ข้อแตกต่างระหว่าง สมุนไพร กับ ยาแผนปัจจุบัน

kaset12

สมุนไพรแตกต่างจาก “ยา” ที่เข้าใจกันในช่วงหลังของศตวรรษ ที่ 20 ประการแรกคือ สมุนไพรมีตัวยาเจือจางกว่ายาเคมี ซึ่งมักอยู่ใน รูปยาเม็ด เช่น แอสไพริน หรือแคปซูล เช่น เตตร้าไซคลิน ตัวอย่างง่ายๆ ที่แสดงถึงความแตกต่าง คือ เราสามารถรับประทาน ยาเม็ดคาเฟอีนขนาด 200 มก. เพื่อกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง หากดื่มกาแฟ ต้องใช้กาแฟ 20 ก. หากดื่มชา ต้องใช้ชา 10 ก. และต้องใช้วิธีต้มไม่ใช่ชง จึงจะเห็นผลกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางเช่นเดียวกับยาเม็ดคาเฟอีนเมื่อใช้ สมุนไพร ต้องตระหนักว่า ตัวยาสำคัญในสมุนไพรมีความเจือจาง ( dilution) และในสมุนไพรยังมีสารที่ไม่ออกฤทธฺ์ ( physiological inert) เช่น เซลลูโลส และแป้ง สมุนไพรมักประกอบด้วยกลุ่มสารออกฤทธิ์ที่มีสูตรเคมีและการรักษาโรคใกล้เคียง กัน ตัวอย่างที่มักกล่าวถึง ได้แก่ ดิจิตาลิส ( Digitalis) สมุนไพรนี้ประกอบด้วยกลัยโคซายด์ต่างๆ ที่มีสูตรเคมีคล้ายคลึงกันถึง 30 ชนิด ทั้งหมดมีคุณสมบัติกระตุ้นหัวใจ แต่มีความแตกต่างกัน ตรงระยะเวลาที่เริ่มแสดงฤทธิ์ (onset) และระยะเวลาที่แสดงฤทธิ์ ( duration) ตัวอย่างเช่น ดิจิท็อกซิน (digitoxin) เมื่อรับประทาน จะเริ่มแสดงฤทธิ์ใน 1-4 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุด ( peak activity) ที่ชั่วโมง 8-14 ในขณะที่ดิจ็อกซิน ( digoxin) จะเริ่มแสดงฤทธิ์ภายใน 0.5-2 ชั่วโมง และมีฤทธิ์สูงสุดใน 2-6 ชั่วโมง พืชสกุลดิจิตาลิสมีสารทั้งสองและสารอื่นๆ ผู้ที่ใช้สมุนไพรทีความเห็นว่า สมุนไพรนี้มีฤทธิ์และเป็นประโยชน์ เพราะมีสารหลายชนิดที่ทำให้ได้ฤทธิ์ที่คงที่ ออกฤทธิ์เร็วและคงอยู่นาน ความเห็นนี้ถูกค้องเพียงบางส่วน ความจริงก็คือ ฤทธิ์ของใบดิจิตาลิสยากที่จะทำมาตรฐาน ( standardized) วิธีการที่ใช้อยู่ปัจจุบัน คือ วิธีวิเคราะห็ทางชีวภาพ โดยดูผลหัวใจของสัตว์ทดลอง เช่น นกพิราบหยุดเต้น เป็นการวัดความแรงของการออกฤทธิ์ การวัดความแรงของฤทธิ์ในส่วนของน้ำหนักสารบริสุทธิ์ เป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งที่สนับสนุนว่าสารบริสุทธิ์ในกรณีของใบดิจิตาลิสดี กว่า

