํ ปาหุเนย์ยํ พุท์ธเตเชน ฯ ธัม์มเตเชน ฯ สังฆเตเชน ฯ โสต์ถินา นัส์สัน์ตุปัท์ทวา สัพ์เพ ทุก์ขา ฯ สัพ์เพ ภยา ฯ สัพ์เพโรคา วูปสเมน์ตุ เต ๑๐๘ จบ

แล้วจึงปั้นแท่งไว้กินแก้ลมกุมภัณฑ์ลมบาทยักษ์ อันจับให้ชักเท้ากำมือกำ ให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ดุจดังกล่าวมาแต่หลังนั้น หายสิ้นทุกประการดีนักใช้ได้ ๑๐๘ ยาขนานนี้ชื่อว่ามูลจิตร

ยาแก้กุมภัณฑยักษ์ ขนานนี้ท่านให้เอา ตาอ้อยแดง ๑ ดอกผักคราด ๑ ผิวมะกรูด ๑ ผิวมะนาว ๑ ผิวไม้ไผ่ป่า ๑ ผิวไม้สีสุก ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ เมล็ดในแตงโม ๑ เมล็ดในแตงกวา ๑ ผลผักชี ๑ มือ ฟัก ๑ มือน้ำเต้า ๑ ผิวไม้บง ๑ หัวคูน ๑ รากถั่วไก่ ๑ รวมยา ๑๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำซาวเข้าเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้กิน แก้ลมกุมภัณฑ์ลมบาทยักษ์หายดีนัก

ยาแก้ชักเส้นกระเหม่นตัว ขนานนี้ท่านให้เอา รากมะกล่ำเครือ ๑ รากหญ้านาง ๑ รากกรุงเขมา ๑ ข่าแก่ ๑ เบี้ยผู้เผา ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำกินหาย

ยาทาตัวแก้ชัก ขนานนี้ท่านให้เอา ใบแมงลักทั้ง ๒ ใบโหระพา ๑ กระชาย ๑ ใบผักเป็ด ๑ ใบกระเม็ง ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำส้มซ่าน้ำส้มสายชูก็ได้ทาหายดีนัก ใช้มามากแล้ว

ยาชื่อปทานพิษ ขนานนี้ท่านให้เอา แก่นมะหาด ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เกสรบัวหลวง ๑ ชะลูด ๑ กรักขี ๑ โกฐทั้ง ๙ ผลชะเอมเทศ ๑ กานพลู ๑ เบ็ญกานี ๑ เนระภูสี ๑ ยา ๑๙ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๗ สลึง การะบูร ๓ บาท ชะมด ๑ พิมเสน ๑ เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง รวมเปนยา ๒๒ สิ่งด้วยกันทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสาย บดปั้นแท่งเท่าเมล็ดถั่วภู กิน ๗ เมล็ดแก้พิษฝีแลไข้สันนิบาต แลแก้ตานทรางอันให้ชัก นั้น แลแก้ลมอันเปนพิษให้ร้อนทุรนทุราย แลตัวร้อนให้ชักจำหระข้างหนึ่งก็ดี ทั้งสองข้างก็ดี ยาขนานนี้อาจบำบัดได้สิ้นทุกประการดีนัก

ถ้าจะแก้ด้วยยาขนานใดๆ มิฟัง แลโรคนั้นกล้าดุจกล่าวมา ให้แพทย์ตั้งยาอันชื่อว่า พระสุริยมณฑล ขนานนี้แก้ต่อไปเถิด

ยาชื่อพระสุริยมณฑล ขนานนี้ท่านให้เอา ชะมดเชียง ๑ พิมเสน ๑ อำพันทอง ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง โกฐทั้ง ๙ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ สังกระนี ๑ เนรภูสี ๑ รากสารพัดพิษ ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ดีงูต้น ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ เปราะหอม ๑ กระถินแดง ๑ พริกหอม ๑ พริกหาง ๑ พริกล่อน ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รากปลาไหลเผือก ๑บาท จันทน์เทศ ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ รากไคร้เครือ ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ กานพลู ๑ น้ำนมราชสีห์ ๑ เอาสิ่งละ ๒ บาท ทองคำเปลว ๑๐๘ แผ่น รวมยา ๓๗ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เทศน้ำกุหลาบก็ได้เปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้กินแก้ชักลิ้นกระด้างคางแข็ง แลแก้พิษไข้เหนือแลตานทรางก็ดี แลแก้ลมกุมภัณฑ์แลบาทยักษ์ แก้ได้ทุกประการเปนมหาวิเศษนักได้เชื่อมาแล้ว

ยังลักษณะลมอันหนึ่งชื่อว่า ลมจำปราบ ร้ายนัก กระทำพิษดุจพิษงู เมื่อจะจับนั้นให้ดิ้นเสือกไปก่อนแล้ว จึ่งให้ชักหลังแอ่นไปถึงตะโพก แลให้ตัวเย็นขนกลับขึ้นเบื้องบน ถ้ามิรู้แก้ ตายทันที แลโลหิตแตกทุกเส้นขน

ยาแก้ลมจำปราบ ให้เอาโกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ เปลือกพุดทรา ๑ เปลือกตะคร้อ ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย

ยาอาบสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอามะขามเปียก ๑ ผลผักชีล้อม ๑ ผลผักชีลา ๑ ผลกระเช้าแดง ๑ รากกระเช้าขาว ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ต้มอาบให้ทั่วตัวแล้วให้นวดด้วยจึงหาย ยาต้มอาบนั้นอย่าให้ร้อนนักทั้งกินทั้งพ่น ให้เศกด้วยมนต์นี้ โอมจำปราบจำเปลว โอมบังพระคลังกระพองสวาหะ ๗ คาบ แล้วให้เศกเปลือกพุดทรา เปลือกตะครองพ่นอีก ห้ามอย่าให้พ่นด้วยสุรา น้ำมัน ถ้าจะผายยา เข้าสลอดจะตายเสีย ท่านให้ผายด้วยยาอันชื่อ เบ็ญจอำฤต มหาอำฤต ทั้งคู่นั้น แลลมจำปราบจำพวกนี้ แพทย์ผู้ใดจะรักษาเปนอันยากนัก ให้ดูลักษณะจงแม่นแท้แล้วจึงให้วางยา อันว่าลักษณะนั้นดุจกันกับป่วงงูเห่า แต่ทว่าป่วงงูเห่านั้นให้ลงให้ราก ก่อนจึงเปน แล้วให้ตัวแดงขนกลับลุกขึ้นทุกเส้น ให้ดิ้นเสือกไปแล้วก็สลบ อันว่าลักษณะลมจำปราบนั้นก็ดุจกัน แต่ทว่าแปลกกันที่ให้ตัวนั้นคล้ำดำเข้า นี้เปนลักษณะลมจำปราบ อาการตายนั้นบอกดุจกัน ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้สำคัญ ดูจงแม่นเด็กผู้ใหญ่ก็มีเหมือนกันดุจกล่าวมาดังนี้

ยาชื่อเบ็ญจอำฤต ขนานนี้ท่านให้เอา มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ สิ่งละส่วน รงทอง ๒ ส่วน มะกรูดใหญ่ ๓ ผล แล้วจึงเอามหาหิงคุ์ รงทอง ยาดำ ทั้ง ๓ สิ่งนี้ยัดเข้าในผลมะกรูดสิ่งละผล แล้วจึงเอามูลโคสดพอกสุมไฟแกลบให้สุกระอุดี แล้วจึงเอารากตองแตก ๔ ส่วน ดีเกลือ ๑๖ ส่วน ทำเปนจุณแล้วประสมกันเข้าจึงบดทั้งเนื้อมะกรูดปั้นแท่งไว้เอาหนัก ๑ สลึง ละลายน้ำส้มมะขามเปียก กินลงสดวกดี นัก ยาขนานนี้ถ้ากุมารได้ ๓, ๔ ขวบกินก็ได้ ดีเหมือนกัน

ยาชื่อมหาอำมฤต ขนานนี้ท่านให้เอา เทียนทั้ง ๕ ตรีกะฏุก สมอไทย ๑ ยาดำที่ดี ๑ ผิวมะกรูด ๑ รากตองแตก ๑ เอาสิ่งละส่วน มหาหิงคุ์ ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ หว้านน้ำ ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน โกฐน้ำเต้า ๑๐ ส่วนครึ่ง รวมยา ๑๗ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำมะขามเปียกเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำร้อนกินแก้ทรางเพื่อลม ถ้าจะชำระมูกเลือดให้ละลายน้ำใบเทียนใบทับทิมต้มกินหายดีนัก

ยาชื่อแท่งทอง ขนานนี้ท่านให้เอา โกฐสอ ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐหัวบัว ๑ เทียนดำ ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ สมุลแว้ง ๑ ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ทองคำเปลว ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณแล้วเอา จันทน์เทศ ๑ กฤษณา ๑ ดอกมะลิ ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกโยทะกา ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท ต้มเอาน้ำเปนกระสายบดปั้นแท่งไว้ แก้ลมกุมภัณฑ์ ลมบาทยักษ์ ปวดขบในอกให้นอนมิหลับสวิงสวายร้อนในอกก็ดี ให้ละลายน้ำดอกไม้แซก ผลจันทน์ ๑ หัวมหากาฬ ๑ กินหายดีนักได้เชื่อแล้วอย่าสนเท่ห์เลย

ถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้ลมทรางทั้ง ๗ จำพวก ให้ดูลักษณะแห่งโรคนั้นก่อน ถ้าวางยาเปนสุขุมมิชอบ จะชอบยาร้อน ก็ให้แพทย์ทวียาเปนอันดับขึ้นไป ตามอายุโรคกุมารกุมารีนั้น ท่านให้วางยา ๗ ขนานนี้ก่อน คือยาหิงคุ์หนึ่ง ยาอินทจักรหนึ่ง ยามหาจักรหนึ่ง ยามหากระเพราหนึ่ง ยาประสระน้ำขิงหนึ่ง ยาประสระดีปลีหนึ่ง ยามหากระเพราใหญ่หนึ่ง ยาทั้ง ๗ ขนานนี้เปนกลาง ให้วางดูก่อน ถ้ามิฟัง จึงให้ประกอบยานี้แก้ต่อไปดุจกล่าวมาดังนี้

ยาชื่อวาโยพินาศ ขนานนี้ท่านให้เอา ตรีกะฏุกสิ่งละ ๔ ส่วน กานพลู ๕ ส่วน หิงคุ์ยางโพ ๑ ดองดึง ๑ เอาสิ่งละ ๖ ส่วน พริกล่อน ๑ รากเจ็ตมูลเพลิง ๑ การะบูร ๑ เอาสิ่งละ ๘ ส่วน ใบหนาด ๒๐ ส่วน รวมยา ๑๐ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะกรูดกิน เปนยาประจำท้องแก้ลมทรางทั้ง ๗ จำพวกหาย

ยาชื่อมหาไชยวาต ขนานนี้ท่านให้เอา ผลโหระพา ๑ กระวาน ๑ เกลือกะตัง ๑ โกฐสอเทศ ๑ การะบูร ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ เปลืกมะรุม ๑ รากจิงจ้อ ๑ เอาสิ่งละส่วน กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ พริกล่อน ๑ หว้านน้ำ ๑ ใบหนาด ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน ยาดำ ๑ เทียนดำ ๑ กานพลู ๑ หัศคุณเทศ ๑ ดองดึง ๑ รากเจ็ตมูลเพลิง ๑ ดีปลี ๑ สมอเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน มหาหิงคุ์ ๘ ส่วน รวมยา ๒๓ สิ่งนี้ทำเปนจุณไว้เปนผงก็ได้ บดปั้นแท่งก็ได้ละลายน้ำส้มส้า น้ำขิงน้ำข่าก็ได้ ให้กินยาขนานนี้อาจสามารถจะประหาร เสียซึ่งลมทรางทั้ง ๗ จำพวก ให้ปราไชยพ่ายแพ้ได้โดยง่าย แลแก้ได้ทั้งลมผู้ใหญ่ คือลมอำมะพาธ ลมราธยักษ์ ลมทักขิณคุณ ลมประวาตคุณ ลมสันดาน ลมกล่อน ลมปัตฆาฎ แลลมทั้งปวงหายดีนัก

ยาชื่อหิงคาธิจร ขนานนี้ท่านให้เอา ลำพันทอง ๑ สะค้าน ๑ หว้านน้ำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ รากช้าพลู ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ รากไคร้เครือ ๑ พริกล่อน ๑ เอาสิ่งละส่วน รากทนดี ๑ กระเทียม ๑ เทียนขาว ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน เทียนดำ ๓ ส่วน โกฐกระดูก ๖ ส่วน ขิงแห้ง ๑ เจตพังคี ๑ เอาสิ่งละ ๘ ส่วน ดีปลี ๑๐ ส่วน สมอไทย ๑๑ ส่วน รวมยา ๑๗ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้หรือทำผงไว้ก็ได้ ตามแต่แพทย์จะยักกระสาย ใช้เอาตามคัมภีร์สรรพคุณ นั้นเถิด แลแก้ลมสันดาน ลมดาลคุณ ลมจุกเสียด แก้ลมแน่นอกขัดอก แลแก้ตกช้าง ม้า วัว ควาย เส้นช้ำเอ็นแคลงภายในชำรุด แลแก้ลมกุมภัณฑ์บาทยักษ์ แลแก้ลมทรางทั้ง ๗ จำพวก หายดีนักได้เชื่อมาแล้ว

ยาชื่อหิงคุวาตา ขนานนี้ท่านให้เอา เทียนเยาวภานี ๑ เทียนทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ กระวาน ๑ ผลกราย ๑ กานพลู ๑ ดอกสน ๑ สมุลแว้ง ๑ รากเจ็ตมูล ๑ ใบคนทีสอ ๑ อุตพิศ ๑ บุก ๑ กลอย ๑ กระดาดทั้ง ๒ รากชุมเห็ดไทย ๑ เปล้าทั้ง ๒ ขิงแห้ง ๑ รากขี้กาทั้ง ๒ รากจิงจ้อใหญ่ ๑ ผลสมอไทย ๑ มหาหิงคุ์ ๑ รากทนดี ๑ แก่นแสมทั้ง ๒ เอาสิ่งละส่วน ยาดำ ๖ ส่วน น้ำประสานทอง ๑ สหัศคุณ ๑ เอาสิ่งละ ๑๒ ส่วน พริกไทย ๑๔ ส่วน ดีปลี ๒๔ ส่วน รวมยา ๔๑ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ก็ได้ ทำผงไว้ก็ได้ให้ละลายน้ำขิง น้ำส้มส้าก็ได้ให้กินแก้ตานโจร แก้ไข้ชราแก้ลมชักเท้ากำมือกำ แลแก้ลมทั้ง ๑๘ จำพวกหายดีนัก

ยาชื่อสว่างอารมณ์ ขนานนี้ท่านให้เอา เปลือกตีนเป็ดต้น ๑ เปลือกตีนเป็ดเครือ ๑ เปลือกมะรุม ๑ เปลือกทองหลาง ๑ สะค้าน ๑ ช้าพลู ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ขมิ้นเครือ ๑ เบ็ญจราชพฤกษ์ ๑ เบ็ญจขี้เหล็ก ๑ เปลือกกันเกรา ๑ ใบแมงลัก ๑ ใบรักขาว ๑ ใบสลัดได ๑ ใบสลอดกินลง ๑ ใบมะตูม ๑ ใบสวาด ๑ ใบเสนียด ๑ ใบคนทีสอ ๑ รากจิงจ้อทั้ง ๒ ตรีผลา ใบกะเม็ง ๑ ผลพิลังกาสา ๑ สหัศคุณทั้ง ๒ มะไฟเดือนห้า ๑ ข่าตาแดง ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ รวมยา ๔๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอาพริกไทยกึ่งยา ทั้งหลายทำเปนจุณละลายน้ำร้อนน้ำส้มซ่าน้ำมะกรูดก็ได้ กินแก้ลมใหญ่ทั้ง ๗ จำพวก หายดุจดังพระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวมาแต่หนหลังนั้นเปนมหาวิเศษนัก

พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวว่า ในลักษณะกุมารเกิดวันเสาร์ เปนกำเนิดแห่งทรางโจรเปนเจ้าเรือนกระทำ โทษ กำหนดทรางนางริ้นเปนทรางจร สำหรับแซกทรางโจรกระทำโทษ กำเนิดหละอันชื่อว่ามหานิลกาฬกระทำโทษสำหรับประจำทรางโจร กำเนิดละอองพระบาทอันชื่อว่าละอองเปลวไฟฟ้าก็ว่า ละอองทับทิมก็ว่ากระทำโทษประจำทรางโจร กำเนิดลมอันชื่อว่ากุมภัณฑ์บาทยักษ์ แลลมจำปราบแซก กระทำโทษสำหรับทรางโจร

( จบบริบูรณ์แต่เพียงนี้ )

 



พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๔ กล่าวด้วยอภัยสันตา, แลทรางเจ้าเรือน ๗ จำพวก, ทรางโจรทรางเพลิง, ต้อ ทรางโจร, ไข้ประจำทรางเจ้าเรือน, เม็ดยอดทรางเจ้าเรือนทรางจรแทรก, บริบูรณ์โดยสังเขปดังนี้

สิทธิการิย จะกล่าวคัมภีร์เตร็จ อันนี้ ซึ่งพระอาจารย์เจ้า ท่านคัดออกมาแต่พระคัมภีร์อไภยสันตา เอามาตั้งไว้ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ (ผูก๔) นี้ต่อไปเปนอาทิ หวังจะให้แพทย์ซึ่งมีปัญญายังอ่อนอยู่ จะพิจารณาดูโรคในคัมภีร์อันพิศดาร นั้นไม่ตลอดจึงกล่าวไว้แต่ย่อพอให้รู้โดยง่ายดังต่อไปนี้

อันว่าลักษณะกุมารกุมารีผู้ใด เกิดมาในวันอาทิตย์ วันอังคาร แลวันเสาร์ก็ดี ถ้าคลอดเวลาเที่ยงเวลาบ่ายแลเที่ยงคืนก็ดีเปนลักษณะแห่งทรางไฟ, ทรางแดง, ทรางโจรเจ้าเรือน ถ้าแพทย์จะรักษาให้ระวังภายใน อย่าให้แม่ทรางประจำวันเข้าจับเอาภายในได้ ถ้าแลจับเอาหัวตับหัวใจเมื่อใดแล้ว แพทย์ที่จะเยียวยานั้นยากนัก ถ้าจับเอาไส้แก่ให้มีอาการลงท้อง ถ้าจับศีร์ษะให้ศีร์ษะเปนปุ่ม ถ้าจับตาให้ตาเสียแต่ตัวนั้นไม่ตาย ถ้าจับเอาหัวตับ, หัวใจ สำแดงโทษให้ลงเปนโลหิตสดๆ ออกมาก่อนแล้วจึงเหน้า กระทำให้ตัวแลหน้าเหลืองซีดปากแดง ถ้าลูกตานั้นเหลืองเข้าเมื่อใดแล้ว ก็ให้ตกมูกตกโลหิต แลตับนั้นก็หย่อนลงไป แล้วก็กระทำให้จับเปนเวลา แล้วจึงขึ้นจับที่ลำคอกระทำให้กินเข้ากินนมมิได้ แลให้ปากแห้งคอแห้ง ถ้าขึ้นจับทรวงอกให้อยากน้ำเปนกำลัง ครั้นกินน้ำอิ่มแล้วก็ให้ตาแห้งหาน้ำตามิได้ ถ้าแพทย์ผู้ใดวางยามิถูก กุมารผู้นั้นก็จะถึงแก่กรรม

อันว่าลักษณะกุมารกุมารีผู้ใด เกิดมาในวันจันทร์, วันพุฒ คลอดเวลาเช้าเวลาเที่ยงก็ดี ครั้นมารดาออกจากเรือนไฟแล้วประมาณ ๓ เดือน จึงตั้งกำเนิดทรางน้ำทรางสะกอเจ้าเรือน เมื่อจะบังเกิดนั้น คือตั้งแต่ลำคอต่อลงมาถึงเพดาลุปากจำพวกหนึ่ง จำพวกหนึ่งกินนอกไส้ขึ้นมาถึงต้นลิ้น แล้วให้เปนเกล็ดดังปลาตะเพียน แล้วให้เปื่อยออกไปถึงต้นไส้ จึงกระทำให้ลงแดง ให้กระหายน้ำให้เชื่อม ถ้าแพทย์วางยาชอบกุมารผู้นั้นจึงจะได้ชีวิตรคืน

ถ้าจะแก้ท่านให้เอา เขากระบือเผือก ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ สีเสียดทั้ง ๒ ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ น้ำประสารทอง ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำจันทน์กินแก้ลงท้องเพื่อทรางน้ำ

ยาแก้ลงทรางสะกอ ขนานนี้ท่านให้เอา ผลจันทน์ ๑ ครั่ง ๑ สีเสียดเทศ ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เกสรบัวขม ๑ น้ำประสานทอง ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดทำแท่ง ละลายสุรากินแก้ลงเปนยางบอน ก็ดี ตกมูกตกโลหิตก็ดี หายสิ้นทุกประการ

ยาแก้ลงเพื่อทรางน้ำ, ทรางสะกอ ขนานนี้เอาหนามหวายขม ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายผลมะพลับจีนกินแก้ลงเพื่อทรางน้ำ ทรางสะกอ ซึ่งลงเปนดังน้ำล้างเนื้อ แลให้สลบไปก็ดี

ขนานหนึ่งเอา กระเทียม ๑ ผลมะตูม ๑ จันทน์แดง ๑ เปลือกโมกมัน ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ ผลทับทิมอ่อน ๑ น้ำตาลทราย ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำร้อนกินแก้ลง เพื่อทรางน้ำ, ทรางสะกอ ซึ่งลงดังน้ำมูก, ดังยวงฝ้ายแลไข่เน่าก็ดี หายสิ้นทุกประการ

อันว่าทรางฝ้ายนั้นขึ้นลิ้นดาดดังยวงฝ้าย ขาวดังสำลีดีดแล้ว มักให้ลงท้องเหม็นดังไข่เน่า ถ้าจะแก้เอา หางนกยูงเผา ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดีงูเหลือม ๑ น้ำตาลทราย ๑ น้ำผึ้ง ๑ บดด้วยน้ำมะนาวกิน

ทรางสกอจำพวกหนึ่ง กระทำให้ปากแดงให้ลงเปนกำลัง ให้เท้าเย็นมือเย็น ถ้าจะแก้เอาครั่ง ๑ สีเสียดทั้ง ๒ หว้านน้ำ ๑ ชะเอม ๑ กะทือ ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ จันทน์ขาว ๑ งาช้าง ๑ น้ำมะนาว ๑ น้ำตาลทราย ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งละลายน้ำกะทือน้ำกระเทียมก็ได้กิน

อันว่าลักษณะกุมารกุมารีเกิดมา ในวันพฤหัศบดี, วันศุกร์, นั้นเปนกำเนิดแห่งทรางโค, ทรางช้างเจ้าเรือน ทรางเข้าเปลือกเปนทรางแซก ถ้าคลอดเวลารุ่งหรือเวลาค่ำก็ดี เมื่อมารดาออกจากเรือนเพลิงแล้วได้เดือน ๑ กับ ๑๕ วัน แม่ทรางจึงขึ้นคอขึ้นลิ้น เมื่อแรกนั้นขาวดังดีบุก ครั้นต่อมาได้ ๒ วัน ๓ วัน ก็ให้เหลืองดังสีเข้าโภชน์ ครั้นกวาดยาก็ด้านลง ไปวันหนึ่งสองวัน แล้วขึ้นขอบตาทั้ง ๒ ข้าง แลขาอ่อนทั้งสองข้าง ให้พรึงเปนแผ่นสีเขียวสีแดงก็มี ให้ลงเปนกำลัง ครั้นแก้ลงหยุดก็พรึงขึ้นทั้งตัว ให้ตัวแดงดังผลตำลึงสุก คนสมมุติว่าออกหัด แต่มิใช่หัดเปนเพราะเภททรางจำพวกนี้เอง บางทีผุดขึ้นมาเปนแผ่นเท่าเมล็ดสบ้าเท่าใบพุดทราก็มี รายขึ้น เสมอเนื้อให้เขียว, แดง, ดำก็ดี ดังเอาหวายฟาดหรือดังตีด้วยมือ ทรางจำพวกนี้ร้ายนักมีพิษดุจไข้ลากสาตร ถ้าแพทย์ผู้ใดไม่ชำนาญแล้วไปรับรักษา ก็เหมือนหนึ่งไปแกล้งฆ่ากุมารฉนั้น

ถ้าจะแก้เอาเปลือกโมกมัน ๑ เปลือกปะโลง ๑ แห้วหมู ๑ รากก้างปลาแดง ๑ หนามหวายขม ๑ ฝางเสน ๑ เมล็ดในสะแก ๑ น้ำตาลโตนด ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้พิษภายในให้ลงเสียก่อนแล้วจึงแก้ต่อไปให้แก้ด้วยยาอันชื่อว่าเบ็ญจตาน แลประสระแสงทองนั้นเถิด

ยาชะโลม ขนานนี้เอาใบขนุนละมุด ๑ ใบสับประรด ๑ ใบหญ้านาง ๑ ดินประสิวขาว ๑ ดินสอพอง ๑ ตำเอาน้ำพ่น เนืองๆ

ขนานหนึ่งเอา ใบผักปลังขาว ๑ ปลายเข้าสาร ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ตำชะโลม ดุจดังกัน

อันว่าลักษณะทรางเข้าเปลือกตัวเมียนั้น เมื่อจะบังเกิดให้พรึงขึ้นดุจเมล็ดเข้าฟ่างทั่วทั้งตัว ยอดนั้นแดง ครั้นสุกแล้วก็แตกออกดังโรคกลากแลพรรไน ทำพิษให้เจ็บในคอกินเข้ากินนมมิได้ ให้ตาแข็งแลท้องขึ้น ทรางจำพวกนี้เกิดออกมาแต่ไส้ใหญ่ก่อน แล้วจึงมาขึ้นต้นลิ้น ภายหลังจึงออกทั้งตัว ถ้าจะแก้เอาจันทน์แดง ๑ เนระภูสี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ผลสาระพัดพิษ ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ทำแท่งละลายน้ำจันทน์กิน

อันว่าลักษณะทรางเพลิงตัวผู้แลอาการนอกนั้น คือให้ปากแดงแลฝ่ามือฝ่าเท้าแดง ให้ลงท้องตกมูกตกโลหิต ตัวร้อนเปนเวลาให้จับเชื่อมมึนไป ถ้าแพทย์จะแก้ให้ดูทวารหนัก ถ้าเห็นแดงดังดอกสัตบุษย์ รอบทวารหนักแล้วเมื่อใด อาการแลลักษณะเภท ดังนี้เปนอาการแลเภทตัด ถ้ารักษาไปปลายมือ จะกระทำต่างๆ จนกุมารผู้นั้นตาย

ถ้าจะแก้ให้เอา หญ้าใต้ใบ ๑ จันทน์แดง ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายสุราหรือน้ำผึ้งก็ได้รำหัดพิมเสนกินเสียก่อน แล้วจึงแต่งยาให้กินต่อไป

ยาแก้ทรางเพลิง ขนานนี้เอา โกฐทั้ง ๕ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ พิมเสน ๑ น้ำประสานทอง ๑ รากไคร้เครือ ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสาระพัดพิษ ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน รวมยา ๒๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำจันทน์กิน แก้พิษทรางเพลิงทรางแห้ง

ยาต้มแก้เชื่อมมัวทรางเพลิง ขนานนี้เอา ดอกบุนนาค ๑ อบเชยเทศ ๑ โกฐก้านพร้าว ๑ รากแฝกหอม ๑ หัวหอม ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ ผลกระวาน ๑ ใบพิมเสน ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้เชื่อมแก้มึน

ยาทาทวารหนัก ขนานนี้เอา ใบสองสลึง ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ เนระภูสี ๑ บดด้วยน้ำมันงาทาทวารแดงทวารเปื่อย

ยาขับพิษทรางเพลิง ในอกในลิ้นขนานนี้ เอาทะลายหมากดิบ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ใบมะยมตัวผู้ ๑ ข่าแก่ ๑ ดีงูเหลือม ๑ บดละลายสุรากินล้อมตับดับพิษทรางเพลิง

อันว่าลักษณะทรางโจรทรางเพลิงนั้นย่อมมีเภท ดุจกัน ให้แพทย์พึงรู้ดังนี้ ทรางโจรทรางเพลิงนั้นย่อมบังเกิดแก่กุมาร คือถ้าเกิดวันอาทิตย์วันเสาร์นั้น บางทีกุมารเกิดวันอาทิตย์ทรางเพลิงเปนเจ้าเรือนทรางโจรแซก บางทีกุมารเกิดวันเสาร์ทรางโจรเปนเจ้าเรือน ทรางเพลิงแซก เข้าเปนสองชื่ออยู่ดังนี้จึงเรียกว่าทรางโจรทรางเพลิง มีลักษณะดังนี้ต่างกันออกทับทรางเพลิง คือแม่ทรางโจรนั้นตั้งขึ้นกลางลิ้นไก่ เข้าไปหาแม่ดังเมล็ดเข้าเม่า จึงกระทำให้คอแห้งกินเข้ากินนมมิได้ ให้ตาฟางก่อน สีตาเหลืองเหมือนดังควันเทียน แล้วให้เชื่อมมึนให้ตัวร้อน ครั้นวางยาชอบ ถอยลง ไปให้แต่ ๔ เดือน ๕ เดือนแล้วค่อยกลับขึ้นมาใหม่ ให้อยากพริกแลของคาวซึ่งชอบกับโรค เมื่อจะกำเริบขึ้นนั้นกระทำให้ลงท้องจะนับเวลามิได้ เปนโลหิตเสมหะเน่าออกมา แล้วให้แปรเปนไปต่างๆ แลให้ซูบผอมสันแข้งเปนหนามดังหนังกระเบน ตาก็ตั้งเปนเกล็ดกระดี่ ขึ้นก่อนแล้วจึงแดงลามออกไปก็กลายเปนต้อก้นหอยอยู่ประมาณ ๔ วัน ๕ วันก็แตกออก กุมารผู้นั้นก็ถึงแก่ความตาย

ถ้าจะแก้ เอารากส้มเสี้ยว ๑ สีเสียดเทษ ๑ น้ำตาลทราย ๑ บดด้วยน้ำนมทาลิ้นเสียก่อน ๔ หรือ ๕ เวลา แล้วจึงแก้ต่อไป

ยาแก้คอ, แก้ไอ, แก้ราก, แก้สอึก ขนานนี้เอา ตรีผลา ๓ กระพังโหม ๑ ผักหวาน ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบมะกล่ำเครือ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดละลายน้ำผึ้งทาลิ้น

ยาแก้ลงแก้ตกมูกตกเลือดแลปวดมวน ขนานนี้เอาหว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เนระภูสี ๑ ผลประคำดีควาย ๑ สีเสียดเทศ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งละลายสุรากิน แก้ทรางโจรทรางเพลิง

ถ้ามิฟัง เอาหว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ จันทน์แดง ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ รากกะทกรก ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ หัวหอม ๑ ผลประคำดีควายเผา ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้ทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายสุราแซกดีงูเหลือมกิน

ขนานหนึ่งเอา งาช้าง ๑ เขากวาง ๑ เทียนทั้ง ๕ บดให้กินแก้อับจน

ยากวาดแก้ทรางโจรทรางเพลิง ขนานนี้เอา พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ หัวกระเทียม ๑ กานพลู ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ รงทอง ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดทำแท่งไว้ทาปาก

ขนานหนึ่งเอา มูลแมลงสาบ ๑ เขากวาง ๑ หางนกยูงเผา ๑ หวายตะค้า ๑ พริกไทย ๑ หัวกระเทียม ๑ เข้าไหม้ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำผงก็ได้ ทำแท่งก็ได้ แก้ลิ้นกุมาร

ยาแก้ร้อนภายใน เอารากพุงดอ ๑ รากงวนหมู ๑ รากเสนียด ๑ รากคูน ๑ รากมะเดื่อ ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำซาวเข้ากินแก้ร้อน แก้ระหายน้ำทรางโจรทรางเพลิง

ยาแก้ทรางแห้ง คือทรางโจรทรางเพลิง ถ้าขึ้นตาเปนเกล็ดกระดี่ แล้วให้เปนยอดขึ้นพรึงไปทั้งตัวดังผด เอาหอมแดง ๑ รากนมแมว ๑ รากเข็มเหลือง ๑ พรมมิ ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ กระเทียม ๑ หว้านเปราะ ๑ รากถั่วภู ๑ เขากวาง ๑ นอแรด ๑ เขากุย ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ เขี้ยวหมี ๑ เขี้ยวหมู ๑ เขี้ยวแรด ๑ โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ การบูร ๑ น้ำประสานทอง ๑ รวมยา ๒๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสายบดทำแท่งละลายน้ำแตงกวากิน แก้ในตาต้อทั้ง ๔ แลต้อสำหรับทรางกุมารทั้งปวง

ยาแก้ต้อเกล็ดกะดี่ ขนานนี้เอา เบ็ญจผักบุ้ง หัวหญ้าชันกาด ๑ ดอกแตงกวา ๑ ดอกตำลึง ๑ บันลังสิลา ๑ สังข์ ๑ ดินถนำ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำแตงกวาใส่ต้อ

ยาแก้ตาฟางกุมาร ขนานนี้เอา เกสรบัวหลวง ๑ ดอกกระดังงา ๑ ดอกสลิด ๑ ดอกสาระภี ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอาน้ำค้างเปนกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำนมคนแซกน้ำใจใคร่เปนกระสาย

