นวดแผนไทย…ศาสตร์โบราณในโลกสมัยใหม่

 พระคัมภีร์

     นวดแผนไทย  ศาสตร์ประจำชาติอายุเก่าแก่หลายร้อยปีกำลังกลับมาได้รับความนิยมอย่างยิ่งในยุคนี้  ทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ  เห็นได้จากร้านนวดแผนไทยและสปาที่มีบริการนวดแผนไทยเกิดขึ้นจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  ไม่เฉพาะแหล่งท่องเที่ยวหรือย่านธุรกิจ  รวมทั้งตามโรงแรมหรูหรือศูนย์การค้า  แม้แต่ตามตรอกซอกซอยจะสามารถสังเกตเห็นป้าย  “บริการนวดแผนไทย”  ได้ไม่ยาก

               ปรากฏการณ์เช่นนี้พอจะบอกได้ว่านวดแผนไทยนั้นเป็นศาสตร์ที่มีคุณค่า  จึงไม่สูญหายไปกับกาลเวลา  แต่มีผู้เรียนรู้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน  ตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่ที่เข้ามารับบริการ  ทั้งการนวดเพื่อผ่อนคลายแก้ปวดเมื่อย  และนวดเพื่อรักษาโรค

     ย้อนกลับไปในอดีตคงไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าการนวดแผนไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด  แต่หลักฐานเอกสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับหมอนวดและการนวดแผนไทย  พบในสมัยกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ในพระไอยการนา   ตำแหน่งนาพลเรือน  คือตำแหน่งข้าราชการต่างๆ ในฝ่ายพลเรือนออกนามกรมหมอนวดและขุนนางที่เป็นเจ้ากรมไว้ว่า  กรมหมอนวดขวา  และกรมหมอนวดซ้าย  มีหลวงราโชเป็นเจ้ากรม

คัมพีร์3

               ทว่าเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พ.ศ.2310 ตำราแพทย์แผนไทยได้ถูกทำลายและสูญหายไปเป็นอันมาก

               กระทั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลที่ 1  ได้ย้ายราชธานีมาจากฝั่งธนบุรีมาฝั่งพระนคร  และทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธารามหรือวัดโพธิ์ขึ้นเป็นอารามหลวง  ให้ชื่อว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  ทรงมีรับสั่งให้สืบเสาะรวบรวมตำรายา  ฤาษีดัดตน  และตำรานวด  นำมาแสดงไว้ตามศาลารายของวัดโพธิ์  เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้

คัมภีร์ 1

               ต่อมาในปี พ.ศ.2375 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 3  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์อีกครั้ง  ทรงให้หล่อรูปฤาษีดัดตนโลหะ 80 ตน  รวบรวมตำราการแพทย์และตำรานวด  รวมทั้งให้จารึกสรรพวิชาต่างๆ ลงบนแผ่นศิลา  บ้างอยู่ในรูปจิตรกรรมฝาผนัง  ประดับตามศาลารายเสาระเบียงและพระอุโบสถในวัดโพธิ์  รวมทั้ง “ตำราหมอนวดจำนวน 60 ภาพ”  ซึ่งจารึกไว้ ณ ศาลาหน้าพระมหาเจดีย์ด้านเหนือ  เท่ากับเป็นการช่วยอนุรักษ์ศาสตร์การนวดแผนไทยให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบทอดมาจวบจนปัจจุบัน

       การนวดแผนไทยซึ่งประกอบด้วย  การกด  การบีบ  การคลึงเค้น  การประคบ  และการอบตัว  นับเป็นการรักษาโรคด้วยวิธีการธรรมชาติ  เพราะการนวดจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายคนเราทำงานได้ดีขึ้น  กล้ามเนื้อที่ตึงหรือแข็งเกร็งจะผ่อนคลาย  และช่วยกระตุ้นระบบประสาทต่างๆ ให้ทำงานดีขึ้น  ยังช่วยให้ระบบข้อต่อและเส้นเอ็นเกิดความยืดหยุ่น

 ท่านวด1

              หลักการสำคัญของการนวดแผนไทย  ก็คือแนวเส้นประธาน 10 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นบริเวณรอบสะดือ  แล้วแยกออกไปตามทิศทางต่างกัน  เพื่อควบคุมส่วนต่างๆ ของร่างกาย  หากเส้นประธาน 10 มีความผิดปกติ จะทำให้เกิดโรคในลักษณะต่างกันไป

               เส้นประธานทั้ง 10 เส้น  ได้แก่  อิทา  ปิงคลา  สุมะนา  กาลทารี  หัสรังษี  ทวารี  จันทภูสัง  รุชำ  สิกขิณี  และ  สุขุมัง  โดยเส้นประธานแตะละเส้นมีความสัมพันธ์กับอาการเฉพาะของเส้นนั้นๆ

               เส้นอิทาและปิงคลา  เกี่ยวข้องกับอาการบริเวณศีรษะ  เช่น  ปวดศีรษะ

               เส้นสุมะนา  เกี่ยวข้องกับอาการของอวัยวะแนวกลางลำตัว  เช่น  ลิ้น  คาง  อก

               เส้นกาลทารี  เกี่ยวข้องกับอาการของแขนและขา

               เส้นหัสรังษีและทวารี  เกี่ยวข้องกับอาการทางตา

               เส้นสิกขิณี  เกี่ยวข้องกับอาการของทวารเบา

               เส้นสุขุมัง  เกี่ยวข้องกับอาการของทวารหนัก

 1

              ดังนั้นหมอนวดจึงต้องเรียนรู้และจดจำทางเดินของเส้นประธาน 10 ให้แม่นยำ  เพราะตลอดแนวของแต่ละเส้นล้วนประกอบด้วย  “จุดแก้”  สำหรับบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยที่ต่างกัน