สมุนไพรบางชนิดนอกจากจะมีสารที่แสดงฤทธิ์ที่ต้องการแล้ว ยังมีสารอื่นที่ทำให้ฤทธิ์ที่ เฉพาะเจาะจงของสมุนไพรลดลง ตัวอย่างเช่น เปลือกซินโคน่า ( Cinchona bark) มีแอลคาลอยด์ต่างๆ มากกว่า 20 ชนิด แต่มีแอลคาลอยด์ชนิดเดียวคือควินิน ( quinine) ที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย ดังนั้น การรับประทานผงเปลือกซินโคน่าเพื่อรักษาโรคมาลาเรีย คนไข้จะได้รับแอลคาลอยด์อื่นๆ ด้วย เช่น ควินิดีน ( quinidine) ยับยั้งการเต้นของหัวใจ (cardiac depressant) และกรดซินโคแทนนิก ( cinchotannic acid) ที่ทำให้ท้องผูกเพราะมีคุณสมบัติฝาดสมาน ต้องตระหนักถึงผลข้างเคียงเหล่านี้ด้วยเมื่อใช้สมุนไพร

การสกัดและการแยกสารเคมีบริสุทธิ์จากสมุนไพรไทย

จากการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ การสกัดและการแยกสารเคมีบริสุทธิ์ที่ได้จากพืช ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารเคมีเหล่านี้เองที่เป็นตัวกำหนดสรรพคุณของ พืชสมุนไพรไทยนั้นๆ สารเคมีที่ได้จากพืชนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้จำแนกออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ primary metabolite และ secondary metabolite นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ข้อแตกต่างระหว่าง primary และ secondary metabolite ไว้ว่า primary metabolite เป็นสารที่พบในพืชทุกชนิดเป็นผลิตผลที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง ( photosynthesis ) เช่น คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน และไขมัน ส่วน secondary metabolite นั้น พบไม่เหมือนกัน ในพืชแต่ละชนิดไม่พบทั่วไปและไม่มี metabolic function ที่ชัดเจน เช่น แอลคาลอยด์ ไกลโคไซด์ แทนนิน เป็นต้น

พวก secondary metabolite จะมีสารเริ่มต้นเป็นกรดอะมิโน acetate, mevalonate ฯลฯ โดยมีเอนไซม์ ( enzyme ) เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งพืชต่างชนิดกันจะมีเอนไซม์ไม่เหมือนกัน ทำให้วิธีทางในกระบวนการชีวสังเคราะห์( biosynthesis ) ต่างกันไป และได้ สารประเภท secondary metabolite ต่างกันไปในต้นไม้ต่างชนิดกันหรือต่างฤดู สาเหตุที่แท้จริงในการสร้าง secondary metabolite ในพืชยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าอาจเกิดจากการพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

สมุนไพร

จากการศึกษาถึง primary และ secondary metabolite ของพืช ทำให้สามารถ นำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ ซึ่งอาจจำแนกออกเป็น 9 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. คาร์โบไฮเดรต ( carbohydrate ) คือ สารที่ประกอบด้วย C, H และ O ซึ่งอัตราส่วนของ H:O มักจะเป็น 2 : 1 และอยู่ในรูปของ polyhydroxy aldehyde หรือ Ketone ในปัจจุบันกลุ่มของคาร์โบไฮเดรตที่ใช้ในทางยา มักใช้ในรูปของ dextrose, fructose, glucose, lactose, sucrose, dextran, starch, cotton, agar, pectin, tragacanth ฯลฯ

2. แอลคาลอยด์ ( alkaloid ) เป็นสารอินทรีย์ซึ่งมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ ( organic nitrogen compound ) พบในพืชชั้นสูงเป็นส่วนมาก แต่บางครั้งก็พบได้ในสัตว์และจุลินทรีย์คุณสมบัติของแอลคาลอยด์ ส่วนใหญ่มีรสขม ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ใน ตัวทำละลายอินทรีย์ ( organic solvent ) ชนิดต่างๆ มีฤทธิ์เป็นด่าง และมักมีฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย หน้าที่ของแอลคาลอยด์ในพืชยังไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ให้ข้อสังเกตที่น่าเชื่อไว้ได้ว่า อาจมีหน้าที่ดังนี้