ยาแก้ต้อก้นหอย ขนานนี้เอา ดอกสัตบุษย์ ๑ สมอเทศ ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ ดีปลี ๑ ดินถนำ ๑ ตุกต่ำน้ำทอง ๑ รากพุดซ้อน ๑ รากอัญชันทั้ง ๒ รากทองหลางใบมน ๑ รากมะไฟ ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดทำแท่งละลายน้ำใบตำลึงเปนยากัดฝ้าเว้น ๓ วัน ใส่ครั้งหนึ่ง

ถ้าจะให้กัดมากขึ้นไป เอาเกลือแซก ๑ น้ำประสานทอง ๑ การบูร ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน กระวาน ๑ ชะมดเชียง ๑ ดีงูเหลือม ๑ ดีจรเข้ ๑ ดีหมูป่า ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน ตุกต่ำน้ำทอง ๑ ดีปลี ๑ กานพลู ๑ จุณสี ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ จันทน์ทั้ง ๒ โกฐสอ ๑ โกฐหัวบัว ๑ โกฐจุลาลำภา ๑ ขอนดอก ๑ ผลจันทน์ ๑ เปลือกมะรุม ๑ หัวอุตพิด ๑ กระชาย ๑ กระเทียม ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน สังข์ ๑ ดินถนำ ๑ เอาสิ่งละ ๓๒ ส่วน รวมยา ๓๒ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสาย บดทำแท่งละลายน้ำเถาตำลึงใส่ตา ถ้าจะให้กัด แรงขึ้นอีก เอาเมล็ดในละมุดสีดาแซกใส่ กัดสาระพัดต้อทั้งปวง

ยากัดต้อก้นหอย, ต้อลิ้นหมา ขนานนี้เอา ผลมะกล่ำขาว ๑ ผลมะกล่ำดำ ๑ ผลจิก ๑ ผลยาง ๑ เมล็ดสบ้าลิง ๑ ตำลึงลาย ๑ เมล็ดในแคแดง ๑ หัวบุก ๑ หัวกลอย ๑ หัวอุตพิด ๑ หัวเถาคัน ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ เบี้ยผู้ ๑ สังข์ ๑ หัวตะโหนด ๑ (บางฉบับว่า หัวโขมด ) ดินถนำ ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๑๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำเถาตำลึงเปนกระสายบดทำแท่งละลายน้ำใส่ตา เปนยากัดต้อทั้งปวงแล้วจึงแต่งยาสมาน ใส่ต่อไป

ยาสมานตาต้อ ขนานนี้เอา สมอเทศ ๑ ฝิ่น ๑ ม่าเหมี่ยว ๑ สมอฝ้ายเทศอ่อน ๑ ดีงูเหลือม ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดทำแท่งละลายน้ำนมคนน้ำดอกไม้ก็ได้ เปนยาสมานตาแลแก้ปวดเคือง

ยาแก้ต้อลำไย ขนานนี้เอา ฝาหอยโข่ง ๑ สังข์ ๑ เบี้ยผู้ ๑ ดินถนำ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท สุมด้วยไม้สะแก เอาลิ้นทะเล ๑ บาท เข้าสารดำ ๙ เมล็ด พิมเสน ๖ กล่ำ แล้วจึงเอาใบมะเฟือง ๑ บาท ใบกระเพรา ๒ บาท ยา ๒ สิ่งนี้ ตำคั้นเอาน้ำเปนกระสาย บดทำแท่งตากลมละลายด้วยน้ำนมคนก็ได้ น้ำดอกไม้ก็ได้เปนกระสายใส่ตาเด็ก

ยาแก้ทรางโจรทรางแห้ง ขนานนี้เอา ใบเทียน ๑ ใบทับทิม ๑ ใบสวาด ๑ ใบพิมเสน ๑ ใบกระเพราทั้ง ๒ พริกไทย ๑ หัวหอม ๑ กะชาย ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เกล็ดปลาช่อนเผา ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ น้ำประสานทอง ๑ ลิ้นทะเล ๑ รวมยา ๑๕ สิ่งนี้ เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำสุรากินแก้ทรางโจร, ทรางแห้งซึ่งกระทำให้อยากเกลืออยากพริก ให้ผอมเหลืองให้ไอให้หอบแลเปนต่างๆ



ทีนี้จะกล่าวด้วยลักษณะทราง ๗ วัน เปนคัมภีร์เตร็จพระอาจารย์เจ้าท่านยกเข้ามาสมทบแซกในที่นี้ หวังจะให้แพทย์ทั้งหลายรู้จักซึ่งกำเนิดไข้ แลเม็ดทรางนั้นต่อไปโดยสังเขปดังนี้

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันอาทิตย์ล้มไข้ลง ท่านว่าเปนไข้เพื่อกำเดา กำเนิดทรางคือทรางเพลิงเจ้าเรือน แรกขึ้นนั้นขึ้นในสดือแล้วก็กระจายออกไป ภายหลังกลับเข้าประชุม กันพร้อมในสดืออีก

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันจันทร์ล้มไข้ลง ท่านว่าเปนไข้เพื่ออาโปธาตุ กำเนิดทรางคือทรางน้ำเปนเจ้าเรือน ถ้าขึ้นที่ลิ้นกินเข้ากินนมมิได้ มักให้ลงให้รากดังน้ำซาวเข้าดังไข่ร่วน

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันอังคารล้มไข้ลง ท่านว่าเปนไข้เพื่อโลหิตรักษายากนัก กำเนิดทรางคือทรางแดงเจ้าเรือน แรกตั้งขึ้นนั้นขึ้นรอบสะดือให้ลงท้อง มือแลเท้าเย็นให้เชื่อมให้หลังแข็งไป

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันพุฒล้มไข้ลง ท่านว่ากินของผิดสำแลง ไข้เพื่ออาโปธาตุ กำเนิดทรางคือทรางสะกอเปนเจ้าเรือน

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันพฤหัศบดี ล้มไข้ลงท่านว่าเปนเพื่อกำเดา ให้ปวดศีร์ษะตัวร้อน ให้มือแลเท้าเย็น กำเนิดทรางคือทรางโคเปนเจ้าเรือน ถ้าขึ้นลิ้นให้ลิ้นกระด้างคางแข็งดูดนมมิได้ ท่านให้ระวังใน ๓ วัน พ้นนั้นมิเปนไร

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันศุกร์ล้มไข้ลง ท่านว่าเปนไข้เพื่อลมให้ท้องขึ้นในเวลาเย็น กำเนิดทรางคือทรางช้างเปนเจ้าเรือนตั้งขึ้นแล้วมักกลายเปนทรางแดงรักษายาก นัก แต่ช้าตาย ขณะเมื่อค่อยคลายให้กลายเปนตานโจร ให้แพทย์รักษาจงดี อย่าไว้ใจเลย

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันเสาร์ล้มไข้ลง ท่านว่าไข้เพื่อลมให้รากให้ขัดหนักขัดเบา กำเนิดทรางคือ ทรางโจรเปนเจ้าเรือนตั้งขึ้นให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้เถิด

ทีนี้จะกล่าวด้วยทรางจรต่อไป ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้จักลักษณะทราง อันบังเกิดแก่กุมารกุมารีทั้งหลายโดยสังเขปดังนี้

อันว่าลักษณะทรางกระดูกนั้น เมื่อตั้งยอดขึ้นได้สองวันแล้ว ก็หลบหายเข้าไปในท้อง จึงทำให้ลงท้องให้มือเย็นเท้าเย็น แม่ทรางนั้นจึงกลับมาขึ้นต้นลิ้นยอดหนึ่งแข็งดังตาปลา ถ้าแพทย์รู้แท้แล้ว ท่านให้แกะให้แทงออกเสียก่อน แล้วจึงเอายาบ้าย เถิดหายแล

อันว่าลักษณะทรางกระแหนะนั้น ตั้งขึ้นมีสัณฐานยอดเล็กกลางยอดดำริมยอดแดง ครั้นหลบลงไปเข้าท้องจึงทำให้ตกมูกเลือดทรางจำพวกนี้ร้ายนัก

อันว่าลักษณะทรางนางริ้นนั้น ตั้งยอดขึ้นขาวดังน้ำแก้ว ครั้นหลบลงกลับเข้าท้องจึงทำให้ลงดังน้ำซาวเข้า

อันว่าลักษณะทรางประถมกัลป์นั้น บังเกิดเพื่อโลหิตให้ปากแดง ครั้นเมื่อหลบลงไปเข้าท้องจึงทำให้ลงดังน้ำชานหมาก

อันว่าลักษณะทรางแต่บรรดาที่กล่าวมาแล้ว ทั้งทรางเจ้าเรือนแลทรางจรในปฐมจินดาร์ผูก ๔ นี้ ว่าแต่ลักษณะเม็ดยอดที่ตั้ง อันว่าประเภทแลอาการนั้น มีแจ้งอยู่ในปฐมจินดาร์ผูก ๓ โน้นแล้ว ในที่นี้พระอาจารย์เจ้าท่านว่าไว้แต่ที่เม็ดยอด โดยสังเขปดังนี้

ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษากุมารกุมารีสืบไปข้างน่านั้น มิได้เรียนพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์, แลคัมภีร์อภัยสันตา ละพระคัมภีร์อันนี้เสีย บุคคลผู้นั้นก็เปรียบเหมือนตาบอด ไต่สพานมิได้ยึดราวก็จะพลันตกลง ได้แต่ตำราที่ท่านเขียนไว้เอาไปเที่ยวรักษาด้วยจิตรโลภเจตนาจะใคร่ได้อามิ ศบูชา แห่งท่าน ผิดชอบฉันใดมิได้รู้ดุจดังพระบาฬีที่ท่านกล่าวไว้ว่า วางยาผิดครั้งหนึ่งดุจดังประหารคนไข้ด้วยหอก วางยาผิดสองครั้งดุจดังประหารคนไข้ด้วยเพลิง วางยาผิดสามครั้งดุจดังประหารคนไข้ด้วยสายอสุนีบาต สัตว์จำพวกนั้นก็จะมรณะเปนอันเที่ยงอย่าพึงสงไสยเลย ถ้าแพทย์ผู้ใดได้เรียนคัมภีร์ปฐมจินดาร์, คัมภีร์อภัยสันตา ได้ชำนาญแล้วเมื่อใด อันว่ากุมารกุมารีทั้งปวงนั้นก็จะอยู่เย็นเปนศุข เพราะปราศจากไภยแห่งมรณะแล



พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๕ ว่าด้วยลักษณะตานโจรเปนกำหนด ทรางเจ้าเรือนแลทรางจร, กำลังไข้ทรางเจ้าเรือน, กิมิชาติ ประจำกาย, สิ้นทรางเจ้าเรือนแลทรางจร, ทรางโจรแล้วเพื่อพยาธิ โดยสังเขป

อันว่าแพทย์ผู้ใด อภิบาลรักษากุมารกุมารีไปเมื่อปลายมือนั้น คือกุมารกุมารีผู้ใดเมื่อสิ้นกำหนดทรางเจ้าเรือน แลทรางจรนั้นแล้วตานโจรจึงกระทำต่อไป ถ้าจะใคร่รู้ว่าทรางเจ้าเรือนนั้นสิ้นกำหนดสักเพียงใด แลทรางจรนั้นกำหนดสักเพียงใดจึงสิ้น ท่านให้แพทย์ทั้งหลายผู้มีปัญญาอันน้อย พิจารณาสังเกตดูเอาตามพระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้ ดังนี้เถิด

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันอาทิตย์ ทรางเพลิงเปนเจ้าเรือน ทรางกรายเปนทางจร กำหนดทรางเพลิงเจ้าเรือนกระทำโทษนั้น ขวบ ๑ กับ ๑๑ เดือน ทรางจรกำหนด ๗ เดือน รวมเข้าด้วยกันเปน ๒ ขวบกับ ๖ เดือน มีเศษ ๖ วัน สิ้นกำหนดทรางเพลิงแต่เพียงนี้

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันจันทร์ ทรางน้ำเปนเจ้าเรือนทรางฝ้ายเปนทรางจร กำหนดทรางน้ำเจ้าเรือนกระทำโทษนั้นขวบ ๑ กับ ๖ เดือน ทรางจรกำหนด ๖ เดือน รวมเข้าด้วยกันเปน ๒ ขวบ กับมีเศษ ๑๕ วัน สิ้นกำหนดทรางน้ำแต่เพียงนี้

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันอังคาร ทรางแดงเปนเจ้าเรือน ทรางกระแหนะเปนทรางจร กำหนดทรางแดงเจ้าเรือนกระทำโทษนั้น ๓ ขวบกับ ๖ เดือน ทรางจรกำหนดขวบ ๑ กับ ๖ เดือน รวมเข้าด้วยกันเปน ๕ ขวบกับมีเศษ ๘ วัน สิ้นกำหนดทรางแดงแต่เพียงนี้

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันพุฒ ทรางสะกอเปนเจ้าเรือน ทรางกระตังเปนทรางจร กำหนดทรางสะกอเจ้าเรือนกระทำโทษนั้นขวบ ๑ กับ ๔ เดือน ทรางจรกำหนดขวบ ๑ กับ ๓ เดือน รวมเข้าด้วยกันเปน ๒ ขวบ ๗ เดือนกับมีเศษอีก ๑๗ วันสิ้นกำหนดทรางสะกอแต่เพียงนี้

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันพฤหัศบดี ทรางโคเปนเจ้าเรือน ทรางเข้าเปลือกเปนทรางจร กำหนดทรางโคทำโทษนั้น ๒ ขวบ กับ ๕ เดือน ทรางจรกำหนดขวบ ๑ กับ ๖ เดือน รวมเข้าด้วยกันเปน ๓ ขวบกับ ๑๑ เดือน มีเศษวันอีก ๑๙ วัน สิ้นกำหนดทรางโคแต่เพียงนี้

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันศุกร์ ทรางช้างเปนเจ้าเรือน ทรางกระดูกเปนทรางจร กำหนดทรางช้างกระทำโทษนั้น ๒ ขวบ กับ ๙ เดือน ทรางจรกำหนด ๗ เดือน รวมเข้าด้วยกันเปน ๓ ขวบ กับ ๔ เดือน กับมีเศษวันอีก ๒๑ วัน สิ้นกำหนดทรางช้างแต่เพียงนี้

ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเกิดวันเสาร์ ทรางโจรเปนเจ้าเรือนทรางนางริ้นเปนทรางจร กำหนดทรางโจรกระทำโทษนั้น ๓ ขวบกับ ๘ เดือน ทรางจรกำหนดขวบ ๑ กับ ๗ เดือน รวมเข้าด้วยกันเปน ๕ ขวบกับ ๓ เดือน มีเศษอีก ๑๐ วัน สิ้นกำหนดทรางโจรแต่เพียงนี้

ทั้งนี้เปนกำหนดทรางเจ้าเรือนแลทรางจรทั้ง ๗ จำพวกอันกระทำโทษนั้นสิ้นกำหนดดุจกล่าวมาแต่เพียงนี้
ทีนี้จะว่าด้วยกำหนดวันไข้ ซึ่งบังเกิดแก่กุมารกุมารีทั้งหลายต่อไป ว่าจะหาย, จะหนัก, จะตาย, สักเพียงใด ดังพระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวโดยไนยกำหนดดังนี้

ทรางเพลิงแต่แรกล้มไข้มา กำหนด ๑๑ วันจึงถอย ถ้าไม่ถอยตาย

ทรางน้ำแต่แรกล้มไข้มา กำหนด ๑๒ วันถอย ถ้าไม่ถอยไข้นั้นหนักอยู่

ทรางแดงเมื่อแรกล้มไข้มา กำหนด ๑๓ วันจึงถอย ถ้าไม่ถอย ไข้นั้นตาย

ทรางสะกอเมื่อแรกล้มไข้มา กำหนด ๑๔ วันจึงถอย ถ้าไม่ถอยไข้นั้นมากไป

ทรางโคเมื่อแรกล้มไข้มา กำหนด ๑๕ วันจึงถอย ถ้าไม่ถอย ตาย

ทรางช้างเมื่อแรกล้มไข้มา กำหนด ๑๖ วันถอย ถ้าไม่ถอยตาย

ทรางโจรเมื่อแรกล้มไข้มา กำหนด ๑๗ วันจึงถอย ถ้าไม่ถอย ตายเปนเที่ยง

นี้แลท่านว่าไว้เปนกำหนดกำลังไข้ ถ้าพ้นกำหนดแล้วไซ้ไข้นั้นไม่ถอย ก็เปนกำหนดแห่งกุมารผู้นั้น เข้าอยู่ในเงื้อมมือพระยามัจจุราชแล้ว ในเมื่อไข้สิ้นกำหนดทรางเจ้าเรือนแลทรางจรนั้นแล้ว จึงบังเกิดโรคทั้ง ๗ จำพวก คือสมมุติว่าตานโจรนั้นดุจเปนไข้ขี้ฉ้อ แลแพทย์ทั้งหลายมิได้รู้จักกำเนิดแลหลับจักษุรักษา กุมารดุจหนึ่งประหารกุมารนั้นด้วยเพลิง ก็จะตายเปนอันเที่ยงอย่าพึงสงไสยเลย