               นอกจากนั้นแนวทางการนวดแผนไทยในปัจจุบันยังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก  กลุ่มแรกคือการนวดแบบเชลยศักดิ์  อีกกลุ่มคือการนวดแบบราชสำนัก

               การนวดแผนไทยแบบเชลยศักดิ์  เป็นการนวดแบบพื้นบ้านที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง  คือใช้ทั้งมือ  เท้า  เข่า  ศอก  ในการนวด  ทั้งยังมีท่ายืดดัดร่างกายที่อาจดุแล้วพลิกแพลงหรือผาดโผน

               ปัจจุบันรูปแบบการนวดตำรับวัดโพธิ์  ซึ่งเป็นต้นแบบที่แพร่หลายสู่ร้านนวดและสปาทั่วประเทศไทยจนถึงต่างประเทศได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้

               นอกจากนั้นกลุ่มหมอนวดพื้นบ้านมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ  และมีวิธีนวดอันแตกต่างหลากหลาย  เช่น  นวดเหยียบเหล็กแดง  นวดตอกเส้น ฯลฯ  ก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันนี้

               ส่วนการนวดแผนไทยแบบราชสำนัก  ใช้เพียงมือและนิ้วในการนวดกดจุดเท่านั้น  กล่าวกันว่าเป็นรูปแบบการนวดสำหรับกษัตริย์และเจ้านายผู้ใหญ่ในราชสำนักมาแต่โบราณ  จึงมีลักษณะเรียบร้อยสำรวม

               ทว่าจุดเริ่มต้นของการนวดแผนไทยแบบราชสำนักในสังคมไทยยุคนี้  เกิดจากเมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย  เกตุสิงห์  ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2525 เพื่อผลิตแพทย์แผนไทยประยุกต์  ท่านได้พบกับอาจารย์ณรงค์สักข์  บุญรัตนหิรัญ  ผู้เชี่ยวชาญการนวดแผนไทยแบบราชสำนัก  ด้วยเห็นว่าเป็นศาสตร์ทรงคุณค่า  จึงเชิญอาจารย์ณรงค์สักข์มาสอนวิชานวดให้แก่โรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัยตั้งแต่ยุคเริ่มต้น

               กระทั่งปี พ.ศ.2545  โรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัยถูกนำเข้าไปอยู่ในการดูแลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  และปรับปรุงหลักสูตรจากระดับอนุปริญญาไปเป็นปริญญาตรี  “สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์”  มีการสอนวิชาพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับวิชาด้านแพทย์แผนไทย  รวมทั้งวิชานวดแผนไทยแบบราชสำนัก  (หัถเวชกรรม) ด้วย

               อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้การนวดแผนไทยแพร่หลายสู่ประชาชน  ส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งเสริมของภาครัฐ  โดยกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายผลักดันให้โรงพยาบาลของรัฐทุระดับมีบริการแพทย์แผนไทย  ได้แก่  การใช้สมุนไพรไทย  นวดแผนไทย  รวมถึงการอบประคบ  เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับประชาชน  โดยกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า  โรงพยาบาลศูนย์  (โรงพยาบาลจังหวัด)  ทุกแห่งทั่วประเทศจะต้องมีบริการนวดแผนไทย

               สำหรับภาคเอกชน  สังเกตได้ไม่ยากว่ามีร้านให้บริการนวดแผนไทยเกิดขึ้นแพร่หลายทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  เมื่อตลาดขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง  คนทั่วไปจำนวนมากจึงสนใจประกอบอาชีพหมอนวดแผนไทย

               ข้อมูลระบุว่า  แต่ละปีมีนักเรียนจบหลักสูตรการนวดของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)  ร่วมหมื่นคน  นับตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในปี พ.ศ.2540 มีคนหันมาเรียนและยึดอาชีพหมดนวดแผนไทยจำนวนมาก  ตั้งแต่ผู้ที่เรียนขบ ป.4  จนถึงจบปริญญาตรี  ปริญญาโท  และปริญญาเอก  รวมทั้งชาวต่างประเทศ  เช่น  ญี่ปุ่น  จีน  และชาวยุโรป  ก็มาสมัครเรียนนวดแผนไทยด้วย

               กลุ่มนักเรียนไทยส่วนหนึ่งมาเรียนเพื่อหวังไปทำงานต่างประเทศ  เนื่องจากการนวดแผนไทยกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก  และกิจการสปาในหลายประเทศต้องการพนักงานนวดบำบัดชาวไทย  ไม่ว่าจะเป็นทางยุโรป  เช่น  ออสเตรีย  อิตาลี  ฝรั่งเศส  อังกฤษ  เยอรมนี  หรือทางตะวันออกกลาง  เช่น  ดูไบ  บาห์เรน  คูเวต  ซาอุดิอาระเบีย  รวมทั้งประเทศจีนและญี่ปุ่น

               อาจเป็นดั่งผู้รู้ในวงการนวดแผนไทยท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้ว่า  เพราะโลกยุกคนี้มีความเร็วสูง  มีการแข่งขันสูง  ต่างคนต่างอยู่  ผู้คนจึงมีความเครียดสูง  ขณะที่การนวดเป็นสัมผัสที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น  ผ่อนคลาย  ศาสตร์โบราณอย่างการนวดแผนไทยจึงกลับมาได้รับความนิยม

     

 thai Massage copy

    ที่มา :  จักรพันธุ์  กังวาฬ

     คอมลัมน์ ครอบจักรวาล  นิตยสาร “วัฒนธรรม”  ปีที่ 51 ฉบับที่ 1  เมษายน – มิถุนายน 2555

เชิญพบกับสาระดีกับการทำงานและการใช้ชีวิตที่……

http://wp.me/p3zNtX-1O

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s