2.1 เป็นสารที่มีพิษ ป้องกันไม่ให้แมลงหรือสัตว์มารบกวนหรือทำลาย
2.2 เป็นผลที่ได้จากกระบวนการทำลายพิษ ( detoxification ) ของสารที่เป็นอันตรายของพืช
2.3 เป็นตัวที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ( growth regulator )
2.4 เป็นตัวเก็บสะสมแร่ธาตุ สามารถจะสลายตัวให้ไนโตรเจน และธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของพืช
2.5 เป็น nitrogen excretory product เช่นเดียวกับยูเรียหรือกรดยูริค
2.6 ช่วยรักษาดุของไอออน ( maintain ionic balance ) แอลคาลอยด์ อาจเป็นในส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ในเมล็ด (หมาก) ในผล (พริกไทย)ในใบ(ลำโพง) ในเปลือก (ซิงโคนา) ในเหง้า (ดองดึง) ในราก (ระย่อม)และยังพบได้ในราที่ขึ้นบนพืช ( ergot ) เป็นต้น

3. ไกลโคไซด์ ( glycoside ) เป็นสารอินทรีย์ที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็น aglycone (genin) กับส่วนที่เป็นน้ำตาล ดังนั้น เมื่อถูก hydrolyse ด้วยกรดหรือน้ำย่อย จะได้ผลผลิต 2 อย่างนี้ ส่วนไม่ใช่น้ำตาลมีส่วนโครงสร้างแตกต่างกันออกไป ส่วนที่เป็นน้ำตาลจะไม่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา แต่เป็นส่วนช่วยทำให้การละลายและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายดีขึ้น หน้าที่ของไกลโคไซด์ในพืชจะทำให้การดำรงชีวิตอยู่ของพืชปกติ ( regulator and sanitary function ) และทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับพืชด้วย ไกลโคไซด์อาจจำแนกคร่าวๆ ตามสูตรโครงสร้างของ aglycone (เนื่องจากเป็นส่วนที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา) ๆได้ดังนี้

3.1 Cardiac glycoside จะมีฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิต
3.2 Anthraquinone glycoside ใช้เป็นยาระบาย ( laxative ) ยาฆ่าเชื้อ ( antibiotic ) และสีย้อม (dye stuff)
3.3 Saponin glycoside เมื่อเขย่ากับน้ำจะได้ฟองคล้ายสบู่ มักใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาประเภทสเตอรอยด์
3.4 Cyanogenetic glycoside เป็นไกลโคไซด์ ซึ่งถูก hydrolyse ด้วยเอ็นไซม์ กรดหรือด่าง จะให้ hydrocyanic acid (HCN) ซึ่งเป็นสารที่มีพิษต่อมนุษย์หรือสัตว์
3.5 Isothiocyanate glycoside เป็นไกลโคไซด์ ซึ่งถูก hydrolyse จะได้น้ำมันมัสตาร์ด น้ำมันนี้เป็นตัวทำให้มีกลิ่น และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค
3.6 Flavonoid glycoside เป็นสีที่พบในดอก ผลของพืช นำมาทำเป็นสีย้อมและแต่งสีอาหาร บางชนิดก็ใช้เป็นยา
3.7 Phenolic glycoside พบมากในธรรมชาติ โดยจะพบในรูปอนุพันธ์ของ Phenol เช่น พวก tannin ในทางยาจะมีฤทธิ์ฝาดสมาน ( astringent ) ฆ่าเชื้อโรค ในทางอุตสาหกรรม ในฟอกหนังและทำหมึกพิมพ์