ว่าด้วยกิมิชาติแลตานโจร

ทีนี้จะว่าด้วยกุมารกุมารี อันมีอายุล่วงพ้นกำหนดทรางเจ้าเรือนแลทรางจรแล้ว คือกุมารนั้นอายุตั้งแต่ ๕ ขวบ ๖ ขวบ ขึ้นไปเปนลักษณะแห่งตานโจร ด้วยบริโภคอาหารต่างๆ ที่ไม่เคยบริโภคเหมือนเมื่อพรหม ลงมากินดินง้วน ดังนั้น ก็มีกายอันวิปริต ต่างๆ ด้วยแต่ก่อนเคยเสวยซึ่งทิพยวิมาน ครั้นประดิษฐานลงมากินง้วนดิน กายก็แปรไปตามเภทเปนมนุษย์จึงมีประเวณีตามพืชน์แผ่นดิน อันว่ากุมารซึ่งมาเอาชาติปฏิสนธิในครรภ์แห่งสัตรีภาพ ต่างๆนั้น ครั้นได้รับประทานอาหารแปลกอันที่ไม่เคยบริโภคก็ให้บังเกิดโรคต่างๆ แล้วก็ให้บังเกิดซึ่งหมู่กิมิชาติหมู่หนอน ๘๐ จำพวก อันจะเบียดเบียฬทุกตัวสัตว์มิได้เว้นเลย เมื่อสัตว์ทั้งหลายบริโภคซึ่งอาหารหยาบดังนั้น จึงบังเกิดกิมิชาติหมู่หนอน ๘๐ จำพวก อาไศรยกินอยู่ ณ ภายในแห่งสัตว์ทั้งปวงต่างๆ ดุจกล่าวมานี้

อันว่ากิมิชาติอาไศรยอยู่ในกระเพาะอาหารเก่า, กระเพาะอาหารใหม่นั้น ๗ จำพวก ชื่อกะตะจำพวก ๑ ชื่อโอตะกะจำพวก ๑ ชื่อคันทุปาจำพวก ๑ ชื่อตาลหิระจำพวก ๑ ชื่อสุจิมุขะจำพวก ๑ ชื่อปวัตนันตุจำพวก ๑ ชื่อสุกะตะจำพวก ๑ เปน ๗ จำพวกด้วยกันดังนี้

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในสมองกระดูกนั้น ๒ จำพวก ชื่อยาวะจำพวก ๑ ชื่อโสภาจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ที่ม้าม ๒ จำพวก ชื่อกะตะจำพวก ๑ ชื่อราตวัตถาจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในหทัย ๔ จำพวก ชื่อทะนันตะจำพวก ๑ ชื่อมหาทะนันตะจำพวก ๑ ชื่อโลหิตะจำพวก ๑ ชื่อมหาโลหิตะจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในปิตตัง ในเสมหัง นั้น ๓ จำพวก ชื่อนิละกะจำพวก ๑ ชื่ออุปวะจำพวก ๑ ชื่อลามุขะจำพวก ๑

อันว่ากิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในกระบอกตา ๓ จำพวก ชื่อมาณะจำพวก ๑ ชื่อตะกาจำพวก ๑ ชื่อณะวะจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในบุพโพ ๓ จำพวก ชื่อมัญชุจำพวก ๑ ชื่อมุขะจำพวก ๑ ชื่อมิกขะละจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในตับ ๓ จำพวก ชื่อวระณะจำพวก ๑ ชื่อตะณะจำพวก ๑ ชื่อสวะระจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในพุง ๖ จำพวก ชื่ออวิชาจำพวก ๑ ชื่ออะธิวิชาจำพวก ๑ ชื่อวัตธาจำพวก ๑ ชื่อสิธาจำพวก ๑ ชื่อทสะหะจำพวก ๑ ชื่อมุนขะจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในมันเหลว ๒ จำพวก ชื่อพิมันชาจำพวก ๑ ชื่อเลมขะจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในทวารเบื้องต่ำนั้น ๓ จำพวก ชื่อกิททาจำพวก ๑ ชื่อภะยะจำพวก ๑ ชื่อปาลาตะจำพวก ๑

อันว่ากิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในกลางตัว ๔ จำพวก ชื่อโลหะมุขะจำพวก ๑ ชื่อมหาโลหะมุขะจำพวก ๑ ชื่อมุนะชาจำพวก ๑ ชื่อมหามุนะชาจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในปอดนั้นมี ๖ จำพวก ชื่อเสตะจำพวก ๑ ชื่อโลหิตะจำพวก ๑ ชื่อจะวะกาลจำพวก ๑ ชื่อสิวาจาจำพวก ๑ ชื่ออัคคะจำพวก ๑ ชื่อมหาอัคคะจำพวก ๑

อันว่ากิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในลำไส้น้อยไส้ใหญ่นั้น ๖ จำพวก ชื่อวะระสิมหาจำพวก ๑ ชื่อวะระนะตาจำพวก ๑ ชื่อมหาวะระนะตาจำพวก ๑ ชื่อสิบปาจำพวก ๑ ชื่อมหาสิบปาจำพวก ๑ ชื่อสันตะอันตาจำพวก ๑ เปน ๖ จำพวกด้วยกันดังนี้

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในมันข้นนั้น ๓ จำพวก ชื่อสุธาชะจำพวก ๑ ชื่อสิเนหะชาจำพวก ๑ ชื่อมหาสิเนหชาจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในเบื้องต่ำอโธคะทวาร จนถึงที่สุดแห่งปลายเท้านั้น ๕ จำพวก ชื่อวิสรรหาจำพวก ๑ ชื่อสิวาระจำพวก ๑ ชื่อเตชันตะจำพวก ๑ ชื่อสิวะราจำพวก ๑ ชื่อมหาสิวะราจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยอยู่ในเกษา นั้น ๒ จำพวก ชื่อพะละวาจำพวก ๑ ชื่อมหาพะละวาจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ฆานะ บริโภคน้ำมูกนั้น ๓ จำพวก ชื่อณะหาปัตระจำพวก ๑ ชื่อฉละมุคะจำพวก ๑ ชื่อสัตมุคะจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในชิวหา นั้น ๓ จำพวก ชื่อกาละจำพวก ๑ ชื่อมุกขาจำพวก ๑ ชื่อมันนะเปละจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ใต้เล็บมือเล็บเท้านั้น ๓ จำพวก ชื่อเลหะจำพวก ๑ ชื่อราคะจำพวก ๑ ชื่ออะวัณณะจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในเนื้อ แลตามแถวเส้นแถวเอ็นนั้น ๓ จำพวก ชื่อกันนะจำพวก ๑ ชื่อรัชชะกะจำพวก ๑ ชื่อโลหิตะจำพวก ๑

กิมิชาติอาไศรยกินอยู่ในคอนั้น ๒ จำพวก ชื่อรัมมะหาจำพวก ๑ ชื่อมหารัมมะหาจำพวก ๑

อันว่ากิมิชาติ ๘๐ จำพวกนี้ ย่อมอาไศรยกินอยู่ในภายในกายแห่งมนุษย์ แลสัตว์ทั้งหลายทุกตัวสัตว์มิได้เว้น ครั้นว่ากิมิชาติทั้งหลายเหล่านี้เจริญขึ้นเมื่อใดแล้ว ก็ย่อมกระทำเบียดเบียฬสัตว์ แลมนุษย์ให้บังเกิดโรคแปรปรวนเปนประการต่างๆ ดุจดังกล่าวมาแต่หลัง แลยังจะมีต่อไปข้างน่านั้น ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ ดุจดังพระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์นี้ จบลักษณะกิมิชาติ ๘๐ จำพวกยุติแต่เพียงนี้



ทีนี้จะกล่าวด้วยลักษณะตานโจรอันบังเกิดขึ้น เปนเพื่อพยาธิ ๑๑ จำพวกนั้นต่อไป พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้เปนสังเขป หวังจะสงเคราะห์แพทย์ซึ่งจะรักษาโรคทารกเมื่อปลายมือ นั้น ให้แพทย์พึงพิจารณาดูลักษณะ แลอาการแห่งกุมารกุมารีทั้งหลาย ให้แม่นยำตามลักษณะพยาธิทั้ง ๑๑ จำพวกนั้นเถิด

ไนยหนึ่งลักษณะตานโจรนั้น ก็ย่อมระคนปนไปด้วยธาตุทั้ง ๔ ด้วย ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ดุจกล่าวมานี้

อันว่าลักษณะพยาธิ ๑๑ จำพวกนั้น ชื่อปุระธาตุบทจำพวก ๑ ชื่อปัตชิวหาจำพวก ๑ ชื่อสันตาจำพวก ๑ ชื่ออุทราจำพวก ๑ ชื่อพลพะหะจำพวก ๑ ชื่อคงสทานไฟจำพวก ๑ ชื่อพรมกิศจำพวก ๑ ชื่ออุมุธาตุจำพวก ๑ ชื่อมุษกายธาตุจำพวก ๑ ชื่อรัตนปัลลาธาตุจำพวก ๑ พยาธิ ๑๑ จำพวกนี้คือตานโจรสิ้นทั้งนั้น

ลักษณะพยาธิอันชื่อว่าปุระธาตุบทนั้น บังเกิดเพื่อทรางเพลิงข้างตอนต้นนั้น กระทำให้ลงเปนโลหิตออกมาก่อนแล้วจึงให้ตัวเหลืองหาแรงมิได้ ให้อยากของสดของคาวเปนกำลัง อันหนึ่งชื่อปัตฉันนะธาตุกระทำบั้นปลาย จึงให้ขึ้นในช่องนาสิก ให้ตึงดังเปนหวัดเหม็นเน่า แล้วก็ลงทางต้นลิ้นตลอดปลายเท้า ให้น้ำลายตก มิรู้ขาด ให้คอแห้งกินอาหารมิได้ ครั้นอาหารมิได้ตั้งเปนที่ตั้ง แล้วโรคนั้นก็วิปริตต่างๆ กุมารผู้นั้นยายากนัก

ถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้พยาธิคือตานโจร ๒ ประการนี้ ท่านให้แก้ลิ้นแก้คอให้ตก เสียก่อน จึงให้กินยาหน่วง แก้โลหิตต่อไปเถิด

ยาแก้ลิ้นตานโจร ให้คอแห้งกินเข้ากินนมมิได้ ขนานนี้ท่านให้เอารากสนเทศ ๑ สีเสียดเทศ ๑ ชะเอม ๑ น้ำตาลทราย ๑ รวมยา ๔ สิ่งเอาเสมอภาคบดทาลิ้น

ยาแก้น้ำลายไหล ขนานนี้ท่านให้เอายาอันชื่อว่าตรีผลาหอมนั้น ๘ ส่วน รากกระพังโหม ๑ ส่วน รากผักหวานบ้าน ๑ ส่วน รากกระเพรา ๑ ส่วน รากมะกล่ำเครือ ๑ ส่วน รวมยา ๕ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำผึ้งทาคอ

ขนานหนึ่งท่านให้เอา หญ้าใต้ใบ ๑ จันทน์แดง ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดทำแท่งไว้ละลายสุราทาปากทาลิ้นก็ได้

ยาชำระตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ตรีกระฏุก ๑ เทียนทั้ง ๕ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ผลสลอดประสระแล้ว ๒ ส่วน เมื่อจะประสระผลสลอดนั้นให้เอาแช่น้ำปลาร้าปากไหไว้คืน ๑ แล้วจึงเอายัดเข้าไว้ในผลมะกรูด สุมไฟแกลบให้ระอุดีแล้ว จึงเอาบดเข้ากับยาทั้งผลมะกรูดด้วยกัน ทำเปนเม็ดไว้เท่าเมล็ดพริกไทยให้กิน ๕ เม็ด ๖ เม็ด ๗ เม็ด ถ้ากุมารอายุได้ ๓ ขวบ ๖ ขวบขึ้นไปให้กิน ๑๑ เม็ด ๑๕ เม็ด ตามธาตุตามกำลังกุมารนั้นเถิด

ขนานหนึ่งท่านให้เอา กระเทียม ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ ผิวมะกรูด ๑ การะบูร ๑ พริกไทย ๑ ดีปลี ๑ รากจิงจ้อ ๑ ใบสลอด ๑ ใบมะตูม ๑ ใบสวาด ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน แต่ใบไม้ทั้ง ๒ สิ่งนั้นนึ่งเสียก่อนแล้วจึงชั่ง รงทอง ๑ ยาดำ ๑ รากตองแตก ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน รวมยา ๑๒ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำส้มซ่าเปนกระสายบดทำเปนเม็ดเท่าเมล็ดฝ้าย ละลายสุรากินได้ตั้งแต่ ๑ เม็ด จนถึง ๙ เม็ด ตามกำลังธาตุแห่งกุมารนั้นหนักเบา เปนยาชำระโทษร้ายให้ตกสิ้น แล้วจึงแต่งยาหน่วงให้กินต่อไป ท่านให้เอาหว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ จันทน์แดง ๑ เบ็ญกานี ๑ เนรภูสี ๑ ผลประคำดีควาย ๑ สีเสียดเทศ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำส้มซ่าเปนกระสายบดทำแท่ง ละลายสุรากินแก้พิษทรางโจร แลลงเพื่อทรางโจร

ถ้ามิฟังท่านให้เอา หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เบ็ญกานี ๑ เนรภูสี ๑ รากคันทรง ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ หอม ๑ ขมิ้นนอ้อย ๑ ผลประคำดีควาย ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินแซกดีงูเหลือมกิน ถ้ามิฟังยาเหล่านี้แล้ว จึงให้เอายาตำหรับหลังแก้ต่อไป

ยาชื่อนาษพิษ ขนานนี้ แก้พิษทรางโจร ทรางเพลิง ท่านให้เอา หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ จันทน์ทั้ง ๒ ดีงูทั้ง ๒ (คือดีงูต้นแลเครือ) กรุงเขมา ๑ รากไคร้เครือ ๑ เนระภูสี ๑ ผลราชดัด ๑ รากระย่อม ๑ ผลประคำดีควาย ๑ ใบประคำไก่ ๑ ฝิ่นทั้ง ๒ สังกระณี ๑ จุกกะโรหินี ๑ ดีงูเหลือม ๑ ยาฝิ่น ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาดีงูเหลือมแช่น้ำเปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายสุรากินดับพิษภายในทั้งปวง แม้นพิษจะกระทำสักเท่าใดๆก็ดี ให้คัดปากเอายานี้กรอกเข้าไปได้เคยหายมามากแล้ว

ยาแก้เสมหะตีขึ้น ขนานนี้ท่านให้เอา ตรีกะฏุก ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ รากส้มกุ้ง ๑ ฝักส้มป่อย ๑ รากมูลกาแดง ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ แล้วจึงเอาขันทศกร, น้ำตาลกรวด, น้ำตาลทราย, น้ำมะนาว, น้ำส้มมะขามเปียก, กวนเข้าด้วยกันกับยาทั้งนั้น ทาลิ้นบ่อยๆจนกลืนเข้าไปได้

ยาแก้กินเข้า, กินนมมิได้แลกำลังน้อย ท่านให้เอาศีร์ษะบัวขม ๑ เข้าสาร ๑ ยาทั้ง ๒ สิ่งนี้บดด้วยน้ำนมโคหรือน้ำนมคนก็ได้ ให้ทารกกินมีกำลังทั้งเจริญอาหารด้วยดีนัก

ขนานหนึ่ง ท่านให้เอา กระจับบก ๑ เกสรบัวหลวง ๑ รากละหุ่งแดง ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดละลายน้ำเข้า ที่แรกเดือด ให้กิน

ยาชะโลมแก้ร้อนทรางเพลิง ขนานนี้ท่านให้เอา รากโมง ๑ รากลำดวน ๑ หญ้าแพรก ๑ ดินประสิวขาว ๑ บดละลายน้ำซาวเข้าชะโลมแก้ตัวร้อนทรางเพลิง

ยาแก้ระหายน้ำแก้ร้อนทรางโจร, ทรางเพลิง, ท่านให้เอารากเข้าสาร ๑ รากบัวหลวง ๑ รากถั่วภู ๑ รากทองหลางหนาม ๑ รากสลอดน้ำ ๑ จันทน์ทั้ง ๒ รากสลิด ๑ รากเท้ายายม่อม ๑ รากน้ำนอง ๑ รากคากรอง ๑ ปู่เจ้าลอยท่า ๑ รากพิศนาด ๑ รากสีหวด ๑ รากหญ้านาง ๑ สันพร้านางแอ ๑ รวมยา ๑๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าทั้งกินทั้งชะโลมแก้ระหายน้ำ, แก้ร้อนทรางโจร, ทรางเพลิง, หาย

ยาแดงแก้ตานโจรกระทำท้อง ท่านให้เอา จันทน์ทั้ง ๒ เปลือกมะเกลือเลือด ๑ เปลือกขี้อ้าย ๑ เปลือกหางกราย ๑ เนรภูสี ๑ สังกระณี ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กานพลู ๑ ดีปลี ๑ ขิงแห้ง ๑ เปลือกมะทราง ๑ รวมยา ๑๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำเปลือกมะรุมเปนกระสาย บดทำแท่งละลายน้ำเปลือกมะม่วงพรวน, เปลือกมะเดื่อ, เปลือกมะกอก, ก็ได้ กินแก้ตกมูกตกเลือดตานโจร อันบังเกิดพยาธิอันชื่อว่าบุรธาตุบทกล่าวมาดังนี้ตกสิ้น กุมารนั้นจึงจะรอดจากความมรณไภย

อันว่าลักษณะพยาธิอันชื่อว่า สันตาธาตุนั้น บังเกิดเพื่อทรางน้ำกระทำให้ตัวเย็น แลท้องขึ้นมิรู้ขาด เมื่อคุกเข่ากระทำให้ขนลุกให้ตกโลหิต ให้ปิดอุจจาระ, ปัสสาวะ แลปัสสาวะนั้นขาวดุจดังน้ำเข้า สมมุติว่านิ่วน้ำนม

พยาธิอันหนึ่งชื่อว่า อุทราธาตุ เกิดขึ้นในสดือภายในอุทร มักให้เชื่อมแล้วให้ผอมให้หอบ ถ้าแพทย์จะแก้ เปนแต่พอประทัง ถ้าแลให้เปนไปถึงสามเดือนสี่เดือน จะทำให้ไส้พองท้องใหญ่ บางทีท่านว่าตับบวมใหญ่ขึ้นคับโครงแล้วก็ตาย

ยาทาท้องแก้ท้องขึ้น ขนานนี้ท่านให้เอา ใบหนาด ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบประคำไก่ ๑ ใบผักเค็ด ๑ ใบผักเสี้ยนผี ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เมล็ดในสะบ้ามอญ ๑ มดยอบ ๑ กำยานผี ๑ ตรีกะฏุก ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ น้ำประสานทอง ๑ กระชาย ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ หอม ๑ กระเทียม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ กระดูกงูเห่า ๑ กระดูกห่าน ๑ กระดูกเลียงผา ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ รงทอง ๑ รวมยา ๒๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำมะกรูดทาท้อง แก้ท้องรุ้งพุงมาร แก้มารกระไษยลม แก้ไส้พองท้องใหญ่ท้องขึ้นท้องเขียว, อุจจาระปัสสาวะมิออก, แก้ชักเท้ามือกำ, ลมชักหลังแข็งแลสะพั้นอักขมุขี, แก้ลมบาทยักน์, ลมกุมภัณฑยักษ์, ลมทักขิณคุณ, ลมประวาตคุณ, หายสิ้น

ยาชื่อประสระกระเพรา (น้อย) ขนานนี้ท่านให้เอา ยาดำ ๑ หิงคุ์ยางโพ ๑ กระเทียม ๑ พริกไทย ๑ ดีปลี ๑ หว้านน้ำ ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอาใบกระเพราเท่ายา ทั้งหลายทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำมะกรูดก็ได้, น้ำสุราก็ได้ กินแก้ท้องขึ้นเปนยาประจำท้องกุมารทั้งปวง

ยาชื่อมงคลระงับ ท่านให้เอา เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สังกระณี ๑ เนรภูสี ๑ ไคร้เครือ ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ เมล็ดพรรณ์ผักกาด ๑ ใบระงับ ๑ ใบกะเม็ง ๑ ใบขี้กาแดง ๑ ใบน้ำเต้า ๑ ตรีกะฏุก ๑ ข่า ๑ กระชาย ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ หอมแดง ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๒๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งน้ำมะนาวเปนกระสาย ละลายสุรากินแก้ตานโจรซึ่งกระทำให้ท้องขึ้น, อุจจาระเน่าเหม็น แลแก้พิษตานทรางทั้งปวง

ยาชื่อมหากระเพรา ท่านให้เอา เทียนทั้ง ๕ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ตรีกะฏุกเอาสิ่งละ ๔ ส่วน มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ เอาสิ่งละ ๘ ส่วน ใบกระเพราเอาเท่ายา ทั้งหลาย รวมยา ๑๑ สิ่งนี้ ทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสายบดทำแท่งละลายสุรากิน แก้ตกมูก, ตกเลือด, ปวดมวน,

ยาชื่อหิงคุ (เปนยาผาย) ขนานนี้, ท่านให้เอา พริกไทย ๑ ส่วน ใบกระเพรา ๒ ส่วน ดีปลี ๓ ส่วน มหาหิงคุ์ ๑ การบูร ๑ ผิวมะกรูด ๑ หว้านน้ำ ๑ ไพล ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน รวมยา ๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสายบดทำแท่ง ละลายน้ำมะกรูดกินบ้างทาท้องบ้าง แก้เจ็บท้องแลท้องขึ้นตัวเย็น

ยาภายในแก้ตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ผิวมะกรูด ๑ ผิวส้มซ่า ๑ รากมะรุมบ้าน ๑ รากมะแว้งต้น ๑ ผลสลอดประสระแล้ว ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเปนจุณตำคั้นเอาน้ำใบหว้านหางช้างเปนกระสาย บดทำเปนเม็ดเท่าเมล็ดพริกไทยกินมื้อละ ๑ เม็ด ดูตามธาตุหนักธาตุเบา ถ่ายจนสิ้นโทษร้ายตัวพยาธิอันชื่อว่าอุทราธาตุนั้นออกสิ้น

อนึ่งถ้าจะแก้ไส้พองท้องใหญ่แลท้องรุ้งพุงมาร ให้บวมในที่แห่งใดๆก็ดี ให้บวมทั้งตัว ก็ดี ที่เปนเพื่อตานโจร นั้น ถ้าจะแก้เอายาขนานนี้ ท่านให้เอา ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ ใบส้มเซี่ยว ๑ ใบมะนาว ๑ รากสลอดกินลง ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ รินเอาแต่น้ำ แล้วจึงเอาน้ำผึ้ง ๑ ถ้วย สุรา ๑ ถ้วย รงทอง ๑ ยาดำ ๑ ดินประสิวขาว ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ดีเกลือ ๒ ส่วน ผสมด้วยกันพอปั้นได้ ถ้าจะให้กุมารอายุ ๕ ขวบ ๖ ขวบ กินเท่าผลบัวเกราะ, ลงสดวกดีนัก แลหายโรคทั้งปวงด้วย

ยาแก้ตานโจรอันชื่อว่าสะเตาธาตุ (หรือสันตาธาตุ) อันกระทำให้เชื่อม, ให้มึน ขนานนี้ท่านให้เอา จันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกสัตบุษย์ ๑ ชาดจอแส ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำค้างเปนกระสายบด แล้วเอายาที่บดนั้นทาใบตาลตากให้แห้ง แล้วจึงบดด้วยน้ำดอกไม้อีก ทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้กิน แก้สลบ, แก้กระสับกระส่าย, ถ้าจะแก้อ่อนเพลียละลายน้ำรากถั่วภูต้ม แก้ลงละลายน้ำผลสมอไทยต้ม แก้ตาแข็งละลายน้ำมะนาวแซกสมองปลาช่อนทาหลังตา

ยาชื่อทิพสว่างอารมณ์ ท่านให้เอา เมล็ดถั่วภู ๑ ผลบัวเกราะ ๑ รากถั่วภู ๑ รากบัวหลวง ๑ หัวบัวขม ๑ หัวบัวเผื่อน ๑ หัวบัวผัน ๑ แห้วสด ๑ กระจับสด ๑ รากหญ้านาง ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ จันทน์ชะมด ๑ ชะเอมเทศ ๑ อบเชยทั้ง ๒ โกฐหัวบัว ๑ โกฐเชียง ๑ เปราะหอม ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เกสรบัวเผื่อน ๑ เกสรบัวขม ๑ เกสรสัตบุษย์ ๑ เกสรสัตบงกช ๑ เกสรจงกลนี ๑ เกสรสาระภี ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกมะลิซ้อน ๑ ดอกมะลิลา ๑ กรุงเขมา ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ หญ้าฝรั่น ๑ อำพันทอง ๑ รวมยา ๓๗ สิ่งนี้ เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งละลายน้ำดอกไม้กิน แก้เชื่อมมึนแก้อิดโรยกำลัง แก้ได้สาระพัดทรางทั้งปวงทุกประการ แก้ทรางจับหัวใจแลในอก ให้นอนแน่นิ่งลืมตามิขึ้นก็ดี กินยานี้หาย

ยาชื่อมหาไชยมงคลแก้หอบ (บางฉบับเรียก “มหาใจภัก”) ท่านให้เอา กฤษณา ๑ จันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาช้าง ๑ เขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดปั้นแท่งละลายน้ำมะนาวกินแก้หอบทราง ถ้าจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

ยาชื่อสุขุมแท่งหอม แก้หอบขนานนี้ท่านให้เอา กระดูกงูเหลือม ๑ กระดูกงูทับทาง ๑ กระดูกงูเห่า ๑ หางปลาช่อน ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ สนเทศ ๑ อบเชย ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ จันทน์ทั้ง ๒ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ ชะเอมเทศ ๑ รากหญ้านาง ๑ โกฐสอ ๑ โกฐพุงปลา ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกมะกรูด ๑ ดอกมะนาว ๑ ดอกชะลูด ๑ รวมยา ๒๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอาโกฐหัวบัวเท่ายาทั้งหลายทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้ เปนกระสาย บดทำแท่งละลายน้ำดอกไม้แซกพิมเสนชะมดกิน

ยาต้มแก้ตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ใบทับทิม ๑ ใบเทียน ๑ บระเพ็ด ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ใบคนทีสอ ๑ รากอ้ายเหนียว ๑ เปลือกไข่เน่า ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอามะกรูด ๑ ผลฝักส้มป่อย ๗ ฝัก ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ตานโจร เพื่อทรางน้ำ

ยาต้มแก้ตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา รากกระจับ ๑ รากสะแก ๑ รากมะเกลือ ๑ รากเล็บมือนาง ๑ เปลือกฝิ่นต้น ๑ ใบชุมเห็ดเทศ ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ปวดมวน, แก้กระหายน้ำ,

ยาต้มแก้ตกโลหิตเพื่อตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอารากซองแมว ๑ รากต่อไส้ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ หัว รวมยา ๓ สิ่งนี้ท่านให้พลี เอาทุกสิ่ง ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ไส้พองท้องใหญ่เพื่อตานโจร, อันชื่อว่าอุทรธาตุนั้นหาย,

อันว่าลักษณะพยาธิชื่อว่าพะละพะหะนั้น เกิดเพื่อทรางแดงคือกุมารเกิดวันอังคาร เมื่อสิ้นกำหนดทรางแดงเจ้าเรือน แล้วจึงตั้งขึ้นที่ในลำไส้ตอนข้างใต้สะดือ ข้างซ้ายนั้นโตเท่าผลมะขามป้อม จึงกระทำให้เจ็บท้องขบเสียด เพราะว่าตั้งเปนเสมอขึ้นด้วยกำเนิดแห่งทรางแดงนั้นกินขั้วตับ อันมีแจ้งอยู่ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๓ บริเฉท ๓ ซึ่งลงไว้ในแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เล่มนี้น่า ๒๑๑ แล้ว ในที่นี้ว่าแต่เพื่อตานโจร ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ในเมื่อตั้งขึ้นได้แล้วก็กระทำให้ตัวร้อน แลให้จับเปนเวลา สมมุติว่าเปนป้างแลม้ามย้อยนั้นหามิได้ คือโรคตานโจรนั้นหากจะเปนเอง มีตัวดังหนึ่งเอือนปลา จึงตั้งเปนดานเข้าแล้วก็กำเริบขึ้น มีเมือกหรือเสมหะหุ้มห่ออยู่, เมื่อแก่เข้าได้ ๓ เดือนจึงกระทำให้ลงดังน้ำล้างเนื้อ แลให้ตกมูกเลือดปวดมวนเปนกำลัง แล้วให้เบ่งจนดากออกแลผอมเหลือง อยากเผ็ด, เค็ม, แลสดคาว แล้วให้พรึงขึ้นตามตัว สมมุติว่าประดงนั้นหามิได้เลย คือโจรทรางแดงนั้นเอง แลแม่ทรางที่อยู่ต้นลิ้นนั้นก็ตั้งเปนเม็ดกำเริบขึ้น กระทำให้ตัดอาหาร บางทีให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง อันแม่ทรางแดงที่อยู่ในหูเบื้องซ้ายนั้น ก็กระทำให้เจ็บหูแล้วจึงเปนน้ำหนวก แม่ทรางอิกจำพวกหนึ่งขึ้นตาทั้งสองข้างซ้ายขวา ให้กำเริบขึ้นเปนดังเกล็ดกระดี่ก่อน ถ้าวางยามิฟัง ครั้นแก่เข้าก็เปนต้อก้นหอย ครั้นอยู่ได้ประมาณ ๗ วันก็ให้ตาแตก ถ้าเปนทั้งสองข้างก็แตกทั้งสองข้าง แล้วจึงแม่ทรางจำพวกหนึ่งขึ้นอยู่ที่น่าแข้งทั้งสองข้าง เปนดังหนึ่งหนังกระเบนอันคมมีรากดุจสิวเสี้ยน เมื่อแพทย์จะรักษาถ้าแก้ ตากับน่าแข้งหายไปได้แล้วเมื่อใด กุมารนั้นจึงจะรอดชีวิตร ครั้นเมื่อคลายไปได้ ๗, ๘, ๙, เดือน จึงเกิดพยาธิอันหนึ่งชื่อว่าพรมกิจ เกิดแต่ลำไส้มีสันถาน ดังตัวไรปากดำ มักให้กุมารนั้นกินอาหารมิรู้อิ่ม อุจจาระมากแลขาว, เหม็น, ให้ตาฟางมักอยากกุ้งปลา แลของสดคาวต่างๆ ที่เปนดังนี้ก็เกิดเพราะทรางแดง ซึ่งแพทย์จะรักษายากนัก เปนไปต่างๆ ดุจกล่าวมานี้ ถ้าแลแพทย์แก้ถูกกับโรคนั้นจึงจะหลุด ไปได้ ถ้ามิหลุดไปตกอยู่ที่ใด ที่หนึ่งก็ดี เมื่ออายุกุมารนั้นได้กึ่งตัวกระทำทีหนึ่ง เมื่ออายุค่อนตัวกระทำทีหนึ่ง คือริดสีดวงแห้งนั้นกระทำโทษต่อไป ถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้ทรางหมู่นี้อย่าวางยาผายเลยเปนอันขาดทีเดียว แล้วห้ามมิให้ป้อนเข้าให้อิ่มเต็มที่นัก โรคนั้นจะแปรปรวนไปทำยาก เมื่อปลายมือ ถ้าจะแก้ให้แต่งยาชำระลำไส้เสียก่อน แต่ห้ามไม่ให้ใช้ยาเข้าสลอด ให้แพทย์รักษาดุจไข้สันนิบาต ด้วยเหตุว่าทรางจำพวกนี้ เกิดเพื่อโลหิตกำเดาเปนต้น มาแต่ครรภรักษาแรกกุมารเอาปฏิสนธิ คือมารดาให้เจ็บอย่างไรก็ดี กำเดาสิ้นทั้งนั้น ดังมีแจ้งอยู่ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ผูก ๑ ว่าด้วยครรภรักษานั้นแล้ว

ยาต้มชำระลำไส้ตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ตรีผลา สิ่งละ ๓ ผล ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ รากขี้กาทั้ง ๒ หอม ๑ รากตองแตก ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอาฝักราชพฤกษ์เท่ายาทั้งหลาย ต้ม ๓ เอา ๑ แซกดีเกลือตามธาตุหนักธาตุเบา กินเปนยาล้างลำไส้เสียก่อน แล้วจึงต้มยาแก้จับ ให้กินต่อไป

ยาต้มแก้จับตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา แก่นขี้เหล็ก ๑ แก่นสะเดา ๑ แก่นสน ๑ จันทน์ทั้ง ๒ รากหญ้านาง ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ผลกระดอม ๑ บระเพ็ด ๑ แห้วหมู ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอาน้ำฝักราชพฤกษ์เปนกระสาย ต้ม ๓ เอา ๑ กินตามกำลัง แก้ตานโจรเปนเพื่อกำเดาเสมหะกระทำให้จับ