4. น้ำมันระเหย ( volatile oil or essential oil ) เป็นน้ำมันที่ได้จากพืช โดยการกลั่นด้วยไอน้ำ ( steam distillation ) หรือ การบีบ ( expression ) มีกลิ่นรสเฉพาะตัว ระเหยได้ง่ายในอุณหภูมิธรรมดา เบากว่าน้ำ นักวิทยาศาสตร์ บางท่านกล่าวว่า น้ำมันระเหยเป็น waste product ไม่มีประโยชน์ในกระบวนการชีวเคมี บางท่านกล่าวว่ามันเกิดขึ้นเพื่อดึงดูดแมลง แต่เป็นไปได้ว่าน้ำมันระเหยเกิดจากผลิตผลที่ผิดปกติของกระบวนการชีวเคมีของ มันและอาจเป็นสารที่เกิดจากการทำลายพิษ ประโยชน์ทางด้านยา นอกจากใช้เป็นตัวแต่งกลิ่นแล้ว ส่วนใหญ่ใช้ไปในทาง ขับลม ( carminative ) ฆ่าเชื้อ ( antibacterial antifungal ) ทาถูนวด

5. ไขมัน ( lipid ) คือสารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ ( organic solvent ) เมื่อต้มกับด่างจะได้สบู่ ถ้าเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องเรียกว่าไขมัน ถ้าเป็นของเหลวเรียกว่าน้ำมัน มักอยู่ในรูปของอาหารสะสมของพืช ประโยชน์ของ lipid ในทางยาจะใช้เตรียมขี้ผึ้ง emulsion หรือใช้เป็นยาระบาย เช่น น้ำมันละหุ่ง รักษาโรคผิวหนัง เช่น น้ำมันกระเบา

6. เรซิน ( resin ) คือสารอินทรีย์หรือสารผสมประเภทโพลิเมอร์ มีรูปร่างไม่แน่นอน มีสูตรโครงสร้างทางเคมีที่สลับซับซ้อน ไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ เมื่อต้มกับด่างจะได้สบู่ เมื่อเผาจะได้ควันเรซินอาจเกิดจาก normal physiological product คือพืชได้สร้างอยู่เป็นปกติ หรือเกิดการสร้างเมื่อเป็นโรค ( pathological product ) หรือเมื่อต้นไม่มีแผลเกิดขึ้นในธรรมชาติพบเรซินรวมกับน้ำมันระเหย หรือ gum ตัวอย่างเช่น มหาหิงคุ์ กำยาน

7. วิตามิน ( vitamin ) หมายถึงสารประกอบอินทรีย์ที่มีอยู่เล็กน้อยในอาหาร ตามธรรมชาติสามารถเข้าสู่ร่างกายจากอาหารหรือแหล่งอื่น เพื่อมีหน้าที่เฉพาะทางกายภาพ หรือเพื่อการเติบโตเข้าสู่สภาพปกติ วิตามินสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ

7.1 วิตามินชนิดที่ละลายได้ในไขมันจะมีการสะสมในร่างกายได้โดยจะละลายอยู่ในไขมัน เช่น วิตามิน A D E K
7.2 วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะสามารถกำจัดออกโดยทางปัสสาวะไม่มีเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ดังนั้น เมื่อขาดวิตามินเหล่านี้ อาการจะปรากฏกออกมาในเวลาไม่นาน เช่น วิตามิน B C

8. สเตอรอยด์ ( steroid ) ยาปฏิชีวนะเป็นผลิตผลทางเคมีที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ส่วนใหญ่จะได้จากแบคทีเรียและรา สำหรับพืชชั้นสูงก็มีสารที่มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะ แต่ยาปฏิชีวนะที่ได้จากพืชสมุนไพรไทยที่ใช้อยู่ในตลาดยายังมีจำนวนน้อยมาก

9. ยาปฏิชีวนะ ( antibiotic ) คือสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างเป็น tetracyclic terpenoid ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยพืชหรือสัตว์ ในทางการแพทย์ มีการใช้สเตอรอยด์พวกฮอร์โมนเพศ เป็นยามานานแล้ว แต่เดิม การสกัดพวก cortisone จาก bile acid นั้นยุ่งยากและทำให้มีราคาแพง ปัจจุบันก็สามารถผลิต สเตอลอยด์จากพืชและจุลชีพทำให้ราคาของสเตอรอยด์ถูกลง

 

ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ทและข้อมูลจาก  http://www.pmr.ac.th

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s