ยาชื่อจันทรรัศมี ขนานนี้ท่านให้เอา กุ่มทั้ง ๒ ใบมะยมตัวผู้ ๑ ใบผักขวง ๑ ใบพุดทรา ๑ ใบผักบุ้งขัน ๑ ใบขี้กาแดง ๑ ใบประคำไก่ ๑ ใบมะกรูด ๑ ใบมะนาว ๑ ใบมะงั่ว ๑ ใบส้มซ่า ๑ ข่า ๑ กระชาย ๑ กระทือ ๑ ไพล ๑ หอม ๑ กระเทียม ๑ ตรีกะฏุก ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เมล็ดพรรณ์ผักกาด ๑ จันทน์ทั้ง ๒ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ รวมยา ๒๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคเอาพริกไทยเท่ายาทั้งหลายทำเปนจุณบดทำแท่ง ให้กินตามกำลังกุมาร แซกดีงูเหลือม แก้ตานเสมหะ, แก้จับเปนเวลา, แก้ตัวพยาธิอันเกิดขึ้นในอุทร เปนยาล้อมตับดับพิษทราง ถ้าเจ็บฟกบวมแห่งใดให้ละลายน้ำสุราทา ถ้าจะแก้จับสท้านแลแก้คลั่งละลายน้ำดอกไม้กิน ถ้าจะแก้ลมบ้าหมูละลายสุรากิน แก้หอบละลายน้ำส้มส้าก็ได้ น้ำดอกไม้ก็ได้ น้ำขันทศกรก็ได้ แก้ตานทรางตกมูกเลือดละลายสุรากิน แก้ป่วงละลายน้ำขิงกิน แก้ลมละลายน้ำข่ากิน แก้สันนิบาตละลายน้ำส้มส้ากิน แก้หืดแก้ไอละลายน้ำฝักส้มป่อยกิน แก้เจ็บหูละลายน้ำทะลายหมากดิบ หยอดบ้างทาบ้าง แก้นอนไม่หลับละลายสุรากิน

ยารุพยาธิในท้อง ขนานนี้ท่านให้เอา ขมิ้นอ้อย ๑ ผลในสะแก ๑ ผลมะกล่ำตาช้าง ๑ ผลมะเกลือ ๑ ผลผลผลาญสัตรู ๑ น้ำประสานทอง ๑ ลิ้นทะเล ๑ สมอทั้ง ๓ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ใบแมงลัก ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบสลอด ๑ รากสลอดกินลง ๑ การะบูร ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน เอาโกฐน้ำเต้า ๘ ส่วน รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ทำเปนจุณเอาสุราเปนกระสายบดทำเม็ดเท่าเมล็ดพริกไทย ถ้ากุมารอ่อนนักกินมื้อละ ๑ เม็ด ถ้ากุมารอายุได้ ๔ เดือน ๕ เดือนกิน ๒ เม็ด อายุ ๓ ขวบกิน ๓ เม็ด ละลายด้วยน้ำสุราแก้พยาธิดังกล่าวมาในทรางแดงนั้นตกสิ้น ถ้าจะรุไส้เดือน ก็ได้ตกดุจกัน

ยาแก้หละขึ้นที่คอ, ที่ลิ้น, ขนานนี้ท่านให้เอา น้ำประสานทอง ๑ หางปลาช่อนเผา ๑ ฝาหอยโข่งเผา ๑ งาช้าง ๑ มูลลูกอ่อน ๑ ใบกระเพรา ๑ เขม่าไฟ ๑ ก้นหม้อแกง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำมะนาวทาลิ้น

ยาแก้ทรางยอดเอกขึ้นต้นลิ้น ขนานนี้ท่านให้เอา จุณสีสตุ ๑ ส่วน น้ำประสานทองสตุ ๒ ส่วน เกลือขั้ว ๓ ส่วน ดีปลีเผา ๕ ส่วน รวมยา ๔ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่ง ละลายน้ำมะนาวแซกดีจรเข้กวาดทรางแดงปฐมกัลป์ อันกลายเปนพยุหะนั้นหาย

ยาแก้ต้อเกล็ดหอย ขนานนี้ท่านให้เอา เบ็ญจผักบุ้งไทย ๑ หัวกระชาย ๑ ดอกตำลึง ๑ ดอกแตงกวา ๑ ดอกมะขาม ๑ หัวหญ้าชันกาด ๑ เกล็ดปลาหมอขั้ว ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดรำหัดพิมเสนทำแท่ง ฝนด้วยน้ำแตงกวาใส่ตาต้อเกล็ดหอย แลต้อทั้งปวงแก้ปวด, แก้เคือง, ทั้งเจริญสีตาด้วย

ยาแก้ต้อสายโลหิต ขนานนี้ท่านให้เอา บอระเพ็ด ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รากบานมิรู้โรยขาว ๑ รากหญ้างวงช้าง ๑ คุลีการ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาค แช่น้ำดอกไม้แซกดีจรเข้ หยอดตาแก้ต้อสายโลหิตแดงดาษไปทั้งนั้นก็ดี ดังสีควันเทียนก็ดีหายสิ้น

ยานัดถุ์ชื่อสาวกัลยาณี ขนานนี้ท่านให้เอา ชะมด ๑ พิมเสน ๑ โกฐหัวบัว ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ลิ้นทะเล ๑ แก้วแกลบ ๑ สังข์ ๑ รากส้มกุ้ง ๑ ตุกต่ำน้ำทอง ๑ รวมยา ๑๐ นี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณนัตถุ์ กุมาร แก้ลมจับปวดศีร์ษะตาแดงตาฟางแล้วสุมยาต่อไป

ยาสุม ขนานนี้ท่านให้เอา ดอกมะลิ ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกกระดังงา ๑ ใบพุดทรา ๑ ใบผักเป็ด ๑ รากเข้าสาร ๑ รากสลิด ๑ รากอัญชัน ๑ รากมูลกาทั้ง ๒ หัวหอม ๑ ดินประสิวขาว ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดสุมกระหม่อม แต่เช้าจนเที่ยงจึงเอาออกเสีย แล้วจึงทำยาพอก ศีร์ษะแม่เท้าต่อไป

ยาพอกศีร์ษะแม่เท้า ขนานนี้ท่านให้เอา หญ้าเกล็ดหอยใหญ่ ๑ ใบบัวบก (ผักหนอก ๑) สานหนู ๑ ของทั้ง ๓ นี้เอาพอพอกศีร์ษะแม่เท้า เอาดินประสิวขาว ๒ ไพ ปรอด ๑ สลึง บดพอกศีร์ษะแม่เท้าทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ แก้ต้อขึ้นตา

ยาหยอดตาสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรด ๑ น้ำนมเสือ ๑ ผลสมอเทศ ๑ รากตำลึงตัวผู้ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำค้างหยอดแก้สาระพัดตานทรางทั้งปวงขึ้นตา แล้วจึงแต่งยาชื่อว่าสรรพคุณลิกานั้น สำหรับแก้ตานโจรพวกนี้ต่อไป

ยาชื่อสรรพคุณลิกา เอาขิงแห้ง ๑ บดในวันอาทิตย์ตากให้แห้ง แห้วหมู ๑ บดในวันจันทร์ตากให้แห้ง ผลพิลังกาสา ๑ บดในวันอังคารตากให้แห้ง ขมิ้นอ้อย ๑ บดในวันพุฒตากให้แห้ง พริกไทย ๑ บดในวันพฤหัศบดีตากให้แห้ง ดีปลี ๑ บดในวันศุกร์ตากให้แห้ง ใบสะเดา ๑ บดในวันเสาร์ตากให้แห้ง รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคแช่มูตร์ โคดำไว้ เมื่อถึงเพ็ญวันจันทร์จึงเอายานี้ไปบดในพระอุโบสถ แล้วให้บูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ แลบายศรี สำรับหนึ่งจึงประสิทธิ แลผู้ที่จะบดนั้นต้องสมาทานรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ประการด้วย เมื่อเข้าพิธีบดยานั้น ให้บริกรรม ด้วยพระคาถานี้ไปกว่าจะแล้ว สัพ์พโรควินิมุต์โต สัพ์พสัน์ตา ปวัช์ชิโต สัพ์พเวรมติก์กัน์โต นิพ์พุโตจตุวํ ภว สัพ์พีติโย วิวัช์ชัน์ตุ สัพ์พโรโควินัส์สตุ มาเตภวัต์วัน์ตราโย สุขีทีฆายุโก ภวฯลฯ ครั้นบดแล้วเมื่อกำลังทำแท่งนั้น ให้เศก ด้วยสัพ์พาสีฯ พระอิติปิโสฯ สิ่งละ ๑๐๘ คาบ แล้วจึงใช้เถิดประสิทธิ ทุกประการ ถ้าจะแก้ตานโจรตกมูกเลือดปวดมวนแลดากออกก็ดี ละลายน้ำเปลือกแคต้มแก้น่าแข้งเปนเกล็ดกระดี่แลเปนหนามดังหนังกระเบน ละลายน้ำปูนใสกิน ถ้าถอนรากออกมาได้ดังสิวเสี้ยนจึงหายขาด แก้ผอมแห้งละลายน้ำผลสมอไทยต้มกินประจำท้องทุกวัน ถ้าเจ็บฟกบวมละลายน้ำปูนใสทา ถ้าแก้เส้นเคล็ดแคลงช้ำแลกระดูกแตกหักในที่ใดๆก็ดี ละลายน้ำมันงาทา ถ้าแก้ท้องขึ้นละลายน้ำมะกรูดกิน

ยาแก้ต้อต่างๆ ท่านให้เอาดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกสาระภี ๑ ดอกพุทธรักษา ๑ เกสรบัวหลวง ๑ โกฐทั้ง ๕ เปลือกพุดทรา ๑ สหัศคุณเทศ ๑ สมุลแว้ง ๑ แก่นสน ๑ สักขี ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน เอายาสรรพคุณลิกา ๒๐ ส่วนทำเปนจุณเอาน้ำดอกไม้เปนกระสายบดทำแท่ง แก้นอนมิหลับละลายน้ำเย็นทาหลังตา ๓ วันจะนอนหลับ, แก้ต้อตานโจรละลายน้ำตำลึงหยอดตา, แก้ถูกโหรายาพิษแลสานหนู ละลายน้ำเปรียงพโคกิน, แก้น้ำตาตกละลายน้ำค้างทาหลังตา, แก้ปวดฟันรัมมะนาดละลายน้ำมะนาวทาบ้างอมบ้าง, ถ้าจะบำรุงกำลังละลายน้ำนมโค ก็ได้ น้ำนมคนก็ได้กินมีกำลัง, แก้ตานโจรซึ่งแปรไปเปนประเภทต่างๆดังกล่าวมาแต่หลังนั้นหายสิ้นทุกประการ

ยากวาดแก้ทรางแดง ขนานนี้ท่านให้เอา สังข์ ๑ ชาดทั้ง ๓ บัลลังสิลา ๑ มูลแมลงสาบขั้ว ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ เขาฟาน ๑ หญ้าใต้ใบ ๑ เกสรบัวหลวง ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งละลายน้ำทลายหมากดิบทาปาก แก้ทรางแดงอันเน่าเปื่อย

อนึ่งถ้าทรางขึ้นในรูหูนั้น ให้เน่าเปื่อยแลเหม็นก็ดี เปนน้ำเหลืองก็ดี ท่านว่ามีตัวดังมะเร็งไรกินอยู่ในหูนั้น ถ้าแพทย์จะแก้ให้หุงน้ำมันนี้ใส่จึงหาย

น้ำมันใส่หู ขนานนี้ท่านให้เอา น้ำใบเลี่ยน ๑ จอก น้ำใบผักบุ้งขัน ๑ จอก น้ำขมิ้นอ้อย ๑ จอก น้ำมันมะพร้าว ๑ จอก น้ำเปลือกมะขามขบ ๑ จอก ดินปลักควายแช่เอาน้ำ ๑ จอก น้ำผลลำโพง ๑ จอก น้ำมันงา ๑ จอก ยา ๘ สิ่งนี้หุงให้คงแต่น้ำมันแล้วจึงเอาผลเบ็ญกานี ๑ สีเสียดทั้ง ๒ ฝิ่น ๑ ศิลายอน ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ ปรุงลงในน้ำมันให้เข้ากันใส่หูแก้ ฝีในหูแลตานทราง แลต้อขึ้นตาก็ได้

น้ำมันทาหู ขนานนี้ท่านให้เอา น้ำสมอฝ้ายเทศอ่อน ๑ จอก น้ำใบฝ้ายเทศอ่อน ๑ จอก น้ำใบมูลกาแดงอ่อน ๑ จอก น้ำใบชิงช้าชาลี ๑ จอก น้ำใบบระเพ็ด ๑จอก น้ำมันงา ๑ จอก รวมยา ๖ สิ่งนี้หุงให้คงแต่น้ำมันใส่หูเน่า, หูเปื่อย

อนึ่งถ้าแลกุมารเกิดทรางในหู แล้วกลายเปนฝีมีแม่ , มีตัวแลเปนฝีมะเร็งเรื้อรังมาหลายปีหลายเดือนแล้วก็ดี ถ้าจะแก้ท่านให้หุงน้ำมันนี้ใส่

น้ำมันใส่หู เอาน้ำเปลือกประดู่ ๑ ทนาน น้ำเปลือกสะเดา ๑ ทนาน น้ำเปลือกมะม่วงคัน ๑ ทนาน น้ำเปลือกหว้า ๑ ทนาน น้ำผักบุ้งขัน ๑ ทนาน น้ำผลลำโพง ๑ ทนาน น้ำเปลือกเลี่ยน ๑ ทนาน น้ำเปลือกตาเสือ ๑ ทนาน น้ำมันงา ๑ ทนาน รวมยา ๙ สิ่งนี้หุงให้คงแต่น้ำมัน แล้วเอาดีนกยูง ๑ ดีหมี ๑ สานหนู ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน รากระย่อม ๘ ส่วน เมล็ดกะเบาขั้ว ๑ เมล็ดลำโพง ๑ สีเสียด ๑ ยางตะเคียน ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ แล้วปรุงลงในน้ำมันใส่หูเน่า, หูเปื่อย

น้ำมันใส่หู ขนานหนึ่งเอา น้ำผลลำโพง ๑ ถ้วย น้ำเมล็ดในมะนาว ๑ ถ้วย น้ำผลประคำดีควาย ๑ ถ้วย น้ำยาฝิ่น ๑ ถ้วย น้ำเห็ดมูลโค ๑ ถ้วย น้ำเนรภูสี ๑ ถ้วย น้ำดีงูเหลือม ๑ ถ้วย น้ำมันงา ๑ ถ้วย รวมยา ๘ สิ่งนี้หุงให้คงแต่น้ำมัน ใส่ฝีมีแม่, มีตัวในหู ถ้าลามเปื่อยออกมาข้างนอกเอาน้ำมันนี้ทาหาย ถ้าเปนน้ำหนวกไหลออกมาเอากระดาษฟางม้วนเล็กๆ จุ้มน้ำมันแล้วยอนคา ไว้ในหูสักครึ่งชั่วโมง

ยาแก้ตกมูกเลือดตานโจร เอาพิมเสน ๑ เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ จันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ชะเอมเทศ ๑ อบเชยเทศ ๑ เปราะหอม ๑ การะบูร ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ดีปลี ๑ ลิ้นทะเล ๑ กันชา ๑ เมล็ดพรรณ์ผักกาด ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกมะลิซ้อน ๑ ดอกมะลิลา ๑ ดอกพิกุล ๑ เอาสิ่งละ ๓ ส่วน ยาฝิ่น ๑ ส่วน รวมยา ๒๙ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาดีงูเหลือมละลายน้ำเปนกระสายบดทำแท่ง ละลายน้ำดอกไม้กิน แก้ตานโจรกระทำให้ลงท้อง, ตกมูก, ตกเลือด, ปวดมวน

ยาต้มชื่อมหาสงเคราะห์ เอาเถาหญ้านางทั้งต้นทั้งราก ๑ ทับทิมทั้งต้นทั้งราก ๑ มะเกลือทั้งต้นทั้งราก ๑ สะแกทั้งใบทั้งราก ๑ พุงดอทั้งใบทั้งราก ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ น้ำประสานทอง ๑ ฝักราชพฤกษ์ ๑ บระเพ็ดรอบศีร์ษะคนไข้ เถาชิงช้าชาลีรอบศีร์ษะคนไข้ มูลกาทั้ง ๒ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้มด้วยเหล้าครึ่งน้ำครึ่ง ใช้ไฟแกลบ กินแก้ตกมูก, ตกโลหิตเพื่อตานโจร

ยาต้มตัดรากตานโจร เอาโกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สังกรณี ๑ เนรภูสี ๑ จันทน์ทั้ง ๒ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ กัมถันแดง ๑ ยาดำ ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ตาลทั้ง ๕ รากเจ็ตพังคี ๑ รากกระเพรา ๑ รากไข่เน่า ๑ รากมะเกลือ ๑ รากพยามูลเหล็ก ๑ รากพุงดอ ๑ รากมะแว้งทั้ง ๒ รากมะเขือทั้ง ๒ รากทับทิม ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากสะแก ๑ รากกะพังโหม ๑ รากช้าพลู ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากเจ็ตมูลเพลิง ๑ รากมะกล่ำทั้ง ๒ รากก้างปลาแดง ๑ รากต่อไส้ ๑ รากกรด รากผักคราด ๑ รากคนทีสอ ๑ บระเพ็ด ๑ เถาชิงช้าชาลี ๑ แห้วหมู ๑ เถาสะค้าน ๑ ข่า ๑ ไพล ๑ ฝักส้มป่อย ๑ หญ้าใต้ใบ ๑ กระทืบยอด ๑ ขอบชะนางทั้ง ๒ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน ผลมูลกาแดง ๓ ผล ผลมูลกาขาว ๓ ผล ขมิ้นอ้อย ๓ หัว ผลมะกรูด ๓ ผล รวมยา ๖๘ สิ่งนี้ ต้มด้วยเหล้าครึ่งน้ำครึ่งกินแก้ตกมูกตกโลหิต เปนยาล้างท้องตานโจร แลตานทรางทั้งปวง

ยาชื่อทองแนบเนื้อ (ใหญ่) เอาเนื้อผลยอสุกเอาแต่เนื้อ ๑ เนื้อผลสมอเทศ ๑ ดินถนำ ๑ เทียนเยาวภานี ๑ โกฐสอ ๑ รากไคร้เครือ ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ การะบูร ๑ ชะเอมเทศ ๑ น้ำประสานทอง ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งละลายน้ำผลสมอไทยต้ม กินเจริญมังษะ แลเจริญอาหาร ด้วย

ยาชื่อทองเนื้องาม เอาเทียนทั้ง ๕ สิ่งละ ๑ ส่วน ไพล ๑ การะบูร ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน เนื้อสมอไทย ๑ เนื้อสมอพิเภก ๑ ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ผิวมะกรูด ๑ หว้านน้ำ ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน ใบสมอทะเลเท่ายาทั้งหลาย รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสาย บดทำแท่งละลายน้ำมะกรูดก็ได้ น้ำมะนาวก็ได้ กินเจริญมังษะเจริญอาหาร ถ้าจะให้ผายละลายน้ำส้มมะขามเปียกแซกดีเกลือ , ดีงูเหลือม,

อันว่าลักษณะพยาธิอันชื่อว่าอมุลธาตุ นั้น บังเกิดเพื่อทรางตั้งขึ้นในลำไส้ใต้สดือเท่าเมล็ดเข้าโภชน์ ตั้งอยู่กำหนด ๙ วัน ๑๐ วันก็แตกออก ทำให้ลงท้องเปนน้ำคาวปลา ออกมาจะนับเวลามิได้ แล้วให้ตกโลหิตออกมาเปนก้อน ๓ วันบ้าง ๔ วันบ้าง ภายหลังจึงเปนโลหิตเสมหะเน่าระคนกันออกมา ให้มีอาการระหายน้ำ, เชื่อมซึม, ตัวร้อน, เบื่ออาหาร ซูบผอม ถ้าแพทย์จะแก้ให้แก้ทางบิด ปวดมวนเปนเสมหะโลหิตเสียก่อน ถ้ายังมิหายจึงต้มยาชำระ ให้กินต่อไป

ยาชำระโทษตานโจร เอากระเพราทั้ง ๕ กะพังโหมทั้ง ๕ ผลขี้กา ๒ ผล กับ ๑ เสี้ยว มะกรูด ๒ ผล กับ ๑ เสี้ยว บระเพ็ดยาวเท่าฝ่าเท้าคนไข้ ขมิ้นอ้อย ๗ ชิ้น ฝักส้มป่อย ๗ ฝัก สมอทั้ง ๓ สิ่งละ ๓ ผล ยาดำ ๑ บาท ฝักราชพฤกษ์ ๑ บาท รวมยา ๑๒ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ แซกดีเกลือกินตามกำลังธาตุ ชำระโทษร้าย ดังกล่าวมานั้นตกสิ้น แล้วจึงแต่งยาคุม ให้กินต่อไป

ยาแก้มูกเลือดตานโจร ขนานนี้ท่านให้เอา ใบเทียน ๑ ใบทับทิม ๑ ใบผักขวง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำเปลือกแคต้มกิน ถ้ามิฟังให้ต้มยาขนานนี้ เอาเมล็ดในมะม่วงกะล่อน ๓ เมล็ด จันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ สักขี ๑ ผลจันทน์ ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ เปลือกปะโลง ๑ เปลือกฝิ่นทั้ง ๒ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้ต้ม ๓ เอา ๑ กิน

ยาชื่อมหาอุด ขนานนี้เอา ครั่ง ๑ ผลจันทน์ ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ สีเสียดเทศ ๑ ยางตะเคียน ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ แล้วยัดเข้าในผลทับทิมอ่อน เอามูลโคพอกสุมไฟแกลบให้สุกดี จึงเอามาบดทั้ง ผลทับทิมทำแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสกิน ๕ เม็ด แล้วท่านให้แซกด้วยยาชื่อตรีผลาหอมให้แซกหัวหอมรำหัดพิมเสนกิน แล้วจึงแก้ด้วยยาชื่อว่าเบ็ญจตาน ตามซึ่งกล่าวข้างต้นนั้นแล้ว อุปเทห์ ยาเบ็ญจตานนี้ ถ้าจะแก้ในเรื่องตานโจร แก้เชื่อมให้เอาใบขัดมอน น้ำผลจันทน์ น้ำผลเสนียดต้ม แซกพิมเสนกินแก้ตกมูกตกโลหิต

ยาชื่อทองพันชั่งขนานนี้ เอารากตานทั้ง ๕ รากมะแว้งทั้ง ๒ รากจิงจ้อ ๑ รากมะเกลือ ๑ รากมะเขือขื่น ๑ รากเล็บมือนาง ๑ ข่า ๑ ขิง ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ตรีผลา ๓ ผล มูลกาทั้ง ๒ ผลโหระพา ๑ เทียนเยาวภานี ๑ แห้วหมู ๑ บระเพ็ด ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ยาดำ ๓ บาท รวมยา ๒๔ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ตานทรางแลตานโจร เปนยาล้างท้องแลแก้ตกมูกตกเลือด แก้ทรางทั้ง ๗ จำพวก ตั้งแต่กุมารอายุได้ ๓ เดือนนั้นไปจนถึง ๑๒ ขวบ เปนพ้นกำหนด ครั้นกินยาชำระล้างท้องแล้ว จึงเอายาชื่องทองเนื้องามละลายน้ำส้มซ่าให้กินประจำท้องต่อไป ทั้งชูรสอาหารแลปลูกผิวเนื้อหนังให้บริบูรณ์ด้วย

อันว่าลักษณะมุสกายธาตุนั้น บังเกิดเพื่อทรางโคแลทรางอันนี้ เมื่อแรกจะเกิดขึ้นนั้น ให้พรึงขึ้นทั่วทั้งตัว ดังยอดหัดกระทำให้คันแต่ยอดนั้นขาวหาน้ำมิได้ อยู่ได้ประมาณ ๘ วัน ๙ วัน ก็จมเข้าไปกระทำท้องให้ลงดังน้ำล้างเนื้อ มักให้อยากของสดของคาว เมื่อแก่ไปถึง ๒ เดือน ๓ เดือน ก็ทำให้เชื่อมให้ตาแดง แลทรางยอดเอกได้ขึ้นข้างลิ้นเม็ด ๑ โตเท่าเมล็ดเดือย แข็งดังตาปลา ถ้าแพทย์กวาดด้วยยาเม็ดนั้นมิจม โรคนั้นก็ไม่ถอย อยู่ประมาณได้ ๖ เดือน ให้นับแต่แรกวันล้มเจ็บมา อันว่าทรางที่ผุดออกมาจากตัวแล้วแลจมเข้าไปอยู่นั้นก็กลับผุดออกมา เปนเม็ดแดงๆ ดุจไข้ระบุชาติ แล้วกระทำให้จับเปนเวลา ให้ตัวร้อน แต่มือเท้าเย็นเสมอไป หาเปนเวลาไม่ ให้ระหายน้ำให้หอบให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ถ้ากุมารกุมารีผู้ใดเปนดังกล่าวมานี้ ท่านว่ากุมารกุมารีผู้นั้นตกอยู่ในเงื้อมมือแห่งพระยามัจจุราช ถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้ให้แก้แต่ยังอ่อน อยู่ คือเมื่อตัวกำลังพรึงขึ้นครั้งก่อนนั้น ท่านให้เอายาอันชื่อว่าพระสุริยจันทนัง นั้นมาชะโลมก่อน แล้วจึงแก้ด้วยยาทั้งปวงต่อไป

ยาแก้คันขนานนี้ เอาใบพร้ามอญ ๑ ใบพุดซ้อน ๑ ใบชิงช้าชาลี ๑ ใบบระเพ็ด ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ใบกระบือเจ็ดตัว ๑ รวมยา ๖ สิ่งนี้เอาเสมอภาคบดแซกการะบูรแต่น้อย ทำแท่งไว้ละลายน้ำท่าทาตัวแก้คันหาย

ยาแดงแก้ลงขนานนี้ เอาจันทน์ทั้ง ๒ สน ๑ สัก ๑ กรักขี ๑ สังกระณี ๑ เนระภูสี ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่อนทอง ๑ ฤาษีประสมแล้ว ๑ ใบระงับ ๑ ใบผักขวง ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ สีเสียดทั้ง ๒ รวมยา ๑๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาสุราเปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายน้ำเปลือกแคแดงกินแก้ลง ถ้ามิหยุดให้เอายาประสระแดงใหญ่นั้นมาแก้ต่อไป

ยากวาดแก้ตัวร้อนขนานนี้ เอาผลมะกรูด ๑ ตรีกระฏุก ๓ กระเทียม ๑ ผลมะแว้งเครือ ๑ ไพล ๑ สุพรรณถันแดง ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำประสานทองเท่ายาทั้งหลายบดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกวาด ถ้ามิฟังให้แซกจุณสีสะตุ ๑ กล่ำ เอากะปิดดีเผาให้โชน ๒ กล่ำ เอายานั้น ๑ เม็ด ละลายน้ำสลอดน้ำกวาดตกดีนัก

ยากวาดแก้ไอแก้รากขนานนี้ เอาแววนกยูงเผา ๑ เปลือกแมลงดาเผา ๑ หางปลาช่อนเผา ๑ น้ำประสานทองสะตุ ๑ กระเทียม ๑ หัวหอม ๑ ไคร้หอม ๑ ดอกผักคราด ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะนาวกวาดแก้ไอ ถ้าจะแก้รากละลายน้ำผลยอต้มกวาด ถ้าแลด้านอยู่ กวาดด้วยยาอันใดๆมิฟัง ท่านให้เสี้ยม ไม้ฝาง แทง เสีย ถ้าแทงไม่ถนัดท่านให้แกะเอาด้วยเล็บให้แตกแล้วจึงเอายาชื่อสรรพคุณสาลิกา ละลายน้ำขมิ้นอ้อยกวาดเสียวันหนึ่งให้ได้ ๓ เวลา ๔ เวลา แล้วจึงแต่ง ยาสมาน กวาดสมานต่อไป

ยาชื่อไพจิตรมหาวงษ์ เปนยาสมานขนานนี้ เอารากมะขามป้อม ๑ รากมะกล่ำทั้ง ๒ จันทน์ทั้ง ๒ น้ำประสานทองสะตุ ๑ ผลเบ็ญกานี ๑ สีเสียดเทศ ๑ เขากุย ๑ เขากวาง ๑ งาช้าง ๑ นอแรด ๑ รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำท่าแซกพิมเสน, ฝิ่น, น้ำผึ้ง, เกลือสินเธาว์ ทาปากแก้ลิ้นกระด้างคางแข็งแก้โลหิตออกทางปาก

ยาชื่อแสงกระบิลพัสดุ์ ขนานนี้เอาสรรพดีทั้ง ๘ เทียนทั้ง ๕ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน โกฐทั้ง ๕ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน ผลราชดัด ๑ ผลสาระพัดพิษ ๑ หว้านกีบแรด ๑ หว้านร่องทอง ๑ สังกระณี ๑ เนระภูสี ๑ กระเช้าทั้ง ๒ อัคนีชวา ๑ สุรามฤตย์ ๑ ชะเอมทั้ง ๒ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ หญ้ารากขาว ๑ หญ้ารากดำ ๑ รากไคร้เครือ ๑ รากเข็มแดง ๑ รากแตงหนู ๑ ใบระงับ ๑ ใบสวาด ๑ ใบสะเดา ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบประคำดีควาย ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน รวมยา ๖๒ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำเปลือกมะรุมต้มเปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายน้ำสุรากินแก้คลั่งเพ้อแก้ สลบ ถ้าจะกวาดทราง ละลายน้ำมะนาวแซกน้ำประสานทองสารส้มกวาด ถ้าจะแก้คลั่งให้เอากระดูกแร้งเผา ๑ หนังแรดเผา ๑ แซกลงกับยาบดให้กิน ถ้าจะแก้พิษฝีพิษงูละลายน้ำสุรากิน ถ้าจะแก้พิษทราง พิษตานโจร พิษไข้ละลายน้ำดอกไม้แซกพิมเสนแก้สาระพัดพิษทรางอันเกิดเพื่อมุสกายธาตุนั้น ตกสิ้น

ยาชื่อประสระการบูร เปนยาประจำท้องขนานนี้เอาตรีกระฏุก ๒ ส่วน กานพลู ๕ ส่วน มหาหิงคุ์ ๖ ส่วน พริกไทยล่อน ๑ เจ็ตมูล ๑ การะบูร ๑ เอาสิ่งละ ๘ ส่วน ใบหนาด ๑ หัวดองดึง ๑ เอาสิ่งละ ๒๐ ส่วน รวมยาทุกสิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ละลายน้ำมะกรูดก็ได้ น้ำส้มซ่าก็ได้กินแก้สาระพัดลมทราง ถ้าจะแซกไพล ๑ หว้านน้ำ ๑ ผิวมะกรูด ๑ กระเทียม ๑ ลงอิกสิ่งละ ๘ ส่วน ดังนี้ ชื่อว่าวาโยนาศกินแก้ลมผู้ใหญ่ก็ได้

อันว่าลักษณะพยาธิอันชื่อว่า สุจิมุกขกาลหิระนั้น บังเกิดเพื่อทรางช้างแลซึ่งแปรมาเปนทรางโจรนั้น แลพยาธิจำพวกนี้เกิดขึ้นเปนอุปปาติกะ อยู่ในไส้อ่อนไส้แก่ เปนตัวดังงูเล็ก ตัวนั้นขาวประมาณเท่าไม้มวน สมมุติเรียกว่าไส้เดือน มีจิตรวิญญาณเกิดพืชน์เปนรังอยู่ในไส้ใหญ่ เมื่อมันแก่ขึ้นพร้อมกันแล้วจึงเบียฬอายุสัตว์กระทำให้ซูบผอมให้ท้องโร กินอาหารมิรู้อิ่ม บางทีให้จุกเสียดขบในท้องบางทีให้อาเจียร ครั้นถ้วนกำหนดเดือนหนึ่งตัวนั้นแก่หนักเข้าแล้วก็ทำให้ดิ้นเสือกสนไปมา พันกันเปนกลุ่มเปนก้อนกลิ้งไปมา แลในท้องลั่นเสียงดัง บางทีก็เลื้อยออกมาทางปากบางทีก็เลื้อยออกมาทางทวารหนัก ย่อมกระทำให้กุมารแลกุมารีผู้นั้นเจ็บปวดลำบากนัก แล้วให้จับเปนเวลา กระทำให้ตัวร้อนแล้วก็ขึ้นจับ เอาในตาให้ตาเปนสายโลหิต ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาให้รักษาแลวางยารุ ไส้เดือนนั้นให้ระวังรุให้จงดี ถ้าไส้เดือนออกมิทันจะขึ้นกลัด เอาลำคอกลัดทวารตายเสียเช่นนี้เปนอันมากมาแล้ว แลพยาธิจำพวกนี้ย่อมเกิดทั่วไปทุกๆทรางทั้ง ๗ วัน แต่อาไศรยเหตุจำเภาะเปนด้วยอาหารแปลกธาตุ จึงเปน ถ้าแพทย์จะรักษาท่านให้เอายาสรรพคุณสาลิกาละลายน้ำผลมะเกลือสดให้กินดูก่อน แล้วจึงแก้ด้วยยาทั้งปวงต่อไป

ยาแก้ไส้เดือน ขนานนี้เอา สุพรรณถันแดง ๑ ส่วน เมล็ดผลสะแก ๑ ผลสลอด ๑ เมล็ดในมะเกลือ ๑ เอาสิ่งละ ๔ ส่วน รวมยา ๔ สิ่งนี้ทำเปนจุณไว้ แล้วจึงเอาฟองไก่ ๑ ฟอง เอายาผงที่ทำไว้หนัก ๒ ไพ กวนเข้าด้วยกันกับฟองไก่นั้นแล้วเจียวขึ้นกินให้หมดแก้ไส้เดือน ถ้าแลให้สวิงสวาย รันทด ไปละลายน้ำตาลกรวด น้ำมะนาวรำหัดพิมเสน แล้วจึงให้กินยาหอมทั้งปวงต่อไป

ยาต้มชำระไส้เดือนทั้งสมานลำไส้ด้วย ขนานนี้เอารากเล็บมือนาง ๑ ส่วน ผลราชดัด ๑ ผลผลาญสัตรู ๑ ผลกราย ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน โกฐกักกรา ๔ ส่วน ยาดำ ๘ ส่วน รากปริก ๑ รากทับทิม ๑ เอาสิ่งละ ๑๘ ส่วน ผลมูลกา ๓ ผล ฝักส้มป่อย ๗ ฝัก ผลมะกรูด ๓ ผล ขมิ้นอ้อยหัวยาว ๑ คืบ บระเพ็ดรอบศีร์ษะคนไข้ รวมยา ๑๔ สิ่งนี้เอาสุราครึ่งหนึ่งน้ำครึ่งหนึ่งเปนกระสายต้มกิน แก้ตัวไส้เดือนตกสิ้นทั้งกระชับลำไส้ มิให้ท้องใหญ่

พยาธิจำพวกหนึ่งบังเกิดเพื่อทรางโจรเกิดแต่กระดูกสันหลังถึงสมองศีร์ษะ แล่นไปในเอ็นทุกแห่ง แล้วก็ให้เปนลมแล่นเข้าในไส้ใหญ่ให้ขัดขึ้นขัดลง แล้วแล่นลงไปในกระเพาะปัสสาวะให้ขัดปัสสาวะเปนนิ่วแล้วให้ท้องใหญ่ไส้ พองกระทำให้จักษุมืดจักษุฟาง ให้ตกมูกเลือดปวดมวนนัก ตัวก็ซูบผอมไปด้วยพยาธิจำพวกนี้เกิดขึ้นในเนื้อ แลตามเอ็นนั้นทั้งตัวมี ๓ จำพวก ชื่อกัณณะจำพวกหนึ่งชื่อรัชชะกะจำพวกหนึ่ง ชื่ออวัณณะจำพวกหนึ่ง เปน ๓ จำพวกด้วยกันดังนี้ มีตัวดังตัวไรไต่ตามกันอยู่ในเนื้อ จึงกระทำให้ซูบผอมไปดุจดังกล่าวมาแต่หลังนั้น ถ้าแพทย์ผู้ใดจะแก้ให้แต่งยาชำระตัวเสียก่อนจึงจะคลายให้แพทย์ทั้งหลายรู้ ดุจกล่าวมานี้

ยารุเสมหะตานโจร ขนานนี้เอา ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ผลสลอดฆ่าแล้ว ๒ ส่วน รวมยา ๘ สิ่งนี้ทำเปนจุณ แต่เมื่อจะฆ่าสลอดนั้นจงปอกเปลือกเสียให้หมดเอาแช่น้ำเกลือไว้ ๒ คืน แล้วจึงเอายัดในผลมะกรูดหมกไฟให้สุกเกรียมแล้ว จึงเอามาทั้งผลมะกรูดประสมเข้ากับยาทั้งนั้น บดทำแท่งไว้ละลายสุรากิน ๗ เม็ด ถ้ากุมารนั้นอายุได้ ๓ ขวบ ๔ ขวบให้กิน ๙ เม็ด รุเสมหะตานโจรตกสิ้น

ยารุตัวพยาธิตานโจร ขนานนี้เอา พิมเสน ๑ การบูร ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กานพลู ๑ ใบกระเพรา ๑ ใบสวาด ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน รวมยา ๗ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาผลสลอดนั้น ๑๔ ส่วน ปอกเปลือกเอาไส้ในออกเสียล้างน้ำให้มด เอาผ้าขาวห่อใส่หม้อกับเข้าให้แห้งกวน ๓ หน แล้วเอามาขั้วกับน้ำปลาดีให้เกรียมแล้วทับน้ำมันออกเสีย แล้วจึงเอามาประสมเข้ากับยาทั้งนั้น บดทำแท่งไว้เท่าเมล็ดถั่วเขียว ให้กุมารกินแก้ผอมเหลืองให้ลงเปนมูกเลือด ถ้ากุมารอายุได้ ๑ ขวบให้กิน ๗เม็ด ถ้ากุมารอายุได้ ๒ ขวบกิน ๙ เม็ด ถ้ากุมารอายุได้ ๓ ขวบให้กิน ๑๑ เม็ด ให้กินตามกำลังเด็กและผู้ใหญ่ ถ้าไม่ลง จะให้ลงเอาจันทน์หอมทาตัว ถ้าลงนัก เอาผลมะตาดกวนกับน้ำอ้อยงบต้มให้กินหยุดลง

ยารุตานโจร ขนานนี้เอา ดีปลี ๑ กระวาน ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ ผลผักชี ๑ ผลสมอไทย ๑ ผลสมอเทศ ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ชาดก้อน ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน ผลสลอดเอาที่เปลือกดำ ๒ ส่วนอย่าประสระเอาทั้งเปลือก กานพลู ๔ ส่วน รวมยา ๑๐ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำผึ้งเปนกระสาย บดทำแท่งไว้เท่าเมล็ดพริกไทย ถ้าธาตุหนักกิน ๓ เม็ด ธาตุเบากิน ๑ เม็ด รุชำระ ตัวพยาธิตานโจรตกสิ้นมีคุณดุจกัน

ยารุกุมาร อันได้เดือน ๑ ขึ้นไปจนถึงขวบ ๑ แล ๒, ๓ ขวบก็ดี ขนานนี้ เอากานพลู ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ เข้าสุก ๑ ผลสลอด ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ แต่ฆ่าสลอดนั้นด้วยใบมะขาม, ใบส้มป่อยสิ่งละกำมือ เกลือกำมือ ๑ ต้มกับสลอดให้สุกแล้ว เอาผึ่งให้แห้งเก็บเอาแต่เนื้อสลอดนั้น มาบดเข้ากับยาทั้งนั้นทำแท่งไว้เท่าเมล็ดนุ่น ใส่ป้อนกับเข้าสุกให้กุมารกินเถิด อันว่ายารุขนานนี้ท่านมิได้ว่าจำเภาะยาทรางอันใด แต่ว่าให้แพทย์ผู้ฉลาดพิจารณาตามกำลังโรคซึ่งหนักแลเบานั้นเถิด อันนี้ท่านกล่าวไว้ว่า กุมารกุมารีเกิดมาวันใดก็ดี ถ้าแลยังมิพ้นกำหนดทรางเจ้าเรือนแลทรางจร ท่านว่ามิให้วางยาผายแลยาเข้าสลอดเปนอันขาดทีเดียว ด้วยเหตุว่ากำหนดอายุนั้นอ่อนนักยังวางยามิได้ แลกำลังนั้นก็ยังน้อยอยู่ ถ้าจะวางยาให้วางตั้งแต่อายุ ๕ ขวบขึ้นไป ถ้าสูงอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป ท่านมิให้วางยาเข้าสลอดเปนอันขาด เหตุว่าชะราแล้วกำลังน้อยถอย พระอาจารย์เจ้าท่านว่าสลอดนี้มีคุณยิ่งมหันตโทษ อนันต์เท่าฟ้า ถ้ารู้วางยาก็วางง่ายกว่าสิ่งทั้งปวง

อนึ่งพยาธิภายนอก ซึ่งมีตัวอันกินซึมซาบออกตามผิวเนื้อนั้น แลสำแดงอาการต่างๆ ดุจกล่าวมาแต่หลัง ถ้าจะแก้ท่านให้แต่งยาทาตัว แก้ตัวพยาธิภายนอกให้ตก

ยาทาตัวแก้พยาธิขนานนี้ เอารากปลาไหลเผือก ๑ เอื้องเพ็ดม้า ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เมล็ดในชุมเห็ดเทศ ๑ ผลมูลเหล็ก ๑ เปลืกกระเบา ๑ เปลือกกระเบียน ๑ เปลือกเลี่ยน ๑ รากทองหลางหนาม ๑ รากทองพันชั่ง ๑ ผลมะแว้งเครือ ๑ ผลมะเขือขื่น ๑ บัลลังก์ศิลา ๑ หอระดานทอง ๑ ยาฝิ่น ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๒๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดทำแท่งไว้ละลายน้ำจันทน์แดงทาตัวแก้พยาธิอันเปนแผ่น เปนเม็ดก็ดีตกสิ้น

พยาธิจำพวกนี้กินออกถึงผิวเนื้อแลกระดูกสันหลัง จึงให้ผอมแห้งซูบไป ถ้าจะแก้ให้แต่งยาน้ำมันทาแก้
ยาน้ำมันแก้พยาธิแก้เส้น ขนานนี้เอาน้ำบุก ๑ ทนาน น้ำกลอย ๑ ทนาน น้ำมันงา ๑ ทนาน น้ำมูตร์โคดำ ๔ ทนาน หุงให้คงแต่น้ำมัน แล้วจึงเอาเมล็ดในสลอด ๑ บาท ขิงแห้ง ๑ บาท ดีปลี ๒ บาท ยา ๓ สิ่งนี้ทำเปนจุณ แล้วจึงปรุงลงในน้ำมันไว้ทาพยาธิ แล้วให้นวดเส้นเอ็นแลกระดูกอันเมื่อยล้าแลง่อยเปลี้ยแล้วจึงแต่งยาอันชื่อ ว่าพิศดารละลายสุราให้กินต่อไป ตัวพยาธินั้นจึงตกสิ้น

ยาต้มแก้พยาธิให้ตก เอารากลั่นทม ๑ รากเล็บมือนาง ๑ รากสะแก ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ เชือกเถาคัน ๑ เบ็ญจมะดัน ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ตัวพยาธิแก้ไส้เดือนตกสิ้น ถ้าแลรุถ่ายลงจนหมดโทษร้ายแล้ว อันว่าลมที่กลิ้งขึ้นกลิ้งลงแลลั่นอยู่ในท้องที่เปนป้างเปนคลื่นดุจดัง ลูกฟูกนั้นก็หาย ถ้าไม่หายท่านให้แต่งยาอันชื่อว่าอินทจักร์นั้นให้กินต่อไป ถ้ามิฟังยาอันใดแล้ว ท่านให้แต่งยาอันชื่อว่าไฟอาวุธนั้นให้กินต่อไป

ยาชื่อไฟอาวุธขนานนี้ เอาผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ชะเอมเทศ ๑ กันชา ๑ แก่นแสมทะเล ๑ เอาสิ่งละ ๑ ส่วน อุตพิด ๑ เปลือกสมุลแว้ง ๑ ดีปลี ๑ ใบพิมเสน ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน รากจิงจ้อ ๑ รากส้มกุ้ง ๑ รากเปล้าน้อย ๑ รากเปล้าใหญ่ ๑ รากสะค้าน ๑ รากพาชไหน ๑ เอาสิ่งละ ๓ ส่วน สหัศคุณเทศ ๔ ส่วน บุกรอ ๙ ส่วน พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ รากเจตมูล ๑ เอาสิ่งละ ๑๖ ส่วน รวมยา ๓๒ สิ่งนี้ทำเปนจุณ เอาน้ำมะนาวเปนกระสายบดทำแท่งไว้ กินแก้ทราง ๗ จำพวก แก้ตานโจรทั้ง ๑๒ จำพวก แก้หืดน้ำนมทั้ง ๗ จำพวก แก้ไอผอมเหลืองแลแก้ไส้พองท้องใหญ่ แก้พุงโรแลลม จุกเสียด แลแก้ป้าง แก้ม้ามแก้ดานเสมหะให้ปวดมวนเสียดแทง แก้อุจจาระเปนเสมหะโลหิตระคนกันมักให้ถอยกำลัง มักให้เปนไข้ไม่รู้สึกตัวให้ลงเปนโลหิต แก้ไข้เพื่อเสมหะเพื่อลม

ยาชื่อตรีผลาทุเลา ขนานนี้เอา พิมเสน ๑ สมอไทย ๑ สมอพิเภก ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ ผลโหระพา ๑ เอาสิ่งละ ๒ ส่วน ไพล ๔ ส่วน ผลมะขามป้อม ๑๒ ส่วน ฝักราชพฤกษ์เอาแต่เนื้อเท่ายาทั้งหลาย รวมยา ๑๐ สิ่งนี้ทำเปนจุณบดทำเปนเม็ดไว้เท่าเมล็ดพริกไทย ละลายสุรากิน ๑ เม็ด ลง ๑ หน สำหรับถ่ายกุมารอ่อน

ยาต้มชื่อปราบพระนคร ขนานนี้เอาเบ็ญจมะไฟ ๑ รากตานหม่อน ๑ รากตานเสี้ยน ๑ รากต่อไส้ ๑ รากตะขบ ๑ รากก้างปลาแดง ๑ รากตะโก ๑ รากสะแก ๑ หญ้าใต้ใบ ๑ รวมยา ๑๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ตกมูกตกเลือด แลแก้ทั้งนั่งหลับตากัดเล็บอยู่ก็ดีหายสิ้น

ยาต้มแก้ตานโจรขึ้นในตาให้ตาฟาง ขนานนี้ท่านให้เอา เบ็ญจกระเพรา ๑ กระพังโหมทั้ง ๒ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ บระเพ็ด ๑ เบ็ญจหญ้างวงช้าง ๑ เบ็ญจถอบแถบ ๑ ฝักส้มป่อย ๑ รากอัญชันขาว ๑ หัวหญ้าชันกาด ๑ ตรีกระฏุก ๑ หัวหอม ๕ หัว ผลขี้กา ๓ ผล มะกรูด ๓ ผล รวมยา ๑๗ สิ่งนี้ ต้มกินแก้ตานโจรขึ้นตา แลเปนต้อให้ตาฟางก็ดี ยาขนานนี้ตัดรากภายในหาย

ยาหยอดตาแก้ตานโจรขึ้นตา ขนานนี้เอา เบ็ญจผักบุ้ง ๑ สังข์ ๑ ดินถนำ ๑ รวมยา ๓ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ บดทำแท่งไว้ฝนด้วยน้ำเถาตำลึงหยอดตา

ยานัดถุ์แก้ตานโจร ขนานนี้เอาเทพทาโร ๑ หว้านน้ำ ๑ จันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ ชะเอมเทศ ๑ ลิ้นทะเล ๑ ชะมด ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ นัดถุ์แก้กุมารตามืดตาฟาง

ยาพอกสะดือแก้ต้อตานโจร ขนานนี้เอาดอกพิกุล ๑ ดอกกระดังงา ๑ หัวหอม ๑ ดินประสิวขาว ๑ ใบทรงบาดาน ๑ รวมยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดพอกสะดือแก้ตากุมารเปนต้อแลตามืดตาฟาง

ยาต้มแก้นิ่วตานโจร ขนานนี้เอาหญ้าชันกาด ๑ แห้วหมู ๑ ไพล ๑ ไคร้หางนาค ๑ ยาเข้าเย็น ๑ รากกระทุงหมาบ้า ๑ เถาวัลย์เปรียง ๑ รากหญ้านาง ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กิน

ยาพอก หัวเหน่าแก้ขัดเบา ขนานนี้เอาใบน้ำเต้า ๑ ผลสวาด ๑ บดด้วยน้ำซาวเข้าพอกหัวเหน่าให้เบาออก

ขนานหนึ่งเอาหัวปลาทูแห้งฝนด้วยน้ำมะนาว พอกหัวเหน่าเบาตกดุจกัน

ยาต้มแก้เบาเปนโลหิตตานโจร เอาใบคนทา ๑ นมตำเรีย ๑ รากกำจาย ๑ เปลือกไม้แดง ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย

ขนานหนี่งท่านให้เอา สารส้ม ๑ แก่นสน ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ กินหาย

ขนานหนึ่งท่านให้เอา เบี้ยผู้ ๓ เบี้ย สังข์ ๔ บาท แช่น้ำมะนาวไว้คืน ๑ จึงเอายอดขี้เหล็ก ๗ ยอด ลนไฟพอตายนึ่ง พริกไทย ๘ เมล็ด ขิง ๗ ชิ้น กระเทียม ๗ กลีบ บดด้วยน้ำมะนาวกิน

ยาต้มแก้ตานโจร ขนานนี้เอายอดขี้เหล็ก ๑ รากอ้อยแดง ๑ รากหญ้าคา ๑ น้ำแกลบต้มเอาหัวกระทือแช่ผึ่งแดดผึ่งน้ำค้างไว้วันกับคืนหนึ่ง จึงเอาสุราหยัด ลงกิน

ยาต้มแก้นิ่วตานโจร อายุกุมารได้ ๑๐ ขวบ เอายอดละมุดสีดา ๗ ยอด ยอดลำเจียก ๗ ยอ